
'เฉลิม'ยันไม่แตะม.112หยุดใส่ร้ายพท.
"เฉลิม” ยัน ไม่แตะม.112 วอนทุกฝ่ายหยุดใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย ลั่นไม่ยุ่ง ปปช. เรียก “อภิสิทธิ์-สุเทพ” แจง 91 ศพ นักวิชาการจุฬาฯชี้ทำประชามติ-เปิดเวทีแสดงความเห็นลดขัดแย้งแก้รธน.50 “เพื่อไทย”จี้ส.ส.เข้าประชุมพรบ.งบฯ
3ม.ค.2555 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ ว่า สามารถทำได้ 3 ภาคส่วน 1.พรรคเพื่อไทยก็สามารถทำได้ 2.ประชาชนก็สามารถทำได้ 3.รัฐสภาก็สามารถทำได้ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าภาพ ไม่มีอะไรเสียหาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และได้กำหนดว่าต้องมีสมาชิกจากทุกจังหวัดโดยประชาชนเป็นคนเลือกจังหวัดละ 1 คน 77 จังหวัด แล้วให้ทั้ง 77 คน สรรหาโดยการคัดเลือก 22 คน รวม 99 คน เมื่อได้ 99 คน จากนั้นก็พิจราณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเสร็จก็ทำประชามติ เพื่อถามความเห็นประชาชน ซึ่งหากประชาชนเห็นด้วยก็มีหน้าที่ลงมติเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย เท่านั้น
ยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวข้องกับประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 พรรรคเพื่อไทยจะไม่แก้โดยเด็ดขาดและไม่เคยพูด ไม่เคยคิด หากใครแก้ตนจะยื่นคัดค้าน ดังนั้นพวกที่ใส่ร้าย ก็หยุดได้แล้ว ตนเคยบอกว่าให้รออีก 8 เดือน ให้นายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตนแก้ปัญหายาเสพติด ให้บ้านเมืองสงบ แล้วค่อยแก้ไข แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่าอย่างไร ตนก็พร้อมปฎิบัติตาม ส่วนรัฐบาลจะประกบร่างของประชาชนกับร่างของส.ส.หรือไม่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่ทราบในรายละเอียด
เมื่อถามว่าในพรรคเพื่อไทยยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว จะต้องมีการถกเถียงกันให้ตกผลึก
นอกจากนี้ในวันที่ 6-9 ม.ค.55 ตนจะเดินสายพบผู้ว่าฯรองผู้ว่าฯและผู้การตำรวจ ใน 20 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อมอบนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติด และจะเดินทางต่อไปยังภาคเหนือ และจะเข้ามาแก้ในกรุงเทพมหานครต่อไป
ส่วนความคืบหน้าของคดี 91 ศพนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวกองบัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ต้องส่งสำนวนคดีมาให้ตน เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องทางการเมือง จึงให้ส่งสำนวนไปยังอัยการ เพื่อส่งฟ้องศาล และไต่สวนถึงสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องเดินทางไปศาลบ่อยหน่อย ทั้งนี้ไม่ขอแสดงความคิดเห็น และไม่ขอก้าวก่าย ส่วนที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) จะเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ไปให้ข้อมูลคดี 91 ศพ เข้าให้ข้อมูลในช่วงนี้ถือเป็นดุลพินิจ และตนไม่คิดว่าจะช้าเกินไป
นักวิชาการจุฬาฯชี้ทำประชามติ-เปิดเวทีแสดงความเห็นลดขัดแย้งแก้รธน.50
น.ส.สิริพรรณ นกสวน อาจารย์ประจำภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความเห็นว่าความเห็นต่างเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 จะกลายเป็นวิกฤตการเมืองรอบใหม่ ว่า โดยส่วนตัวมองว่าจะมีทางที่ลดความขัดแย้งทางความคิดจากคนหลายกลุ่มในสังคมได้ คือ 1.ต้องทำประชามติถามประชาชน ว่าควรแก้หรือไม่ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมต่อการแก้ไขครั้งนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 ก่อนนำมาบังคับใช้ได้ผ่านการทำประชามติ เห็นชอบจากประชาชน และ 2.ต้องเปิดเวทีรับฟังและแสดงความเห็นจากกลุ่มหรือบุคคลที่เห็นต่างในเรื่องดังกล่าวและเพื่อทำความเข้าใจกับสังคม โดยประเด็นนี้มองว่า สื่อมวลชนควรเป็นผู้เปิดพื้นที่ เพราะหากให้รัฐบาลทำคงไม่เหมาะสม " ส่วนตัวเห็นว่ารัฐธรรมนูญแก้ได้ โดยไม่มีความขัดแย้ง หากรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยระบุให้ชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปครอบงำการยกร่างแก้ไข หรือตั้งธงในประเด็นใดๆ ทั้งสิ้น และเมื่อแก้มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีองค์คณะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว จากนั้นจะโยนเรื่องนี้ให้สังคมทำงานอย่างอิสระ รัฐสภาจะไม่เกี่ยวข้อง " น.ส.สิริพรรณ กล่าว
"ขวัญชัย"ค้านแตะม.112ชี้เสื้อแดงชิงดีชิงเด่น
นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานกลุ่มเสื้อแดงชมรมคนรักอุดร แสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) กับไทยรัฐออนไลน์ ว่า ยังไม่ขอมีความเห็นเรื่องนี้ และไม่มีความคิดเห็นอะไร ตนจะมุ่งหน้าทำสิ่งที่มีกุศลหรือเป็นประโยชน์ดีกว่า เพราะถูกตราหน้าไว้จากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และก็เห็นพวกเสื้อแดงมีการแตกกลุ่มกันมาก็เยอะ มันสร้างความวุ่นวายสับสนกันมาก ตนเลยไม่เอยากยุ่ง เอาประชาชนที่มีความคิดเห็นอย่างเดียวกับตนดีกว่า ทำสิ่งที่ดีกับสังคมดีกว่า
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นห่วงเรื่องการความขัดแย้งหากมีการแก้ไข รธน.หรือไม่ นายขวัญชัย กล่าวว่า ถ้ามีการแก้ รธน.ก็ต้องมีความขัดแย้งอยู่แล้ว กลุ่มต่อต้านก็ยังคงมีเหมือนเดิมวันยังค่ำ ต้องถามว่าทุกวันนี้เรามีความพร้อมกันหรือยัง ในเมื่อคุณยังไม่ไปทิศทางเดียวกันเลย ทุกวันนี้ทุกคนอยากเป็นพระเอกกันหมด โดยไม่เคยได้ดูเหตุผลและหลักการต่างๆ อยากเป็นฮีโร่ วันนี้ตนกลายเป็นหมาหัวเน่าไปเลยในกลุ่ม นปช. ซึ่งเขาไม่เคยพูดถึงตน ไม่เคยเอ่ยถึงตนในทางดีเลย ตนก็เลยต้องหยุด และอยู่อย่างนี้ดีกว่า แสดงว่าแกนนำ นปช.ไม่มีตนแล้ว ให้รู้กันว่าผมไม่ใช่แกนนำ นปช. คุณจะเป็นซุปเปอร์สตาร์อะไรกันก็เป็นไปเถอะ
"ถ้าอันไหนเห็นด้วยและเป็นประโยชน์ผมก็จะไป แต่การแก้ไข รธน.นั้น ยังไม่ใช่ทางที่ผมจะทำ" เมื่อถามว่าหากนายกรัฐมนตรีสนับสนุนให้มีการแก้ไข รธน.นั้น จะมีความเห็นอย่างไร นายขวัญชัย กล่าวว่า ก็ต้องสนับสนุน ไม่จำเป็นต้องออกหน้าออกตาแบบนั้นก็ได้ เพราะตนไม่ใช่คนที่อยากลงไปเล่นการเมือง ซึ่งหากมีการทำประชามติ หรือล่ารายชื่อนั้น ตนสามารถหาได้สบาย เพราะสมาชิกในกลุ่มของตนนั้นมีอยู่จริง ตอนถวายฎีกาคราวนั้น ตนล่ารายชื่อได้ประมาน 4 แสนกว่าคน " ประธานกลุ่มเสื้อแดงชมรมคนรักอุดร กล่าว
ส่วนเรื่องความคิดเห็นในการแก้ไข ม.112 ของ รธน.นั้น นายขวัญชัย กล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปทำจริงๆ คนเราถ้ามันไม่คิดจะกระทำความผิดดังกล่าวตามนั้น เราพูดกันอยู่เสมอ มันฝังอยู่ในสายเลือดและจิตวิญญาณอยู่แล้วเรื่องความจงรักภักดี คนไทยเกิดมาย่อมมีพระมหากษัตริย์อยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว ฉะนั้น จะไปสนใจทำไมกับ ม.112 นี้
"คุณเอามาเป็นเพียงเกมทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามกันเฉยๆ ผมไม่สนใจหรอกว่า กลุ่มนิติราษฎร์จะเดินยังไงก็เดินกันไปเถอะ ผมนั้นอาจจะเห็นด้วยในการแก้ รธน. แต่ไม่เห็นด้วยในการแก้ไข ม.112 แต่เรื่องแก้ รธน.นั้นจำเป็นจะต้องแก้ เพราะมันทำให้การเมืองอ่อนแอ และทำให้ทหารกลายเป็นฮีโร่ เดี๋ยวก็จะเรียกทหารออกมาแบบนี้" นายขวัญชัย กล่าว
นายขวัญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ถามว่าเลือกตั้งที่ผ่านมาเราได้รับชัยชนะ แต่ทำไมไม่คิดที่จะรักษาาสะสมกำลังอำนาจกันเอาไว้ คุณจะชนะกันมาเพื่อรอวันพ่ายแพ้หรือ ทำไมไม่หาคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวกเรา เพื่อให้เราแข็งแกร่ง เวลาจะทุบโต๊ะ ทำอะไรก็สามารถทำได้ แต่วันนี้คุณยังไม่มีผลงานอะไรให้ปรากฏที่จะให้เป็นกำลังและกองเชียร์เลย ศัตรูเราไม่เคยกลัวเลย แต่เรากลัวกลุ่มภายในของเราเอง กลัวคนที่อยากเด่นอยากดัง กลัวคนั้นคนนี้จะได้หน้า อิจฉาริษยากันไปหมด จนต้องโทรหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่ายังสนับสนุนรัฐบาลในการทำงานอยู่หรือไม่ นายขวัญชัย กล่าวว่า ขอดูจังหวะดีกว่า ตอนนี้ขอทำงานตามแนวทางของตนเองก่อน หากทำอะไรไม่ถูก เราก็จะออกมาคัดค้านเหมือนกัน แต่ถ้าจะแก้ ม.112 จริง ก็ต้องดูเหตุผลก่อน ทุกอย่างต้องมีเหตุผลชัดเจน การทำอะไรสักอย่าง ต้องมีคำตอบให้สังคมให้ได้
คนไทยร้องกสม.ถูกละเมิดสิทธิด้านยุติธรรมมากสุด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2554 ถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2554 มีประชาชนยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกสม. รวม 536 เรื่อง โดยประเภทสถิติสิทธิที่มีประชาชนถูกละเมิดร้องเรียนเข้ามามากที่สุดคือ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 102 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 19.03 รองลงมา ได้แก่ สิทธิในการจัดการที่ดิน จำนวน 66 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 12.31 สิทธิชุมชน จำนวน 59 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 11.01 สิทธิในชีวิตและร่างกาย จำนวน 48 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 8.96 ได้รับการปฏิบัติไม่เป็นธรรม จำนวน41 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 7.65 สิทธิทางการเมือง 32 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 5.97 เป็นต้น
พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม). ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงสาเหตุที่มีประชาชนร้องเรียนกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมมากที่สุดว่า เรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่มีการร้องเรียนเข้ามายังกสม.ในปริมาณที่มากนั้น เนื่องจากเป็นเรื่องร้องเรียนจากทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานปกครอง ซึ่งต้องรอให้กสม.ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เพราะเรื่องร้องเรียนบางเรื่องยังไม่ได้มีการตรวจสอบว่ามีการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมจริงหรือไม่อย่างไร
สำหรับแนวทางการทำงานของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิกระบวนการยุติธรรมในปี 2555 จะใช้หลักการทำงานขจัดต้นเหตุแห่งการละเมิดสิทธิ เปรียบเหมือนการขจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง จะไม่ตบยุงทีละตัว ซึ่งจะเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ 2 กลุ่มใหญ่ คือเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศในช่วงกลางเดือนม.ค. 2555 เนื่องจากที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียน 2 หน่วยงานดังกล่าวเข้ามาเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้เมื่อช่วงเดือนส.ค. 2554 คณะอนุกรรมการฯได้ดำเนินงานในโครงการตรวจเยี่ยมสถานที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน : สถานีตำรวจและเรือนจำขึ้น ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จ.นครราชสีมา และจ.พระนครศรีอยุธยาแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพราะติดปัญหาอุทกภัย โดยจะมีการจัดโครงการให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติและประชาชนทั่วไป พร้อมกับให้คำแนะนำระมัดระวังปฏิบัติตามหลักกติกากฎเกณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถ้ามีการทำความเข้าใจกันแล้ว ตนเชื่อว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวก็จะลดลง หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่ถูกต้องก็จะได้ทำความเข้าใจกันได้
“เพื่อไทย”จี้ส.ส.เข้าประชุมพรบ.งบฯ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่า ที่ประชุมพรรคได้หารือถึงกรณีพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ที่จะมีการพิจาณาในวาระ 2 และ 3 วันที่ 4-6 ม.ค.โดยพรรคขอให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยและวิปรัฐบาล ร่วมพิจราณาโดยเข้าประชุมในวันพรุ่งนี้(4ม.ค.) ตั้งแต่เวลา 09.00 - 23.00 น. และให้ ส.ส. ทุกคนเตรียมความพร้อม หากการประชุมยืดเยื้อจนถึงวันเสาร์ (7 ม.ค.) ทั้งนี้ในที่ประชุมยังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะให้ความสำคัญ เรื่องพ.ร.บ.งบฯก่อน แต่คาดว่า จะมีการหารือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้า
ส่วนของการประชุมภาคนั้น จากการหารือพบว่า ประชาชนในแต่ละพื้นที่ให้ความสนใจในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ พรรคจึงให้ส.ส.แต่ละจังหวัด ลงไปสำรวจความคิดเห็นของประชาชน และนำมารวมกัน
ทั้งนี้ความคิดเห็นส่วนตัวของส.ส.ในที่ประชุม มีความชัดเจนว่า จะเริ่มต้นด้วยการแก้มาตรา 291 เพื่อตั้งสสร. ส่วนรายละเอียดยังไม่ได้พูดถึง และขอยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายในการแก้ประมวลกฏหมายอาญา 112 เพราะเป็นเรื่องของประชาชน ไม่เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ และทางพรรคก็ยังไม่มีมติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมา แต่เป็นความคิดเห็นของส.ส.ว่าต้องแก้แน่
นายจิรายุ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้ หรือช้าที่สุด คือวันที่ 12 ม.ค.56 ว่า ในส่วนของภาคกทม.ได้มีการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง แต่ตนอยากเรียกร้องไปยังเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับ กทม.ว่า ขณะนี้มีการเพิ่มชื่อประชาชนเข้าไปในทะเบียบบ้าน จากเดิมที่มีเพียง 1-2 คน ต่อหลังแต่ขณะนี้มีเพิ่มขึ้นมาเป็น 6-8 คน จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ ดังนั้นภาคส.ส.กทม.จะตรวจสอบในเรื่องนี้ต่อไป
ส.ส.ภาคกทม.ยังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี เรือและรถดับเพลิง ซึ่งถูกน้ำท่วม แต่ทางกทม.จะนำมาปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย เพราะยังมีคดีความกันอยู่ และรถดับเพลิงไม่น่าจะกลับมาใช้ใหม่ได้ เนื่องจากรถถูกน้ำท่วม
อย่างไรก็ตามที่ประชุมไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีส.ส.ภาคใต้เลย แต่ก็ได้แสดงความคิดเห็นของอดีตผู้สมัครฯในภาคใต้ และพรรคก็ได้เสนอแนะไปยังรัฐบาลแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้ว โดยผ่านกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
"ปชป."ข้องใจดีเอสไอรื้อผังล้มเจ้าดิสเครดิตการเมือง
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวกรณีพ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุเตรียมเชิญนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ในฐานะเลขานุการศอฉ. และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯและอดีตผอ.ศอฉ.มาชี้แจงการออกผังล้มเจ้าของศอฉ.เพื่อประกอบการพิจารณาคดีล่วงละเมิดสถาบันว่า ต้องถามดีเอสไอว่ามีเหตุผลอย่างไรที่ฟื้นเรื่องผังล้มเจ้าขึ้นมาอีก เพราะการดำเนินคดีเกี่ยวกับสถาบันนั้น ศอฉ.ได้มอบให้ดีเอสไอไปดำเนินการต่อแล้ว ดังนั้นถ้าจะหยิบผังล้มเจ้าขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตบางคนบางฝ่ายถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่อยากให้ดีเอสไอจับเรื่องต่าง ๆ มาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือกลั่นแกล้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ อยากให้ทำตามเนื้อผ้าและพยานหลักฐานที่มีมากกว่าการทำให้สังคมเข้าใจไปว่าอำนาจใหม่กำลังคิดบัญชีล้างแค้นทางการเมืองอำนาจเก่า ซึ่งจะทำให้เป้าหมายการปรองดองของรัฐบาลเองไม่สามารถบรรลุผลได้



