ข่าว

'กก.ชุดอุกฤษ'ค้านตั้งสสร.3แก้รธน.

'กก.ชุดอุกฤษ'ค้านตั้งสสร.3แก้รธน.

06 ม.ค. 2555

"คอ.นธ." ชุด "อุกฤษ" นั่งเป็นประธาน ค้านตั้ง สสร. 3 รวบรัด เสนอ 34 กมธ. ยกร่าง "บิ๊กสื่อ-นิติราษฏร์ -พันธมิตร- 111" แก้เสร็จแล้วค่อยทำประชามติ

                5ม.ค. 2555 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ผ่านการแต่งตั้งโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า ล่าสุดเมื่อต้นปี คอ.นธ.ได้จัดทำข้อเสนอแนะเรื่องกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านเว็บไซด์ของคอ.นธ.คือ www.nrlcthailand.org  โดยข้อเสนอดังกล่าวมีเนื้อหาสรุปใจความสำคัญได้ว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขโดยรูปแบบผ่านมาตรา 291 ที่จะให้มีการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่าข้อเสนอให้ตั้งสสร.  99 คน โดยให้เลือกสมาชิกจากผู้เป็นตัวแทนของจังหวัด รวม 77 คน และรัฐบาลแต่งตั้งเพิ่มเติมอีก 22 คน (หรือให้สมาชิกเลือกผู้รู้ อีก 22 คน) รวมเป็น 99 คน ตามที่มีผู้เสนอแนะ

                คอ.นธ.มีความเห็นว่า การเขียนแบบแปลนเพื่อสร้างบ้านอยู่อาศัย ต้องใช้สถาปนิก และวิศวกร เป็นผู้เขียนแบบและรับผิดชอบ ซึ่งจะถูกต้องกว่าเลือกผู้มีอาชีพหลากหลายมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะขาดความรู้และ ประสบการณ์ และในที่สุดจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกรรมการที่คณะรัฐมนตรี ตั้งขึ้น หรือของผู้รู้ที่สมาชิกเลือกตั้ง นอกจากนั้น การดำเนินการจะมีกระบวนการขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลามาก โดยต้องมีการขอแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้มีการจัดตั้ง สสร. การกำหนดจำนวน สสร. โดย กำหนดให้แต่ละจังหวัดมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสสร. ได้หนึ่งคน ขัดกับหลักนิติธรรม ไม่เป็นธรรมเพราะแต่ละจังหวัดมีขนาดใหญ่ - เล็ก และมีจำนวนประชาชนแตกต่าง กันมาก เช่น กรุงเทพมหานคร กับจังหวัดระนอง มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก สสร. ได้หนึ่งคนเท่ากัน เป็นการขัดหลักนิติธรรมว่าด้วยความเสมอภาค นอกจากนั้นการ เลือกตั้งจะใช้เวลานาน และต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งควรรอไว้ให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการลงประชามติ จะถูกต้องและเป็นธรรมกว่า


                อย่างไรก็ตามคอ.นธ.เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรใช้วิธีการปกติคือผ่านการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา โดยญัติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน) หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภา (ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยสามสิบคน) หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

                คอ.นธ.เห็นว่าญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้ ส่วนการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและ ลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่ น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

                การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมด้วย การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วให้ รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดย เปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา 150 และมาตรา 151 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม


                ทั้งนี้เมื่อลงในรายละเอียด คอ.นธ.เห็นว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีที่มาดังนี้ ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ขึ้นคณะหนึ่ง จำนวนระหว่าง 30-35 คน โดยคัดเลือกจากบุคคลผู้มีความรู้ และ มีประสบการณ์ด้านรัฐธรรมนูญ เป็นที่ยอมรับในสังคม เช่นมีผลงานการเขียน ตำรา เขียนบทความ ให้ความเห็นทางสื่อมวลชนทุกแขนง “เป็นนักรัฐธรรมนูญ” โดยต้องไม่เลือก จากเฉพาะบุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือต้องเป็นผู้มีแนวความคิด ทางเดียวกัน โดยให้มีองค์ประกอบจากบุคคลทุกฝ่าย ที่มีความปรารถนาจะให้ ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ และถูกต้องตามหลักนิติธรรม สากลมากที่สุด คณะกรรมการควรใช้เวลาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่เกิน 60 วัน เพราะทุกคนมี แนวคิดของตนเองอยู่แล้ว


                ทั้งนี้คอ.นธ.เห็นว่าการพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ต้อง จัดให้การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย

                ส่วนการออกเสียงลงประชามติ คอ.นธ.เสนอว่าเมื่อสภาได้พิจารณาเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สามแล้ว ควรจัดให้มีการออกเสียง ลงประชามติ โดยประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

                ทั้งนี้ คอ.นธ.ได้เสนอรายชื่อบุคคลเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 34คนซึ่งประกอบด้วยบุคคลจากหลายสาขาอาชีพทั้งนักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน อดีตสว. เช่น นักวิชาการกลุ่มนิติราษฏร์อย่างนายวรเจตน์ ภาคีรัน์ เจ้าของธุรกิจสื่อมวลชนทั้งไทยรัฐ เนชั่น มติชน นักการเมืองที่เป็นแกนนำพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะพวกสาย 111 ตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างนายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ แต่กลับไม่มีเสนอตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด

                โดยทั้ง 34 รายชื่อมีดังนี้ รายชื่อดังนี้1 พล.ร.อ. เกาะหลัก เจริญรุกข์ 2 นายคณิน บุญสุวรรณ 3 นายคำนูน สิทธิสมาน 4 นายจาตุรนต์ ฉายแสง 5 ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก 6 ดร.ชูศักดิ์ ศิรินิล 7 มล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล 8 นายขรรชัย บุนปาน 9 ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ 10 ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล 11 นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ 12 ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร 13 ดร. ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์ 14 นายเผด็จ ภูรีปฏิภาณ 15 นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา 16 น.พ. พรหมมินทร์ เลิศสุริยะเดช 17 นายพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ 18 ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ 19 ดร. ยุพา อุดมศักดิ์ 20 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ 21 พล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวานิช 22 ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ 23 ดร. วิษณุ เครืองาม 24 นายสมเกียรติ อ่อนวิมล 25 ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ 26 นายสรจักร เกษมสุวรรณ 27 นายสราวุธ วัชรพล 28 นายสัก กอแสงเรือง 29 นายสุขุม เฉลยทรัพย์
30 ดร. สุขุม นวลสกุล 31 รศ. สุดสงวน สุธีสร 32 นายสุทธิชัย หยุ่น 33 นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ และ 34 นายเสรี สุวรรณภานนท์

                โดยคอ.นธ.ระบุว่า ถ้าบุคคลเหล่านี้ยอมรับเข้าร่วมเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้กระแสความต้านทานหรือความไม่พอใจลดน้อยลงเพราะบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำในการสนับสนุน หรือคัดค้านได้มานั่งประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญด้วยกันอยู่แล้ว อันจะเป็นก้าวแรกของการสามัคคีปรองดองต่อไป

                นอกจากนี้คอ.นธ.ยังได้ออกแถลงการณ์ข้อเสนอ การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองว่าด้วยความสามัคคี และความสมานฉันท์ของคนในชาติโดยระบุว่าต้องให้มีการปกครองประเทศเป็นการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ให้เป็น ที่ยอมรับของสังคมโลกในปัจจุบัน ที่รับรองหลักประชาธิปไตยว่า เป็นการปกครอง ประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนแต่ต้องเป็นการปกครองโดยอาศัยเสียงข้างมากของประชาชนเป็นหลัก แต่ต้องให้ความสำคัญและ คุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วยและ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                คอ.นธ.ระบุว่าเรื่อง “หลักนิติธรรม” นั้นได้แก่ การปกครองบ้านเมืองต้องปกครองโดยกฎหมาย กฎหมายที่ใช้ปกครองต้องเป็นกฎหมายที่ดี และมีความเป็นธรรม กฎหมายที่ดี คือ กฎหมายที่ไม่ขัดต่อหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรม“เมื่อได้พิจารณาถึงที่มา และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยละเอียดแล้ว เห็นว่าแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติบางส่วนเป็นบทบัญญัติที่ดี เพราะยึดมั่นในหลักนิติธรรม แต่ก็มีบทบัญญัติหลายส่วนที่ลบล้างและขัดแย้งกันเอง และ มีบทบัญญัติหลายบทหลายมาตราที่ขัดกับหลักนิติธรรมอย่างแจ้งชัด นอกจากนั้นยังคงให้ คณะบุคคลบางคณะที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในศาลรัฐธรรมนูญ และในองค์กร อิสระซึ่งเป็นองค์กรที่กำหนดชะตากรรมของประเทศ และของประชาชน ของพรรคการเมือง ของประชาชน ของสมาชิกรัฐสภา ที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน เป็นผู้ที่ไม่ได้รับการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะปฏิวัติ ซึ่งไม่ได้รับมอบอำนาจมาจากประชาชน เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และ อำนาจอธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประชาชนแล้ว

                บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ สำคัญของบ้านเมือง โดยคณะปฏิวัติจึงต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในทันที และให้มี กระบวนการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้ตำแหน่งสำคัญทุกตำแหน่งดังกล่าว ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระราชอำนาจ โดยเฉพาะ และให้สอดคล้องกับประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                ด้วยเหตุผลสำคัญข้างต้น ประกอบกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของ ประเทศที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายว่า ถ้าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น เสียงข้างมากแล้ว จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญในทันที เมื่อผลการเลือกตั้งได้แสดง ถึงเจตนารมณ์อันแท้จริงของประชาชนแล้ว จึงต้องดำเนินการตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ กับประชาชนโดยทันที ก่อนที่จะมีเหตุอันทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้เกิดขึ้น

                แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า โดยผลพวงของกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือโดยการกระทำของบุคคลหรือคณะ บุคคลที่ยังทำหน้าที่อยู่ โดยขัดต่อกฎหมายและขัดต่อหลักนิติธรรม เช่น ยังมีอำนาจในการ ยุบพรรคการเมือง หรือ การวินิจฉัยสถานภาพการเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นต้น ซึ่งจะก่อให้เกิด ความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอย่างมาก