
'ปราโมทย์'แนะรบ.รอบคอบตั้งกระทรวงน้ำ
“ปราโมทย์” แนะรัฐบาลรอบคอบก่อนตั้งกระทรวงน้ำ ครม.ไฟเขียวซ่อมบ้าน-รถหักภาษีได้ “ยงยุทธ” ยันเร่งจ่ายเงินค่าซ่อมบ้านน้ำท่วม โบ้ยสื่อให้ไปถาม กทม.ทำไมจ่ายเงินล่าช้า ขณะที่ กทม.แจ้งช่องทางตรวจสอบรายชื่อรับเงินช่วยน้ำท่วม 5 พัน อบต.บางให
4ม.ค.2555 นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กยน. กล่าวว่า ในกยน.ได้มีการพูดคุยในเรื่องขององค์กรที่จะมาดูในเรื่องน้ำ แต่ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากเป็นแค่หลักการความเห็นของแต่ละฝ่าย ซึ่งแนวคิดมีอยู่เยอะ และการที่จะตั้งกระทรวงน้ำก็ทำได้ แต่ควรให้ตกผลึกหรือควรมีการสังคยานากันกันก่อน โดยต้องมีเอกภาพ มีการแยกส่วนในเรื่องของชลประทาน และอุทกภัย ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างกรมบรรเทาป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ไม่ใช่ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และหากมีการตั้งกระทรวงน้ำขึ้นมาจริง ก็ต้องมาดูว่า มีรัฐมนตรีจะเป็นใคร ซึ่งตนมองว่าไม่พ้นนักการเมืองทั้งนั้น โดยนักเทคนิค อธิบดีกรมต่างๆ ก็ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ใช่ตั้งกระทรวงอะไรขึ้นมาก็ได้เพื่อมาดูเรื่องน้ำ ไม่อย่างนั้นมันก็เจ๊งหมด และก็เชื่อว่ารัฐบาลเองคงไม่ทำอะไรแบบตูมตาม และที่ผ่านมาในช่วงที่ตนเป็นวุฒิสภาก็เคยเสนอให้มีกรมน้ำแต่เรื่องก็เงียบไป
ครม.ไฟเขียวซ่อมบ้าน-รถหักภาษี
ทั้งนี้หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบมาตรการภาษีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้วยการนำค่าใช้จ่ายการซ่อมบ้าน ทรัพย์สินที่ติดกับตัวบ้าน เช่น รั้ว ประตู ไม่เกิน 1 แสนบาท ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าซ่อมรถยนต์ไม่เกิน 3 หมื่นบาท เริ่มในปีภาษี 2554 และ 2555 ทั้งนี้หากรถยนต์คันใดถูกน้ำท่วมทั้งคัน หรือมีค่าใช้จ่ายจากการซ่อมรถเกินมูลค่ารถ เมื่อต้องการซื้อรถคันใหม่ให้สามารถเข้าโครงการรถยนต์คันแรกเพื่อรับเงินชดเชยคืนจากกรมสรรพสามิต 1 แสนบาท โดยมาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อรายได้ภาษีของภาครัฐในปีงบประมาณ 2554-2555 ประมาณ 4,120 ล้านบาท
นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการยังช่วยเหลือผู้ประกอบการให้นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อเครื่องจักรใหม่ สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ 1.25 เท่าของราคาเครื่องจักร โดยในปีแรกหักค่าเสื่อมราคาได้ถึง 40% เพื่อลดภาระภาษีให้ผู้ประกอบการ
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบในหลักการแผนงานฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอีก 11,026 ล้านบาท หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ตามที่คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) เสนอมาแบ่งออกเป็น 5 ด้าน คือ 1.ด้านคมนาคมขนส่ง 5,693.80 ล้านบาท 2.ด้านศาสนสถานและโบราณสถาน 137.57 ล้านบาท 3.ด้านสถานศึกษา 1,379.90 ล้านบาท 4.ด้านแหล่งน้ำและชลประทาน 3,201.64 ล้านบาท และ 5.โครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณของกระทรวงกลาโหม 613.68 ล้านบาท
"นายกฯ ย้ำว่า โครงการต่างๆ ขอให้เร่งดำเนินการทันทีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกอย่างมีขั้นตอนการตรวจรับที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหล และขอให้ผู้ตรวจราชการแผ่นดินลงไปติดตามตรวจสอบด้วย" นางฐิติมากล่าว
"ยงยุทธ"โยนถามกทม.จ่ายเงินชดเชยน้ำท่วมล่าช้า
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) เปิดเผยถึงการเบิกจ่ายเงินชดเชยน้ำท่วม ในกรณีบ้านเสียหายบางส่วนจำนวน 20,000 บาท และ ในกรณีบ้านเสียหายทั้งหลัง จำนวน 30,000 บาท ว่า ขณะนี้ขั้นตอนยังคงดำเนินการไปตามปกติ โดยในส่วนของต่างจังหวัด และปริมณฑลนั้น ทางอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เร่งเข้าไปสำรวจและจ่ายเงินตามปกติ ก็ไม่ได้มีเสียงวิจารณ์ว่าล่าช้า เพราะงบประมาณที่รัฐบาลและกฟย.อนุมัติ ได้ลงไปยังจังหวัดต่างๆเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ประชาชนที่ยื่นเรื่องไป แต่ยังไม่ได้รับเงินก็ขอให้เข้าใจ เพราะการสำรวจความเสียหายของบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้บางพื้นที่น้ำก็เพิ่งลดได้ไม่นาน และยังมีผู้ยื่นเรื่องเป็นจำนวนมาก
นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงกรณีที่ประชาชนในกรุงเทพมหานคร วิพากษ์วิจารณ์ว่า กทม. เบิกจ่ายเงินล่าช้า และต้องใช้เอกสารหลายขั้นตอน ว่า เท่าที่ได้ยินมาทางกทม.จะลดขั้นตอนการใช้เอกสาร หรือใช้รูปถ่ายให้น้อยลงแล้ว ส่วนจะทำให้เร็วขึ้น หรือไม่นั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น และจะไม่เร่งรัด ซึ่งหากอยากทราบว่าเพราะเหตุใดถึงล่าช้า ก็ขอให้สื่อมวลชนไปถามกับ กทม. เอง แต่ทางกระทรวงมหาดไทยเองก็จะจัดกิจกรรมเพื่อให้รับเงินช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยจัดมาแล้วที่เขตดอนเมือง และ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
นายยงยุทธยังกล่าวถึงการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นครัวเรือนละ 5,000 บาท ว่า ขณะนี้ได้ช่วยเหลือไปแล้วเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลล่าสุดทราบว่าในต่างจังหวัดเองก็จ่ายไปได้แล้วกว่า 70% ขณะที่ในกรุงเทพจ่ายไปแล้วประมาณ 30% ซึ่งก็ได้ขยายเวลาไปถึงสิ้นเดือนมกราคมแล้ว ซึ่งน่าจะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้มาก
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ระบุว่า สำหรับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท ได้ส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 228,618ครัวเรือน เป็นเงิน 1,143,090,000 บาท คงเหลือ 392,737 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,963,685,000 บาท ส่วนในพื้นที่62จังหวัดนั้น ได้ส่งข้อมูลให้ออมสินไปแล้ว 717,405 ครัวเรือน เป็นเงิน 3,587,025,000 บาท คงเหลือ 802,344 ครัวเรือน เป็นเงิน 4,011,720,000 บาท
กทม.แจ้งช่องทางตรวจสอบรายชื่อรับเงินช่วยน้ำท่วม5พัน
นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่าธนาคารออมสินได้เริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วม จำนวน 5,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา โดยมียอดการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 30 เขตของกรุงเทพฯ ณ วันที่ 29 ธ.ค. 2554 จำนวน 140,172 ราย คิดเป็นร้อยละ 67 จากจำนวนผู้ประสบภัยที่ขอรับการช่วยเหลือทั้งสิ้น 209,425 ราย ซึ่งผู้ประสบอุทกภัยสามารถตรวจสอบรายชื่อเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท ได้ตามช่องทาง ดังนี้ 1. ทางเวปเพจของธนาคาร www.gsb.or.th 2. ทาง Call Center ธนาคารออมสิน โทร. 1115 3. ประกาศรายชื่อหน้าธนาคารออมสินสาขาที่รับผิดชอบพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และ 4. ประกาศรายชื่อ ณ สำนักงานเขตที่ดูแลพื้นที่นั้นๆ
นายเจริญรัตน์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ธนาคารออมสินจะจ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วมให้แก่ผู้ประสบภัยที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจัดส่งให้ธนาคารออมสินเท่านั้น หากผู้ประสบภัยท่านใดยังไม่ปรากฏรายชื่อผู้มีสิทธิฯ โปรดติดต่อสำนักงานเขตที่ท่านมีบ้านพักอาศัยตั้งอยู่ สำหรับแนวทางในการขอรับเงินช่วยเหลือจากธนาคารออมสิน มี 2 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 ติดต่อขอรับเงินช่วยเหลือ ณ สถานที่ที่สำนักงานเขตกำหนดให้ธนาคารออมสินออกไปให้บริการนอกสถานที่ โดยมีการกำหนดวันเวลา และสถานที่ตามที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบ แนวทางที่ 2 ติดต่อขอรับเงิน ณ ที่ทำการสาขาของธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ โดยผู้ประสบภัยต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) พร้อมสำเนาจำนวน 1 ฉบับ ไปแสดงตนเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท
อบต.บางใหญ่รับแล้วแต่เทศบาลยัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 5 พันบาทในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอบางใหญ่นั้น ผู้ประสบภัยต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าและมีความแตกต่างกันทั้งๆที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตก็คือว่าผู้ประสบภัยที่อยู่ในพื้นที่อบต.นั้นได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เทศบาลอย่างเช่นเทศบาลตำบลบางม่วงหรือเทศบาลตำบลบางใหญ่ยังไม่มีใครได้รับเลย ขณะเดียวกันการเปิดให้ยื่นประเมินรับเงินเพิ่มจาก 5 พันบาทก็หมดไปเขตแล้ว และในแต่ละพื้นที่ก็กำหนดเวลาหมดเขตไม่เหมือนกัน และอีกประการหนึ่งการแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับเงิน 5 พันบาทก็ไม่มีการติดประกาศเทศบาลแต่ให้ผู้ประสบภัยตรวจสอบเองทางเว็บไซต์ สร้างความลำบากกับชาวบ้านทั่วๆไป
"มานะ"โต้ปชป.ชี้เรือทุกลำช่วยชาวบ้าน
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และนายมานะ คงวุฒิปัญญา อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวกรณี นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นำสื่อมวลชนไปตรวจสอบเรือไฟเบอร์กลาสที่ระบุว่านายมานะเก็บเอาไว้ และไม่ยอมแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย
นายมานะกล่าวว่า ตนเป็นคนประสานขอเรือขนาดเล็ก จำนวน 100 ลำ และเรือใหญ่ จำนวน 15 ลำ มาให้ชาวบ้านยืมใช้ระหว่างที่น้ำท่วม เมื่อน้ำลดชาวบ้านก็ทยอยนำมาคืน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้ ปภ.มารับเรือจำนวนดังกล่าวกลับคืนไป ที่ผ่านมามีการจัดฉากโดยเอาคนของตัวเองมาขอเรือจากตน แต่ขณะนั้นได้ให้ประชาชนยืมไปหมดแล้วไม่สามารถให้ยืมได้อีก ทำให้มีการออกมาโวยวายว่าตนไม่ยอมให้ยืมเรือ ทั้งที่ชาวบ้านที่มายืมเรือไปนั้นตนจะถ่ายสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านเอาไว้เป็นหลักฐาน
แฉร้อง"วิลาศ"ต่อกกต.-ระวังเลือกซ่อม
นายมานะกล่าวว่า ตอนที่น้ำท่วมนายวิลาศไม่เคยเห็นหัว แม้แต่เงาก็ไม่เห็น ชาวบ้านยังมาบอกด้วยว่าพอติดต่อไปก็ได้รับแจ้งว่าเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งไม่รู้ว่าไปจริงหรือไม่ เมื่อไม่ดูแลปัญหาให้ประชาชนวันนี้จึงเสียคะแนน เลยต้องการทำลายตน จึงพาสื่อมวลชนไปดู ไม่รู้ว่านายวิลาศใช้หัวส่วนไหนคิดจึงพาสื่อมวลชนไปดูเรือตอนที่น้ำลดแล้ว
นายมานะ กล่าวอีกว่า ได้สอบถามไปยังกกต.และทราบว่าคณะอนุกกต.ได้สรุปด้วยว่า การดำเนินการของนายวิลาศในระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ซึ่งตนร้องเรียนต่อกกต.ไปนั้น ได้ทำผิดมาตรา 53 (5) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และยังกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266 และ 268 อีกด้วย เนื่องจากมีทีมงานส่งจดหมายของกกต.ที่เป็นของปลอมไปข่มขู่หัวคะแนนของตน รวมทั้งยังมีการติดป้ายในเขตภาษีเจริญแอบอ้างผลงาน เช่น การก่อสร้างถนนที่ดำเนินการด้วยงบของกทม.แต่มีการนำป้ายไปติดนับพันป้ายว่าเป็นผลงานของตัวเอง เท่ากับเข้าข่ายเป็นการโฆษณาอันเป็นเท็จ ดังนั้น อีกไม่นานอาจจะมีการเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.ในเขตภาษีเจริญก็เป็นได้



