ข่าว

จับตาพรก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้ธปท.

จับตาพรก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้ธปท.

05 ม.ค. 2555

"อภิสิทธิ์" จับตา “พรก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ” ให้ “ธปท.” ติง “รบ.” ไม่ทบททวนแผนการใช้เงินแต่กลับระดมเงินมาอยู่ในมือมาก ๆ และใช้จ่ายโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ แนะ “ยิ่งลักษณ์” ดูแลแนวทางการบริหารให้เป็นเอกภาพ ประธานสภาฯระบุพิจารณางบฯปี55เรียบร้อย วันที่ 2 เริ่

               ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 5 ม.ค.  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีมีรายงานระบุมีการพิจารณาร่างพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ..... ซึ่งจะเป็นการโอนหนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่สุดท้ายมีมติให้ทบทวนว่า ตนเองยังไม่แน่ใจว่ารูปแบบกฎหมายที่ออกมาเป็นอย่างไร จะต้องตรวจสอบดูรายละเอียดก่อนว่าเข้าเงื่อนไขการเป็นพระราชกำหนดหรือไม่

               และคงต้องเข้าไปดูรายละเอียดของกฎหมายแต่ละฉบับที่จะเสนอ โดยรัฐบาลไม่มีการทบทวนแผนการใช้จ่ายงบประมาณเลย แต่พยายามที่จะระดมเงินมา โดยที่ไปกระทบกับธนาคารแห่งประเทศไทยหรือหน่วยงานอื่นก็จะไม่เป็นผลดี และจะเป็นตัวที่ทำให้รัฐบาลไม่ตระหนักถึงภาระที่รัฐบาลก่อเอาไว้

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้คำตอบที่ทุกฝ่ายอยากจะได้คือรัฐบาลจะเอาเงินไปทำอะไร ไม่ใช่ในแง่การเงินการคลังเพียงอย่างเดียว แต่อยากเห็นรายละเอียด ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มี และที่อ้างว่าจะต้องรอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ หรือ กยน. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. พิจารณาโครงการ ก็จะต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดต้องรีบกู้เงินเข้ามา เพราะหลายโครงการยังไม่ใช้จ่ายเงิน เหตุใดจึงไม่สามารถผลักเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติได้ ขณะเดียวกัน ตัวโครงการควรจะต้องมีการเชื่อมโยงและได้รับความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ด้วย ไม่เช่นนั้น การทำโครงการต่างๆ จะไม่ราบรื่นซึ่งเรื่องที่ตนเองเห็นด้วยคือกองทุนประกันภัย ที่จะต้องเร่งทำ

               เมื่อถามว่านโยบายของรัฐบาลที่บีบคั้นแนวทางการทำงานของผู้ว่าการ ธปท.จะมีผลกระทบอย่างไรนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงต้องประเมินผลกระทบในแง่ของปริมาณเงินที่จะเข้าสู่ระบบส่วนหนึ่ง เพราะไม่มีอะไรที่ได้มา โดยไม่มีภาระเกิดขึ้นในภายหลัง ดังนั้น จะต้องจับตาเรื่องเงินเฟ้อ และภาระที่เมื่อสถาบันการเงินแบกรับมากแล้ว จะส่งต่อไปยังประชาชนด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ผู้ว่า ธปท. คงอยู่ในตำแหน่งและทำหน้าที่ต่อไป

               สำหรับความขัดแย้งในการทำงานระหว่าง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนายธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความเห็นที่ไม่ตรงกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะต้องมีข้อยุติ และต้องให้นโยบายสม่ำเสมอ ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่หัวหน้ารัฐบาลจะต้องช่วยดูแลแนวทางการบริหาร เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และทิศทางในการทำงาน


ประธานสภาฯระบุพิจารณางบฯปี55เรียบร้อย


               นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ภาพรวมการประชุมสภาฯเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 วาระ 2 เมื่อวันที่ 4 ม.ค.นี้ มีความเรียบร้อยและมีสาระดี ทั้งนี้ หลังจากจบวาระการประชุมแล้ว จะเร่งเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยที่ชัดเจน ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะรวบรวมรายชื่อเพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชน และไม่ขอแสดงความเห็นเรื่องความเหมาะสมว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อใด

               ส่วนกรณีนายครรชิต ทับสุวรรณ ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับเอกสารรายงานเพื่อทราบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับหนังสือขออนุญาตจากตำรวจ เพื่อนำตัวนายครรชิตไปดำเนินคดี ส่วนเรื่องการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.นั้น หากมีหนังสือแจ้งเข้ามา จะดำเนินการบรรจุเป็นวาระเข้าที่ประชุมสภาพิจารณา ซึ่งขึ้นอยู่กับสมาชิกว่าจะมีมติอย่างไร


อภิปรายร่างงบฯปี55วันที่2เริ่มในมาตราที่4งบกลาง

   
               สำหรับการประชุมสภาแทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ในวาระ 2 วันนี้ เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. โดยเป็นการพิจารณาต่อในมาตรา 4 เรื่องงบกลาง จำนวน 422,211 ล้านบาท  ซึ่งกรรมาธิการฯ เสียงส่วนใหญ่ ได้พิจารณาปรับเพิ่มจำนวน ร้อยละ 2 จากเดิมที่เสนอขอ 420,601 ล้านบาท

               สำหรับภาพรวมการอภิปราย ส.ส.ที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ได้ท้วงติงในส่วนของงบประมาณ ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุกภัยอย่างบูรณาการ จำนวน 1.2 แสนล้านบาท โดยชี้ว่า เป็นการตั้งงบที่สูงเกินไป และขาดรายละเอียด