
ถกร่างงบฯเดือดพท.-ปชป.ซัดกันนัว
เวทีอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 55 เดือด ส.ส.พท.-ปชป.ซัดกันนัว ก่อนลงมติผ่านมาตรา 8 กระทรวงการต่างประเทศ ยำแหละ"สุรพงษ์"จ้องช่วยทักษิณ
วันที่ 6 ม.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2555 ซึ่งได้พิจารณมาถึงมาตรา 8 งบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2555 เสียงข้างมากได้พิจารณาปรับลง เหลือ 7,579 ล้านบาท จากเดิมที่หน่วยงานเสนอขอ 7,733 ล้านบาท
ทั้งนี้เนื้อหาในการอภิปรายส่วนใหญ่เป็นการตอบโต้กันไปมาระหว่าง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ต่อการดำเนินงานของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ผ่านมา ซึ่งมีส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการทำงานเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เท่านั้น โดย นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นายสุรพงษ์ ได้โกหกกับประชาชน กรณีที่ออกพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ต้องโทษหนีคดี ซึ่งเรื่องนี้เป็นการจับโจรอย่างคาหนังคาเขา โดยในวันที่ 2 ธ.ค. นายสุรพงษ์ โววิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมคืนพาสปอร์ตสีน้ำตาลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นของขวัญวันคริสมาสต์ แต่ความมาแตก เนื่องจากมีผู้หวังดี ทำให้ทราบว่า มีการออกพาสปอร์ตสีน้ำตาลไปแล้ววันที่ 26 ธ.ค. ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะยื่นคำร้องขอทำพาสปอร์ตในวันที่ 25 ธ.ค. แสดงให้เห็นถึงการพิจารณาออกพาสปอร์ตอย่างรวดเร็วพิเศษ จึงขอย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศทำผิด 2 ข้อ คือโกหกประชาชน ไม่มีคนโกหกที่ไม่ทำชั่ว และการอ้างเหตุผลการคืนพาสปอร์ต ว่าเห็นสวนทางกลับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ได้ยกเลิกหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอ้างระเบียบการออกหนังสือเดินทาง ข้อ 23 (7) ว่าด้วย จะไม่ออกหนังสือเดินทางให้กับบุคคลที่เป็นภัยมั่นคงต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ไม่ทราบ นายสุรพงษ์เก่งแต่ภาษาอังกฤษ ไม่แตกฉานภาษาไทย จึงอ่านระเบียบการออกหนังสือเดินทางฯ ไม่เข้าใจ จึงคืนพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่ ในระเบียบฯ ข้อ 21 (2,3,4) ระบุชัดว่า ไม่ให้ออกหนังสือเดินทางให้กับผู้ต้องโทษคดี
นายเทพไท กล่าวว่า ประเด็นที่ 2 กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศ ตามที่มีเหตุการณ์กัมพูชายิงเฮลิคอปเตอร์ทหารของไทย โดยที่กระทรวงการต่างประเทศไม่แสดงท่าทีประท้วงใดๆ กรณีที่พล.อ.เตีย บัณห์ รมว.กลาโหมกัมพูชา และนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กต.กัมพูชา ออกมาแถลงยืนยันว่า เฮลิคอปเตอร์ไทยละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนกัมพูชา หากแต่กระทรวงการต่างประเทศเออออเพราะเกรงใจประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนประเด็นที่ 3 กระทรวงการต่างประเทศติดตามขบวนการล้มเจ้าในต่างประเทศหรือไม่ เนื่องจาก ม.112 ของรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถดำเนินการกับผู้ทำผิดในต่างประเทศได้ และประเด็นที่ 4 การที่รัฐบาลอ้างผลงานในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ด้วยนั้น ตนจะเชิญกินเนสบุ๊กส์มาบันทึกผลงานบุคคล ๆ นี้ ยิ่งจะทำให้เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศหมดคนที่มีความสามารถที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ และกระทรวงเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น สมควรถูกตัดงบ หากงบไม่พอก็ขอให้ไปเบิกกับนักโทษสถานะพิเศษที่ดูไบ
โดยหลังจากที่นายเทพไทอภิปรายนั้น มีส.ส.ของพรรคเพื่อไทยประท้วงกันเป็นระยะ
จากนั้นนายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศลง 1 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของงบประมาณของนายสุรพงษ์ ซึ่งนำไปใช้ในการเดินทางไปต่างประเทศ
นายสุรพงษ์ ขอใช้สิทธิ์ชี้แจงว่า ตนไม่ได้ทำงานเพื่อคนๆ เดียวอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา โดยที่ผ่านมาตนมีผลงานที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด ซึ่งต่างจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้คำพูดเพื่อสร้างความแตกแยก หรือ ไล่จับคนๆ เดียวกันขัดแย้งกับหลายประเทศ อย่างไรก็ตามตนขอเรียกร้องขอให้หยุดการพูดที่สร้างความแตกแยกหรือพูดเพื่อชักศึกเข้าบ้าน
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศลง 0.5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้วขอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่ศาลโลกกำลังจะตัดสินกรณีประเทศกัมพูชายื่นขอให้ศาลโลกตีความเรื่องอาณาบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำการที่เสียงท่า และมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียดินแดนของประเทศไทยซ้ำอีก ทำให้นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงว่าสิ่งที่นายจตุพรระบุว่าหากประเทศไทยจะเสียดินแดนเป็นเพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ตนเจ็บใจ เพราะข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะที่ผ่านมาใช้การเจรจาในทวิภาคีมาโดยตลอด
นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอตัดลดงบของกระทรวงการต่างประเทศลง 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ทำตามพันธกิจที่เคยประกาศไว้ว่าจะรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย โดยเฉพาะกรณีที่ต่างชาติออกระบุว่ามาตรา 112 เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กระทรวงการต่างประเทศหายหัวไปไหนไม่เคยออกมาตอบโต้เพื่อคนไทยว่าหมวดพระมหากษัตริย์อยู่ในหมวดของความมั่นคงของรัฐไม่ใช่เรื่องการหมิ่นประมาท กระทรวงการต่างประเทศกำลังสูญเสียจิตสำนึก ลืมกำพืดหมดแล้ว ภาษีประชาชน ภาระกิจที่ประกาศไว้ต้องไปทำความเข้าใจ ที่เขาออกมาพูดอย่างนี้กระทรวงการต่างประเทศไม่มีการแก้ตัวเลย หมายความว่ายอมรับหรือสอดรับเพื่อมากดดันให้มาแก้ไขมาตรา 112 หรือไม่
“วันนี้ไม่ได้รักษาศักดิ์ศรีของคนไทย ให้คนมาหลบหลู่บิดาของคนไทย วิสัยทัศน์ที่บอกจะดำเนินการเวทีต่างประเทศอย่างมีเกียรติ วันนี้ต้องแยกแยะอย่าสำลักเรื่องธุรกิจกับอธิปไตยของประเทศมันเป็นคนละเรื่องกัน เป็นเพื่อนกัน แบ่งประโยชน์ แบ่งธุรกิจกัน แล้วอยู่ๆ เพื่อนจะมาเอาตีนลูบหน้ามันไม่ได้ ผมจึงจำเป็นต้องขอตัดงบประมาณ เพราะต้องการเตือนสติ ไปกินเงินเดือนทำอะไรปกป้องประเทศไทยบ้าง ไม่ใช่กินบนเรือนขี้บนหลังคา ให้ต่างประเทศก้าวก่ายการออกกฎหมายของไทย และกิจการภายใน ทุกชาติมีวัฒนธรรม คนที่ต้องขอบคุณมีชัย ฤชุพันธ์ มีคน ๆ เดียวที่ออกมาปกป้อง นายกฯ รองนายกฯ บอกไม่แก้ แต่กระทรวงการต่างประเทศอมอะไรไว้ ถึงพูดไม่ได้ นโยบายรัฐบาลก็ชัดเจน” นายจุติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ที่ประชุมสภาฯ ได้อภิปรายนานกว่า 2 ชั่วโมง ได้มีการลงมติในมาตราดังกล่าว โดยที่ประชุมเห็นชอบตามกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก 266 เสียง ไม่เห็นด้วย 118 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง



