ข่าว

ฝ่ายค้านเล็งชำแหละพรบ.งบ5ประเด็น

ฝ่ายค้านเล็งชำแหละพรบ.งบ5ประเด็น

04 ม.ค. 2555

"สภาฯ”ถก “งบฯวาระ 2-3” รวม 3 วัน “ฝ่ายค้าน” ขอแปรญัติ 131 คน เตรียมชี้ 5 ประเด็น “กมธ.เสียงข้างน้อย”วอนสมาชิกปรับลดงบอีก "อภิสิทธิ์"ข้องใจรัฐบาลดื้อเร่งกู้เงินทั้งยังไร้แผน

               4ม.ค.2555 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน ( วิปฝ่ายค้าน) แถลงว่า วิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล เห็นตรงกันว่า จะมีการประชุมพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณวาระ 2 และ 3 รวม 3 วัน คือ  4-6 ม.ค.โดยเริ่มในเวลา 09.30 ของทุกวัน แต่วันนี้จะสิ้นสุดในเวลา  24.00 น. ส่วนวันที่ 5 และ6 ม.ค.ระยะเวลาสิ้นสุด จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่จะพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง โดยมีการถ่ายทอดสดทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์  โดยการอภิปรายเรียงตามลำดับมาตราซึ่งฝ่ายค้านมีผู้ขอแปรญัตติ  131 คน เป็นพรรคประชาธิปัตย์ 121 คนและพรรคภูมิใจไทย 10 คน
         
               กรอบการอภิปรายได้เตรียมไว้ 5 ประเด็น คือ 1.การจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของประเทศ 2. ยังปรากฏงบกลางที่ไม่มีรายละเอียดอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท  ที่รัฐบาลตั้งไว้ใช้เยียวยาปัญหาน้ำท่วม ซึ่งฝ่ายค้านก็เคยให้ข้อเสนอแนะไปว่า เพื่อความโปร่งใสควรปรับเปลี่ยนไปเป็นงบปกติตามกระทรวงต่าง ๆ และตามจริง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยา  เพราะในช่วงที่รัฐบาลตั้งงบประมาณ ระยะเวลานั้นอาจจะยังไม่ทราบว่าต้องใช้อะไรบ้าง  แต่ปัจจุบันได้เข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการ จนปัจจุบันฐบาลทราบแล้วว่าต้องใช้ทำอะไรบ้าง ฉะนั้นควรนำไปใช้ปรับเปลี่ยนเป็นงบปกติ จนในที่สุดเมื่อผ่านกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งเป็นรัฐบาล กลับเข้าสู่สภาแต่เงิน 1.2 แสนล้านบาทก็ยังเป็นตัวเลขกลม ๆ อยู่เหมือนเดิม
          
               3.ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณซึ่งจะมีการพูดกัน 4. ความไม่ซื่อสัตย์สุจริตหรือทุจริตงบประมาณ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้งบประมาณไปล่วงหน้าในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม คือ ทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพ ข้าวกล่องและอื่น ๆ 5. การจัดงบฯไม่สอดคล้องกับนโยบายและกฎหมาย



“กมธ.เสียงข้างน้อย”วอนสมาชิกปรับลดงบอีก


               ในการประชุมสภาฯเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 (พ.ร.บ.งบฯ) จำนวน 2,380,000 ล้านบาท ในวาระ 2  หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2555 พิจารณาแล้วเสร็จ โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมนั้น

               น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ ฐานะกรรมาธิการฯ  ได้นำเสนอข้อสังเกตของกมธ. เสียงข้างน้อย ว่า งบประมาณที่นำเสนอต่อที่ประชุมขณะนี้ยังมีส่วนที่สามารถปรับลดลงได้ แบ่งป็น 1.งบประมาณที่ซ้ำซ้อน รวมถึงการทำงานที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ  ไม่บรรลุเป้าหมาย เช่น  โครงการปราบยาเสพติด , นโยบายด้านความมั่นคงแห่งรัฐ, การพิทักษ์สถาบัน ที่พบว่าได้จัดสรรงบประมาณทุกกระทรวง แต่ไม่สามารถประเมินผล หรือประสิทธิภาพการดำเนินการได้  2.งบประมาณที่ไม่ได้พิจารณาผลกระทบในวงกว้าง เช่น โครงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบปูพรมทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมของกมธ.ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงาน ได้ท้วงติงผลกระทบที่อาจจะเกิดกับตัวนักเรียน ในด้านอีคิว และไอคิว รวมถึงสายตา

               "นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลไม่ได้ตั้งงบประมาณเพื่อสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น กองทุนเงินออมแห่งชาติ ที่พบว่าไม่ได้จัดสรรงบให้ตั้งแต่ต้น จนต้องมีการทวงถาม ทำให้กรรมาธิการเสียงข้างมากจึงได้จัดสรรงบมาให้กองทุนดังกล่าวจำนวน 225 ล้านบาท เป็นค่าบริหารเบื้องต้นเท่านั้น โดยคนทำงานเป็นกังวลว่าจะไม่เพียงพอ เพราะหากเริ่มทำโครงการแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องนำเงินมาสมทบให้กับประชาชนตามสัดส่วนอายุ” น.ส.ผ่องศรี กล่าว



"อภิสิทธิ์"ข้องใจรัฐบาลดื้อเร่งกู้เงินทั้งยังไร้แผน

 
               นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร์  กล่าวถึงข้อสังเกตในการพิจารณาร่างงบประมาณประจำปี พ.ศ.2555 ว่า การปรับลดงบประมาณที่มีการจัดสรรใหม่ ยังไม่ได้ตอบโจทย์ฟื้นฟูแก้ไขน้ำท่วม โดยเฉพาะ 1.การที่รัฐบาลมีแนวโน้มที่ว่าอะไรที่เป็นเรื่องของการฟื้นฟูจะไปหาเงินจากแหล่งอื่น ทั้งที่ความเป็นจริงการปรับลดงบประมาณในส่วนของนโยบายที่ยังไม่มีความเร่งด่วนสามารถทำได้แต่ไม่มีการปรับลดอย่างจริงจัง 2.ข้อสังเกตที่ต้องดูต่อไปว่างบประมาณสอดคล้องกับนโยบายในกระทรวงต่าง ๆ อย่างไร ทั้งนี้ถ้าดูตามสภาพจริงจะพบว่าความพร้อมในเรื่องของโครงการที่จะต้องใช้เงินยังไม่มี และยังไม่มีเหตุผลว่าเหตุใดรัฐบาลต้องหาเงินมหาศาล โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลา3-5ปี เป็นอย่างน้อย ซึ่งอ้างว่าจะต้องมีการใช้เงินลงทุน แต่กลับใช้วิธีเร่งกู้เงินและปล่อยสภาพบริหารการเงินการคลังไปตามปกติ ทั้งที่ยังมีส่วนที่สามารถปรับลดได้

               ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าเป็นการลงทุนเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้จะมีการสร้างก็คงไม่เร็ว เพราะแต่ละโครงการมีขั้นตอนของมัน  และการใช้จ่ายเงินไม่จำเป็นต้องใช้ทันทีในงบปีนี้ และเมื่อเราเห็นการอนุมัติงบซ่อมแซมบางรายการก็ยังบอกจะใช้ในปีงบประมาณ 56 ซึ่งจะส่งผลกระทบคือเราจะทำให้การก่อหนี้ เกินความจำเป็น เกิดการใช้จ่ายงบที่ไม่ระมัดระวัง และหากจะออกเป็น พ.ร.ก.การกู้เงิน ก็จะมีคำถามถึงข้อกฎหมายว่าจำเป็นหรือไม่ และพรรคประชาธิปัตย์จะดูรายละเอียดว่าข้อเสนอเป็นอย่างไร ถ้าขัดกับเงื่อนไขรัฐธรรมนูญก็ต้องมีการส่งเรื่องให้ตีความ 

               ส่วนการลงทุนเพื่อทำโครงการเมกะโปรเจค จะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อะไรจำเป็นทำก็ต้องทำ แต่จะให้คิดให้สิ่งนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจเลยไม่ได้ สิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าคือการได้รับโอกาสฟื้นฟูทั้งการดูแลอาชีพ เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม แต่รัฐบาลกลับยังไม่มีมาตรการชัดเจน และยังซ้ำเติม ที่ปล่อยให้ค่าครองชีพ อาทิ ค่าไฟ ค่าแก๊ส สูงขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนได้

               เมื่อถามถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อาจต้องดำเนินการบริหารหนี้จากกองทุนฟื้นฟู นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าธปท.และกระทรวงการคลัง พยายามมองหาช่องทางว่า ในแต่ละปีจะมีทางนำเงินกำไรในแต่ละปีไปใช้หนี้เร็วได้อย่างไร น่าจะเหมาะที่สุด เพราะสิ่งนี้จะทำให้กติกาเดิมจะคงไว้ได้ อีกทั้งถ้าธปท.ใช้หนี้ได้เร็วภาระดอกเบี้ยที่ตกกับรัฐบาลจะลดลง

               ผู้สื่อข่าวถามว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจตอนนี้ มีสัญญาณความคล้ายคลึงกับวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังมาไม่ถึงขนาดนั้น แต่ตนไม่สนับสนุนให้รัฐบาลหย่อนวินัยการคลังและปล่อยภาระให้เป็นเรื่องของอนาคต