ข่าว

พท.หนุนกมธ.ปรองดองไม่แก้'ม.112'

พท.หนุนกมธ.ปรองดองไม่แก้'ม.112'

06 ม.ค. 2555

"เพื่อไทย" เห็นด้วยกับ กมธ.ปรองดองไม่แก้ไข ม.112 หลังกินข้าวเที่ยงร่วมกับ 9 พรรคการเมือง พร้อมจับมือลดความขัดแย้งในประเทศ เตรียมหารือ “ประยุทธ” ถามแนวคิดด้านความมั่นคง 10 ม.ค.นี้ ทั้งรับและปฏิเสธร่วมเป็นกมธ.ยกร่างแก้ไขรธน.ตามแนวทาง คอ.นธ. มี "อุกฤษ" เป็

                 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 ม.ค. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ พร้อมด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร คณะกรรมาธิการ นายนคร มาฉิม คณะกรรมาธิการ และนายชวลิต วิชยสุต คณะกรรมาธิการ ร่วมแถลงข่าวภายหลังร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค ที่มีส.ส.อยู่ในสภา

                  พล.อ.สนธิ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ครั้งนี้คือต้องการถามความคิดเห็นต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่กำลังเดินหน้าสร้างความปรองดอง ซึ่งหัวหน้าพรรคทุกพรรคก็ให้การสนับสนุนต่อแนวทางนี้ เพื่อทำให้การปรองดองเกิดขึ้น ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือต้องการเห็นประเทศปราศจากความขัดแย้ง รวมถึงต้องการเห็นประชาชนมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำอย่างไรที่จะให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าได้ อะไรที่ไม่ควรจับต้องในเวลานี้ก็ควรที่จะหยุด ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เราเห็นว่าทุกพรรคการเมืองหรือทุกภาคส่วนไม่ควรที่จะไปแตะต้อง โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญามารตรา 112 เพื่อให้ประเทศเรามีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันได้
 
                  นายศุภชัย กล่าวว่า ที่ประชุมมีแนวคิดตรงกันว่า สังคมในขณะนี้ระแวงในการกระทำของใครเพื่อกลุ่มใด ดังนั้นเรื่องที่คลุมเครืออยู่นั้น หัวหน้าพรรคทุกพรรคก็ต้องการให้มีการแสดงความชัดเจน เช่น แนวคิดการแก้ไขมารตรา112 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกพรรคการเมืองได้ฝากไปถึงพรรครัฐบาลว่า เรื่องนี้ควรแสดงให้ชัดเจนว่าต้องไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 แต่ก็ฝากให้รัฐบาลไปดูเรื่องกระบวนการการบังคับใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งใคร ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญที่ประชุมได้เสนอไปยังฝั่งรัฐบาลคือพรรคเพื่อว่า ต้องแสดงจุดยืนชัดเจนในบางประเด็นที่สังคมมีความสงสัย ทั้งในมาตรา 237 และมารตรา 309 รวมถึงต้องไปทำความเข้าใจกับกลุ่มมวลชนด้วย เพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงก็คือสภาผู้แทนราษฎร ต่อให้มีแนวคิดอย่างไรในเรื่องมารตรา 112 ถ้าเรามีความเห็นตรงกันว่าไม่แก้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะทุกพรรคการเมืองมีเจตนาอยากให้บ้านเมืองเดินหน้า

                  ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการหารือในเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เราไม่ได้หารือถึงเรื่องนี้ บางเรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวเราจะไม่หารือกัน จะพูดเฉพาะภาพรวมเท่านั้น

                  เมื่อถามว่าจะมีการเรียกคู่ขัดแย้งมาหารือในแนวทางปรองดองด้วยหรือไม่พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เราจะพยายามที่จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน แต่คงไม่เรียกมาคุยพร้อมกัน เพื่อต้องการถามว่าในความขัดแย้งของแต่ละกลุ่มมีปัญหาอะไร ซึ่งในวันอังคารที่ 10 ม.ค.นี้ เราจะเชิญพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มาให้ข้อมูลในด้านความมั่นคง และสอบถามถึงแนวคิดในเรื่องความปรองดอง ซึ่งเราจะเชิญในทุกภาคส่วนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยจะเริ่มที่รากเง้าของปัญหา อย่างไรก็ตามเราคงจะไม่ก้าวล่วงในกระบวนการยุติธรรม เพราะเราต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรมด้วย

                  เมื่อถามว่าที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) เสนอให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมกายกรร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 30-35 คนหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยต้องมีความชัดเจนว่าจะเลือกแนวทางใดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมจึงมีการเสนอความคิดว่าการตั้งสสร. เช่น การเลือกสสร.มาจาก 77 จังหวัด เพื่อให้เกิดความสบายใจ ไม่ใช่ตั้งแบบพวกมากลากไป

                  ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยตั้งเป้าไว้ว่าต้องเริ่มแก้ไขเดือนกุมภาพันธ์นี้ ที่ประชุมได้หารืออย่างไรบ้าง นายนคร กล่าวว่า ที่ประชุมแสดงความกังวลว่าไม่ควรสร้างเงื่อนไขขึ้นใหม่เพื่อนำไปสู่ความขัดแย้ง เช่น การขยายหมู่บ้านเสื้อแดง ก็ควรที่จะให้รัฐบาลแสดงความชัดเจน เพื่อไม่ให้เงื่อนไขทางสังคมและเพื่อแสดงความปรองดองให้กับประเทศ

                  ต่อข้อถามที่ว่ามั่นใจได้อย่างไรว่าการหารือในครั้งนี้จะได้ข้อยุติในที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมมูลในมาตรา 112 เพราะกลุ่มที่เคลื่อนไหวก็คือกลุ่มที่อยู่กับพรรคเพื่อไทย นายชวลิต กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนของพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่าหัวหน้าพรรคได้ยืนยันในที่ประชุมว่า พรรคจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งข้อสรุปทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญและร่วมมือกันเดินหน้าไปสู่ความปรองดอง พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการเพื่อนำความปรองดองมาสู่ประเทศชาติให้สำเร็จ ส่วนเรื่องหมู่บ้านเสื้อแดงพรรคเพื่อไทยคงต้องไปหารือกันเพื่อทำให้บรรยากาศไปสู่ความปรองดอง

 

พท.ชี้ร่วมกินข้าวเป็นของขวัญปีใหม่คนไทย


                   นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถือเป็นบรรยากาศของการเริ่มต้นปีใหม่ปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่ประชาชนหวังให้เป็นปีแห่งรอยยิ้ม ปีแห่งความสุข ภาพที่ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ นั้นทำให้ประชาชนเกิดความหวังในการทีจะเกิดบรรยากาศของการปรองดองในชาติ ถือเป็นของขวัญปีใหม่อีกชิ้นหนึ่งให้กับประชาชน

                   อย่างไรก็ตาม ขอให้หัวหน้าทุกพรรคการเมืองช่วยกันทำให้เกิดภาพความสุขที่แท้จริงให้กับประชาชนโดยการทำให้เกิดความปรองดองที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไปด้วย สำหรับมาตรา 112 นั้น ตนได้พูดคุยกับส.ส.พรรคเพื่อไทยถึงจุดยืนของพรรคแล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขในมาตรา 112 อย่างแน่นอน เพราะมาตรา 112 นั้นไม่ได้อยู่ในนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้นที่หลายฝ่ายกังวลว่าพรรคเพื่อไทยจะแก้ไขมาตรา 112 แล้วทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นนั้นควรจะหยุดพูดหรือออกมาให้ข่าวได้แล้ว เพราะยืนยันว่าพรรคไม่มีมติที่จะแก้ไขมาตรา 112 อย่างแน่นอน

 

“ธีระภัทร"ชี้การเมืองไทยอยู่ภายใต้อุ้งมือ“ทหาร-นักธุรกิจ-นักการเมือง”

                   ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  มีการรอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 3(พตส.3)  ที่จัดขึ้นโดยมีการอภิปรายในหัวข้อ  “บทบาทที่เป็นจริงของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ ต่อพรรคการเมือง”  ศ.ดร. ธีรภัทร เสรีรังสรรค์  อ.ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช   กล่าวว่า   สังคมไทยเป็นสังคมที่รวมตัวกันแบบหลวมๆ ไม่ผูกติดไม่มีสัมพันธภาพแน่นแฟ้น  ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้อิทธิพลระบบอุปถัมภ์  เมื่อผู้อุปถัมภ์ตายจากหรือหายไป กลุ่มก็จะแตกแยกทันที  ดังนั้นสังคมในอดีตจึงค่อนข้างกลัวการรวมตัวของมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะรัฐบาลมองว่า การรวมตัวของมวลชนเป็นการส่งสัญญาณอันตราย และก่อปัญหาในอนาคต  จึงไม่แปลกที่ในอดีต รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ประชาชนรวมกลุ่มหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้ว่าประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตย จะยอมรับแต่ก็มองว่าอาจจะเกิดผลกระทบทางลบได้ เนื่องจากมวลชนจำนวนมากอาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศเกิดความแตกแยก และ ขัดแย้งในภายหลัง

                    ศ.ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า  สำหรับบทบาทกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ เริ่มมาตั้งแต่พ.ศ.2475  ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แบ่งออกเป็น 3 ยุค  โดยยุคแรกตั้งแต่ พ.ศ.2475-2516 มีกลุ่มคณะราษฎร์ ประกอบด้วยผลประโยชน์คือกองทัพ ซึ่งแบ่งออกเป็นฝ่าย มีความขัดแย้ง ยุคที่ 2 พ.ศ.2516-2540  เป็นยุคที่มีทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองมาก  โดยทหารออกมาเล่นการเมือง หรือไปตั้งพรรคการเมืองเอง นอกจากนี่ยัง มีกลุ่มนักธุรกิจใหญ่แอบสนับสนุนพรรคการเมือง  บางพรรคก็มีทหารเป็นหัวหน้าพรรค  พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่งก็มีกลุ่มทุนธุรกิจเข้ามาสนับสนุนแต่ไม่เด่นชัดมาก เพราะภายในพรรคมีนักการเมืองท้องถิ่นมาก  ต่อมามีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540  ซึ่งถือว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะทำให้พรรคการเมืองมีบทบาทมากขึ้น  ลดบทบาทอำนาจของกองทัพลง และมีการตั้งองค์อิสระต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจการทุจริต เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถต่อสู้กับอำนาจทางธุรกิจได้ โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองธุรกิจที่จ้องเข้ามาแสวงผลประโยชน์ซึ่งแตกต่างจากกับกลุ่มนักธุรกิจการเมืองที่ในอดีตเป็นเพียงนักธุรกิจที่อยากมาเล่นการเมืองเมื่อได้อำนาจก็ถอนคืนเท่านั้นไม่มีอะไรมากกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอิทธิพลที่ก่อตัวมาจากมวลชน คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนกระทั่งกองทัพกระโดดเข้ามาจัดการ จนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และยุคที่ 3 คือ หลังปี 2540  ซึ่งมีพัฒนาการทางการเมืองมาโดยพรรคการเมืองเริ่มเข้าใจว่าฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงต้องมีการนำมวลชนภายนอกเข้ามาสนับสนุน จนเกิดเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)

                   ศ.ดร. อนุสรณ์ ลิ่มมณี อ.ประจำรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า  หลังศตวรรษที่ 20 เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยพรรคการเมืองเปลี่ยนแปลงจากการรวมตัวของบุคคลที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันพรรคการเมืองมีการระดมมวลชน เข้ามาเป็นสมาชิก  หากจะโยงถึงกลุ่มอิทธิพลแท้จริงแล้วกลุ่มเหล่านี้เป็นการรวมตัวกันในการผลักดันนโยบายของรัฐให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง ซึ่งอาจมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องหรืออาจไม่มีก็ได้   ทั้งกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ต่างมีบทบาทสำคัญ คือ เป็นตัวกลางในกลุ่มสังคม กับรัฐบาลคือเป็นปากเป็นเสียง รวบรวมข้อเรียกร้องให้กับประชาชน เพื่อจัดทำเป็นระเบียบวาระนำเสนอรัฐบาล รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจสอบการการบริหารงานของรัฐบาล เพราะตามหลักแล้ว ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ที่จะเรียกร้องสิทธิกับทางรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบและชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า  กลุ่มสมาคม กลุ่มบริษัท และกลุ่มกระบวนการทางสังคม ที่ออกมาทำหน้าที่เป็นกลไก ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งสิ่งนี้เห็นว่า สังคมขาดสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้


คอ.นธ.แจกเอกสารสรุปความเห็นปัญหาแก้รธน.ให้สื่อสภาฯ

                  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของ คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ได้นำเอกสารเรื่องการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองว่าด้วยความสามัคคีและความสมานฉันท์ของคนในชาติ จำนวน 8 หน้า ที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนอีกครั้ง ที่ห้องทำงานสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 1

"เจษฎ์"พร้อมรับข้อเสนอคอ.นธ. เป็นกมธ.ยกร่างฯรธน.

                  นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการอิสระด้านนิติศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) เสนอตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 34 คน ซึ่งมีชื่อตนรวมอยู่ด้วยว่า หากมีการทาบทามจริงก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นคณะกรรมการที่มาจากทุกภาคส่วน แต่การทำงานจะต้องไม่มีธง เพราะอาจจะมีปัญหาในภายหลังได้ ทั้งนี้ ตนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องนำผู้ที่มีความรู้ทางด้านกฎหมายมาเป็นผู้ร่างด้วย เพราะถ้านำประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งแต่ไม่มีความรู้ในด้านกฎหมายก็เหมือนกับหาคนมาขับรถสิบล้อแต่ขับไม่เป็น จะทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้นควรจะเลือกประชาชนมาเป็นผู้พิจารณาแต่ไม่ใช่ผู้ร่างกฎหมาย โดยเลือกจากทุกภาคส่วน ทั้งจากตัวแทนชาวนา ตัวแทนเกษตรกร โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งพื้นที่เป็น 77 เขต ให้คนเหล่านี้เป็นผู้นำแนวคิดมาเสนอต่อคณะกรรมการ เมื่อทั้ง2 ฝ่ายได้ข้อยุติแล้วจึงให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตัดสินใจโดยการทำประชามติจึงจะถือว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง

                  ขณะที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอโทษที่ยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบข่าวดังกล่าว และยังไม่รู้ด้วยว่ามีชื่อของตนเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของคอ.นธ.ด้วย อย่างไรก็ตาม การที่มีชื่อของตนอยู่ในคณะกรรมการด้วยนั้น น่าจะเป็นเพราะนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคอ.นธ.นั้นเห็นว่าตนเป็นลูกศิษย์ เพราะสมัยที่ตนเรียนนิติศาสตร์นั้นนายอุกฤษเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ตนศึกษาอยู่


“วัชระ”ชี้เป็นทางเลือกของสังคมต่อประเด็นแก้รธน.

                  นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ดี และเป็นทางเลือกให้กับสังคม เนื่องจากขณะนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นที่สนใจของทุกฝ่ายของสังคม ส่วนจะเป็นแนวทางที่ถูกนำไปปฏิบัติหรือไม่นั้นคงต้องให้ส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาอีกครั้ง ส่วนของแกนนำในพรรคชาติไทยพัฒนาขณะนี้ยังไม่ได้หารืออย่างเป็นทางการ คาดว่าในการประชุมส.ส.ของพรรคในสัปดาห์หน้าอาจจมีการนำเรื่องนี้มาหารือ

                  “คอ.นธ.มีเจตนาที่ดี สิ่งที่เป็นประเด็น คือวิธีการและบุคคลที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ สังคมยอมรับหรือไม่ เป็นเรื่องที่ดีที่แต่ละฝ่ายสรรหาวิธีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องและถูกใจประชาชน” นายวัชระ กล่าว

                  สำหรับรายชื่อของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คอ.นธ.เสนอนั้น ตนไม่ทราบว่าผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีใด เบื้องต้นมองว่าเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทั้งกลุ่มการเมืองและแนวคิดที่แตกต่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ต่อประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังคงเชื่อมั่นว่า การตั้งส.ส.ร.ที่มีที่มาจากประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสม


“คำนูณ”ปัดร่วมจี้"รัฐบาล"ตอบให้ชัดเลือกแบบไหนกันแน่

                  นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า ต้องขอบคุณคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.)ที่ให้ตนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  แต่ตนคงรับไม่ได้ เพราะตนเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามไว้ไม่ให้สมาชิกรัฐสภารับตำแหน่งหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งไม่ทราบว่ามีชื่อเป็นกรรมการได้อย่างไร เพราะไม่ได้มีการพูดคุยหรือทาบทามมาก่อน รวมทั้งบุคคลอื่นๆที่มีชื่อเป็นกรรมการไม่รู้ว่าได้ไปปรึกษาหารือกับเขาก่อนหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าการตั้งคอ.นธ.มีเจตนาดี แต่สถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่านโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะตัดสินใจอย่างไร เพราะฉะนั้นนายกฯต้องตอบให้ชัดเจนว่าจะตัดสินใจเลือกแบบไหน เพราะรัฐบาลเสนอให้มีการตั้งส.ส.ร. 3 แต่คอ.นธ.ไม่เห็นด้วยกับการตั้งส.ส.ร. 3 ขณะเดียวกันส.ส.เพื่อไทยก็มีความเห็นแตกแยกเป็นหลายส่วน บางคนก็ไปล่ารายชื่อประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ทำให้สังคมเกิดความสับสน ซึ่งคอ.นธ.ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะทำอย่างไร จะเห็นด้วยกับแนวทางของคอ.นธ.หรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องแถลงให้ชัดเจนว่าจะเลือกแนวทางไหน

                  ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่รัฐบาลเสนอตั้งคอ.นธ.เป็นการเล่นเกมการเมืองหรือไม่ นายคำนูณ กล่าวว่า ตนไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพูดภาพรวมให้ชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขจัดผลพวงต้นเหตุการรัฐประหาร หรือเพื่อความปรองดอง แต่การปรองดองก็มีการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) ที่มี พล.อ.สนธิ เป็นประธานฯศึกษาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่าการตั้งคอ.นธ.ขึ้นมาในช่วงนี้ไม่ใช่เพื่อแก้ไขต้นเหตุแห่งความขัดแย้ง แต่เป็นเพียงแนวทางหนึ่งของรัฐบาลเท่านั้นเอง