ข่าว

'มาร์ค'เยี่ยมน้ำท่วม'ชุมพร-สุราษฎร์'

'มาร์ค'เยี่ยมน้ำท่วม'ชุมพร-สุราษฎร์'

05 ม.ค. 2555

"อภิสิทธิ์” เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย “ชุมพร-สุราษฎร์ธานี” แนะ รบ.-ศปภ. มีบทบาทดูแลปัญหามากว่านี้ เย้ยคงสนใจแต่ฟื้นฟู ผอ.ธรณีพิบัติภัยระบุยังไม่พบดินโคลนถล่มขนาดใหญ่ภาคใต้ เตือนยังต้องเฝ้าระวังบริเวณรอบเขาหลวง และพื้นที่ใกล้เคียง น้ำท่วมนราฯลดลงต่อเนื่อง

                ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่  5 ม.ค. 54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายชวนนท์ อินทรโกมมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกเดินทางไปจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบอุทกภัย

              นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พื้นที่ในภาคใต้ส่วนใหญ่มีปัญหาน้ำหลาก ซึ่งจากการติดตามเห็นว่าที่จังหวัดชุมพรยังมีปัญหาในแง่ของความเป็นอยู่ประชาชน และในวันเสาร์ที่ 7 มค.จะเดินทางไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้อยากจะเห็นบทบาทของรัฐบาลและศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือน้ำท่วม (ศปภ.) มีบทบาทในการดูแลภาคใต้มากกว่านี้ ดังนั้นตนจะได้ติดตามการทำงานตรงนี้ เพราะทราบวว่ามีรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลอยู่ และตนรู้สึกว่ารัฐบาลพยายามไม่ให้คนให้ความสนใจกับน้ำท่วม เพราะอยากให้สนใจเรื่องการฟื้นฟูหลังน้ำลด พอเกิดเหตุที่ภาคใต้ ซึ่งอาจจะล่าช้ากว่าที่อื่น ก็จะเป็นปัญหาขึ้นมา
   
              ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐบาลจะนำน้ำปาดโมเดลมาใช้แก้ปัญหาแหลมตะลุมพุกที่ถูกน้ำทะเลซัด ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า กรณีของแหลมตะลุมพุกนั้น ความจริงข้อเสนอที่ไปจากพื้นที่มีความชัดเจนอยู่แล้ว ขณะนี้รอเพียงขั้นตอน จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อย้ายคนออกจากพื้นที่ที่ได้มีการสำรวจร่วมกัน ส่วนข้อเสนอทำแนวป้องกัน จะต้องพิจารณาให้ดี เพราะแนวกัดเซาะยาวมาก และทุกครั้งที่มีการสร้างเขื่อน จะสามารถช่วยได้บางจุด แต่ก็จะเบี่ยงเบนกระแสน้ำและสร้างปัญหาที่อื่นด้วย ตนเห็นควรต้องเข้มงวดกวดขันการบุกรุก พื้นที่บนเขาเพื่อปลูกยางพารา หากมีใครเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือนักการเมือง แต่ในสมัยที่เป็นรัฐบาล ไม่มีรายงานเรื่องนี้

 

"ผบ.ทร."เผยทร.พร้อมช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้


              พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ  ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า กำลังของกองทัพเรือภาค 2 ภาค 3 และหน่วยนาวิกโยธิน ได้ร่วมสนับสนุนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกับทางจังหวัดที่ร้องขอ ปัจจุบันเราได้ส่งกำลังพลไปช่วยเหลือที่ อ.ระโนด และ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี  ทั้งนี้กองทัพเรือพร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือตลอดเวลา โดยเราจัดตั้งหมู่เรือช่วยผู้ประสบภัย มีเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ และเรือหลวงสุรินทร์พร้อมช่วยเหลือเมื่อทางรัฐบาลหรือกระทรวงกลาโหมสั่งการ เรือเราพร้อมออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที

              เมื่อถามว่าจะไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวประชาชนที่ติดตามเกาะต่าง ๆ อย่างไร ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวว่า ทางกองทัพเรือภาคที่ดูแลในพื้นที่ให้การสนับสนุน และพร้อมช่วยตามที่ได้รับการร้องขอ ซึ่งผู้ที่ร้องขอสามารถแจ้งไปที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หรือกองทัพภาคต่าง ๆ เราก็จะส่งกำลังพลไปช่วย ซึ่งในปัจจุบันกำลังพลกองทัพเรือพอเพียงที่จะไปให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งนี้กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์ตลอด เพราะเราไม่ไว้วางใจ แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าไม่น่าจะรุนแรง



ผอ.ธรณีพิบัติภัยเตือนยังต้องเฝ้าระวังบริเวณรอบเขาหลวง


              นายเลิศสิน รักษาสกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า หลังที่เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยบางแห่งมีปริมาณกว่า 150 มิลลิเมตร แต่ยังไม่มีรายงานการเกิดดินโคลนถล่มขนาดใหญ่ เพราะส่วนใหญ่เป็นหินแข็งไม่ดูดซับน้ำ เมื่อฝนตกลงมาเท่าใด ก็จะไหลลงไปเท่านั้น จึงอาจเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์บางจุด ส่งผลให้ถนนและสะพานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อเนื่องจนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ระนอง และ ชุมพร แต่แม้จะยังไม่เกิดสถานการณ์รุนแรง ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช บริเวณรอบเขาหลวงและบริเวณใกล้เคียง

              ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดดินถล่มมี 4 สาเหตุทั้ง ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา, ลักษณะหินบนภูเขา, ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งการตัดไม้ทำลายป่าและบุกรุกพื้นที่เพื่อปลูกยางพารารวมไปถึงการตัดภูเขาหรือสร้างถนน ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดดินโคลนถล่มได้


น้ำท่วมนราฯลดลงต่อเนื่อง ยกเว้นชุมชนริมแม่น้ำโก-ลก

              สภาวะน้ำท่วมจากพื้นที่ จ.นราธิวาส ที่ฝนตกลงมาอย่างหนัก ขณะนี้ได้หยุดตกลงแล้วเป็นเวลา 2 วัน ส่งผลทำให้สภาวะน้ำท่วมขังพื้นที่ทางการเกษตร และบ้านเรือนของราษฎรในพื้นที่ 11 อำเภอ มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สถานการณ์โดยรวมพบว่า เกือบเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ยกเว้นพื้นที่ราบลุ่มที่ยังคงมีท่วมขังอยู่เป็นจุดๆ โดยมีความสูงเฉลี่ย 30-40 ซ.ม.
   
              อย่างไรก็ตาม สำหรับบางพื้นที่ ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังหนักสุดในขณะนี้ เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอยู่ใน อ.สุไหงโก-ลก จำนวน 3 ชุมชน คือ ชุมชนหัวสะพาน ชุมชนท่ากอไผ่และชุมชนท่าชมพู ซึ่งมีราษฎรอาศัยอยู่จำนวนกว่า 100 ครัวเรือน ซึ่งเป็นผลพวงจากปริมาณน้ำในแม่น้ำสุไหงโก-ลกยังล้นสูงกว่าตลิ่ง 1 เมตร ทำให้ราษฎร จำนวน 32 ครัวเรือน รวม 166 คน ยังคงอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพโรงเรียนเทศบาล 4 และคาดว่าหากสภาวะฝนหยุดตกใน 2-3 วันนี้ สภาวะน้ำท่วมขังจะคลี่คลายสู่สภาวะปกติ


หมอกาฬสินธุ์เตือนนักดื่มเช็คสุขภาพรับภัยหนาว


              นายแพทย์สมคิด สุริยเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ภายหลังวันหยุดยาวของประชาชนที่ฉลองเทศกาลปีใหม่ สิ่งที่ต้องการให้ทุกคนตรวจเช็คก็คือสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มนักดื่ม และผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จะต้องระวังโรควูบ ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้เจ็บป่วยได้ เพราะเมื่อร่างกายอ่อนเพลียหากมีปัญหาภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่ ไม่ระวังจะทำให้ถึงชีวิต ทั้งนี้ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จากการสุ่มสอบถามอาการของการเจ็บป่วยช่วงนี้มากกว่าร้อยละ 70 จะเกิดจากปัญหานี้

              ดังนั้น การฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่กับการออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาวโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ได้เริ่มตั้งรับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 และไข้หวัดนกซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่พบโรคแต่หากพบว่ามีประชาชนป่วยเป็นไข้หวัดมากกว่าปกติก็จะทำการคัดกรอกผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อความไม่ประมาทขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพโดยเฉพาะแนวทางการกินร้อนช้อนกลางล้างมือที่จะเป็นแนวทางหลักในการป้องกันโรคไข้หวัดได้ในเบื้องต้น


ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนบางแห่งและอากาศจะหนาวเย็นลง


              กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแล้ว ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนยังมีฝนบางแห่ง และอากาศจะหนาวเย็นลง อุณหภูมิลดลง 1-3 องศา ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ จะมีกำลังแรงขึ้น คลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างสูงประมาณ 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือในระยะนี้ไว้ด้วย