ข่าว

เวิลด์วาไรตี้:50ปีแห่งการบุกเบิกอวกาศ

เวิลด์วาไรตี้:50ปีแห่งการบุกเบิกอวกาศ

07 ม.ค. 2555

คอลัมน์ เวิลด์วาไรตี้ : 50 ปี แห่งการบุกเบิกอวกาศ ครึ่งทศวรรษแห่งความร่วมมือ

          เสียงเครื่องยนต์จรวดวอสตอก (Vostok) ดังกระหึ่มในช่วงเวลา 05.30 น. ตามเวลาในกรุงมอสโก ก่อนจะทะยานขึ้นจากฐานปล่อยจรวดไบโคนอร์ คอสโมโดรม ทางตะวันตกของสหภาพโซเวียต (ในพื้นที่ประเทศคาซัคสถานในปัจจุบัน) นำนักบินอวกาศยูริ กาการินขึ้นสู่อวกาศเป็นคนแรกของโลก และทำให้การแข่งขันบุกเบิกอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

          ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาแห่ง "สงครามเย็น" ที่รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างจดจ้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และพัฒนาการด้านการบุกเบิกอวกาศ ที่ถือว่าเป็น "ศักดิ์ศรี" ของแต่ละประเทศที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่ง "ล้ำหน้า" ไปไม่ได้ การที่รัสเซียส่งยูริ กาการินขึ้นสู่อวกาศได้เป็นคนแรก ทำให้สหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ต้องเสียหน้าอย่างหนัก จึงเร่งองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) เร่งพัฒนายานอวกาศและฝึกนักบินอวกาศให้พร้อมกับการเดินทางไปยังดวงจันทร์ เพื่อล้างอายจากการถูกรัสเซียหยามในครั้งนั้น

          แต่เมื่อเวลาผ่านไป 50 ปี สถานการณ์การแข่งขันเพื่อแย่งชิงการเป็น "เจ้าอวกาศ" ระหว่างสหรัฐอเมริกา-สหภาพโซเวียต (รัสเซียในปัจจุบัน) กลับกลายเป็น "ความร่วมมือระหว่างประเทศ" ในการสำรวจอวกาศ โดยมีผู้เล่นหน้าใหม่ในเกมบุกเบิกอวกาศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น แคนาดา สหภาพยุโรป (อียู) เข้าร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการสำรวจอวกาศ
 เป้าหมายของการสำรวจอวกาศในปัจจุบันคือการวางรากฐานการเดินทางไปสำรวจดวงดาวอื่นๆ ที่อาจจะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษยชาติในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาแหล่งแร่ธาตุ การก่อตั้งชุมชนมนุษย์ในดวงดาวอื่น รวมไปถึงการค้นหามนุษย์ต่างดาวทรงภูมิปัญญาเพื่อหาทางแลกเปลี่ยนความรู้ และเทคโนโลยีระหว่างกัน

          ปี 2554 นับเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองและเริ่มต้นโครงการอวกาศระหว่างประเทศใหม่ๆ รัสเซียได้เฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 50 ปี แห่งการส่งมนุษย์อวกาศสู่นอกโลกเป็นครั้งแรก และเป็นปีที่รัสเซียมีบทบาทการรับผิดชอบการส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) แทนกระสวยอวกาศขององค์การนาซาที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี และปลดประจำการไปเมื่อปีที่แล้วโดยเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศแอตแลนติสเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศที่รับหน้าที่รับ-ส่งนักบินอวกาศสู่ไอเอสเอสและบรรทุกชิ้นส่วนประกอบ (โมดูล) ไอเอสเอสที่นานาชาติร่วมผลิตนับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 1998

          ขณะเดียวกันรัสเซียก็ดำเนินโครงการมาร์ส 500 ในการศึกษาและพัฒนาบุคลากรรวมทั้งเทคโนโลยีในการส่งมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคาร โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มประเทศในอียู ส่วนจีนก็เริ่มโครงการสถานีอวกาศของตนเอง เพื่อแสดงศักยภาพในการเป็น "เจ้าอวกาศ" อีกประเทศหนึ่งในโลก

          อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาก็ไม่ยอมน้อยหน้าประเทศอื่น เตรียมแผนการ "สเปซเอ็กซ์" ที่จะประกอบไปด้วยยานอวกาศไร้นักบินที่จะรับหน้าที่ม้าใช้งานในการขนส่งนักบินอวกาศและสินค้าไป-กลับไอเอสเอสกับโลก

          ทั้งยังนับเป็นครั้งแรกที่ภาคเอกชนพัฒนาและครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูงเพียงพอที่จะส่งยานอวกาศไปยังนอกโลกได้ เช่นโครงการของบริษัทเวอร์จิ้น กาแลกติค ในเครือเวอร์จิ้น คอร์ป ของเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีนักฝันชาวอังกฤษ ที่ได้สร้างสนามบิน "เวอร์จิ้น กาแลกติค เกทเวย์ ทู สเปซ" ในรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา ที่จะรองรับเที่ยวบินสู่อวกาศของยาน ไวท์ ไนท์ ทู และ สเปซชิป ทู ซึ่งจะพานักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักไปยังอวกาศและได้สัมผัสกับสภาพไร้น้ำหนักประมาณ 5 นาที ขณะที่เที่ยวบินทั้งหมดจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที  โดยนักท่องเที่ยวอวกาศจะต้องแลกประสบการณ์การท่องอวกาศ (เพียง 5 นาที) ด้วยเงินเพียง 6.1 ล้านบาทเท่านั้นเอง...เอื๊อก

-----------------------

(คอลัมน์ เวิลด์วาไรตี้ : 50 ปี แห่งการบุกเบิกอวกาศ ครึ่งทศวรรษแห่งความร่วมมือ)