ข่าว

ประชาโต้มาร์คศปภ.แก้น้ำท่วมไม่คลุมใต้

ประชาโต้มาร์คศปภ.แก้น้ำท่วมไม่คลุมใต้

06 ม.ค. 2555

"ประชา" โต้ "มาร์ค" แจงศปภ.มีอำนาจแก้น้ำท่วมจำกัดแค่ 21 จังหวัด ไม่ครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ เผยยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำเพราะน้ำในเขื่อนยังมีปริมาณมาก

          วันที่ 6 ม.ค.55  พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พาดพิงว่า ศปภ. ไม่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ว่า อำนาจหน้าที่ของศปภ. ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี มีพื้นที่ปฏิบัติการใน 21 จังหวัด ที่ประสบอุทกภัยร้ายแรง โดยเป็นจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และกรุงเทพมหานคร ศปภ.ไม่ได้รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หลายกระทรวงและให้ศปภ.ติดตามสถานการณ์ แต่ไม่ได้ลงพื้นที่ ที่ผ่านมาศปภ.เพียงแต่แนะนำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัดในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย และกระทรวงกลาโหมในการให้ความช่วยเหลือ ส่วนต่อไปจะให้ศปภ.เข้าไปช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ สุดแท้แต่นายกรัฐมนตรีจะสั่งการต่อไป

          อย่างไรก็ตาม ศปภ.ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจ และยังไม่ปิดศูนย์ เนื่องจากสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก ๆ ของประเทศ ยังมีน้ำในปริมาณมาก ซึ่งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจะมีประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา และศปภ.ได้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด

 

องค์กรชุมชนภาคเหนือเร่งทำข้อเสนอรับมือภัยพิบัติ

          นายณัฐวุฒิ อุปปะ   กรรมการจัดการภัยพิบัติขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ เปิดเผยว่า ข้อสรุปเวทีประชุมคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติขององค์กรชุมชนภาคเหนือ พบว่า ปัญหาเบื้องต้นของภัยพิบัติที่ผ่านมาเกิดจากชุดข้อมูลในการตัดสินใจของหน่วยงานยังไม่มีความพร้อม  ทำให้คาดการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง  รวมถึงปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เส้นทางการไหลของน้ำและพื้นที่รับน้ำลดลง เช่น การรุกล้ำคลองสาธารณะ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งเคยเป็นที่รับน้ำตามธรรมชาติ เป็นสิ่งก่อสร้างซึ่งขวางทางน้ำ การขยายตัวของพืชเชิงเดียวและการลดลงของพื้นที่ป่าไม้, การขุดลอกแม่น้ำหรือลำห้วยซึ่งทำให้น้ำไหลเร็วขึ้นและเกิดการพังทลายของตลิ่งมากขึ้น

          นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือจะส่งคณะทำงานลงพื้นที่เพื่อรวบรวมชุดประสบการณ์จากพื้นที่ต่างๆ ตามลุ่มน้ำหลักทั้ง ปิง วัง ยม น่าน สาละวิน และป่าสัก ซึ่งมีรูปแบบการเกิดภัยพิบัติแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม น้ำหลาก ดินสไลด์ ดินโคลนถล่ม เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและวางแผนให้ชุมชนจัดการปัญหาเบื้องต้นสู่การพึ่งตนเองในระยะยาวและสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือ  ในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการนำข้อมูลแลกเปลี่ยนหาแนวทางการจัดการภัยพิบัติในการประชุมวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ที่จังหวัดเชียงใหม่