ข่าว

สังคมจะดีถ้ามีเครือข่าย'เวิร์ก'

สังคมจะดีถ้ามีเครือข่าย'เวิร์ก'

04 ม.ค. 2555

สังคมจะดี ถ้ามีเครือข่าย 'เวิร์ก'

          ยุคที่ใครๆ ก็อยาก "กดไลท์" ให้แก่อะไรก็ตามที่ถูกอกถูกใจเหลือคณา แต่เมื่อถึงเวลาขัดใจก็พร้อมจะส่งความเห็นต่างชนิดแตกหัก ดูเหมือนสังคมในโลกที่เรียกว่า "ออนไลน์ 24 ชม." ทำท่าจะยุงเหยิง อันเนื่องมาจากขาดการไตร่ตรองก่อนลงมือคลิก! การใช้ชีวิตแวดล้อมด้วยข้อมูลข่าวสารจะสุขสงบได้อย่างไร กลายเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาให้เหล่าคนในสังคมออนไลน์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
 
          ได้เวลาล้อมรั้วเพื่อกำหนดขอบเขต แต่ละคนมีวิธีอย่างไรลองไปฟังมุมมอง เริ่มจากนักศึกษาสาวปี 3 ด้านบริหารธุรกิจ  "สร้อย-ธาราวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา" บอกว่าเล่นเฟสบุ๊คเป็นประจำ ชอบแชทกับเพื่อนๆ เมื่อมีเวลาว่าง แต่จะมีการป้องกันโดยตั้งระบบให้ค้นหาชื่อไม่เจอ และจะรับแอดเป็นเพื่อนเฉพาะคนที่รู้จักกันเท่านั้น เพราะเคยมีประสบการณ์ไม่สู้ดีนัก ญาติเคยถูกแฮกข้อมูลแล้วเอาไปแอบอ้าง และมีไม่น้อยที่มักโพสประเด็นอ่อนไหวทางสังคมอย่างเรื่องสถาบัน ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสม
 
          ด้านหนุ่มสังคม "นุ-พิตินันท์ กฤษดาธานนท์" ทายาทเบนซ์ เอ็น.เค.คาร์ พลาซ่า  ยอมรับว่าใช้ประโยชน์จากโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นประจำทั้งติดต่องานและเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเฟซบุ๊กใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ก็จะมีการอัพเดทข้อมูลให้ทันสมัยวันต่อวัน ส่วนเฟสบุ๊คส่วนตัวจะเข้ามาเล่นก็เมื่อมีเวลาว่าง ขณะเดียวกันก็มีระบบป้องกันตัวเองเหมือนกัน
 
          "ถ้าไม่รู้จักก็จะไม่รับแอดใคร เพราะเป็นพื้นที่สาธาณะที่ใครก็เข้าหาเราได้เสมอ ถ้าไม่มีการกลั่นกรองบ้างก็อาจเป็นภัยภายหลัง อย่างรูปส่วนตัวที่เราคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยต่อสาธารณะก็จะไม่โพส หรือ ข้อความบางอย่างแม้จะอยากโพสแต่คิดแล้วอาจไม่เป็นผลดีก็จะงด โดยเฉพาะคำหยาบ คนอื่นที่ไม่รู้จักเราอาจมองไม่ดี สนุกได้แต่ต้องมีขอบเขต หรืออย่างเรื่องการเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนก็ไม่โพสต์แน่นอน ผมว่าทุกวันนี้มีคนใช้ผิดๆ เยอะ ใช้เพื่อระบายอารมณ์แบบไร้สติ หรือหาคู่อย่างไร้วิจารณญาณ คงต้องศึกษาความปลอดภัยของมันก่อน เราสามารถตั้งค่าได้" ผู้บริหารรุ่นใหม่ เผย
 
          หนุ่มออนไลน์อีกคน "ท็อป-ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี" บอกใช้เทคโนโลยีนี้สำหรับพูดคุยกับเพื่อนๆ และบางครั้งมีประโยชน์กับการทำงาน แต่ข้อเสียคือทุกคนสามารถเข้ามาหาได้ เนื่องจากส่วนตัวไม่ได้ปิดสถานะแม้จะมีระบบบล็อคก็ตาม สำคัญที่ผู้ใช้ต้องเป็นฝ่ายควบคุมเทคโนโลยี เพราะเมื่อใดก็ตามที่ถูกเทคโนโลยีครอบงำ เมื่อนั้นหายนะจะมาเยือน
 
          "ผมชอบเล่นอินสตาร์แกรม ชอบถ่ายรูปเล่าเรื่อง หรือโพสต์สั้นๆ แต่ได้ใจความ ส่วนทวิตเตอร์คนอื่นๆ อาจจะโพสความเคลื่อนไหวส่วนตัวว่าวันนี้ไปไหน ทำอะไร เมื่อก่อนผมก็ทำแต่ตอนนี้ไม่ค่อยบอกแล้ว รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนรู้ว่าเราทำอะไร แล้วจะป้องกันตัวเองด้วยการคุยกลางๆ เคยมีคนที่อาจไม่ชอบเราตามเราแล้วเข้ามาด่าเราหยาบๆ ก็มี ยิ่งช่วงที่เป็นประเด็นข่าวแต่ละข้อความเห็นแล้วเครียด  ถามว่าช่องการสื่อสารนี้เร็วไปสำหรับเด็กๆ ไหม ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะตอนผมเกิดมันยังไม่มี ถ้ามันทำให้ชีวิตดีขึ้น ง่ายขึ้น ก็ใช้ไปเถอะ แต่ต้องเล่นอย่างมีสติ รู้เท่าทันมัน อีกอย่างเขาเอาไว้คุยกันเวลาไม่เจอหน้ากัน ถ้าอยู่ด้วยกันก็ต้องวางมือบ้างแล้วสนใจคู่สนทนาด้วย" หนุ่มท็อป ชี้ชวน
 
          เช่นเดียวกับ "ต่าย-นิทรา กิตติยากร ณ อยุธยา" บอกว่าเป็นสาวสังคมออนไลน์ตัวยง โดยเฉพาะโปรแกรมอินสตาร์แกรม เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ แต่ระยะแรกที่ไม่ค่อยรู้มารยาทในการเล่นเฟสบุ๊คก็จะรับเป็นเพื่อนทุกคน ทว่านานเข้ามักได้รับข้อความแปลกๆ ที่ไม่สร้างสรรค์จึงค่อยๆ ลบเพื่อนแปลกหน้าไปทีละคน ส่วนตัวคิดว่าถ้าไม่จริงจังมาก ก็ไม่มีอะไรแย่เกินแก้ไข
 
          "ไม่ชอบเลยคือเมื่อก่อนมีคนถ่ายรูปเราแล้วมาโพสให้เราดู  เพราะบางครั้งเราอาจจะไปงานเลี้ยงเฮฮา เลยอาจจะดูว่าเราเป็นสาวปาร์ตี้ ความจริงไม่ปาร์ตี้เลย เป็นเพียงงานเลี้ยงธรรมดาๆ ระยะหลังความเป็นส่วนตัวในเฟซบุ๊กดีขึ้นก็ป้องกันได้ระดับหนึ่ง อีกอย่างบางเรื่องไม่จำเป็นต้องโพสต์ให้คนเป็นพันคนรู้ถึงการไปไหนมาไหนของครอบครัวเรา ไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครมาตาม แต่ก็มีคนบ้าๆ บอๆ ตามเยอะ แต่ก็มีบางคนบอกว่าดีซะอีกเวลาเกิดอุบัติเหตุเขาจะได้เข้ามาช่วย กลายเป็นเหรียญสองด้านไป ตอนนี้ลูกอายุ 16 แล้วก็เล่นแต่เราคงไปดูทุกเรื่องไม่ได้ คงได้แต่สอนว่าอย่าไว้ใจเรื่องที่โพส เพราะ 1 คลิกอาจจะพังได้ทั้งชีวิต หรือ คนเราถ้าจะรู้จักกันผ่านทางคอมพิวเตอร์ยังไม่เพียงพอ" เวิร์กกิ้งมัมหัวใจออนไลน์ ฝาก
 
          ขณะที่ศิลปินวาดลายเส้นการ์ตูนอย่าง "อ.โต-ม.ล.จิราธร จิระประวัติ" ดูจะมีวิถีแตกต่างจากหนุ่มสาวยุคนนี้อย่างสิ้นเชิง โดยยอมรับว่าเป็นคนโลเทคโนโลยีมาก แต่ละวันจะอยู่กับดินสอและกระดาษวาดเขียน จึงไม่ค่อยได้ข้องแวะกับโซเชียลเน็ตเวิร์คเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งวิถีแบบนี้ก็กลายเป็นเสน่ห์ของคนทำงานศิลปะ ขณะเดียวกันก็ไม่ต่อต้าน เพราะมองว่าใครชอบอะไรก็ใช้ชีวิตแบบนั้น อยู่ที่การบริหารจัดการตัวเอง สำคัญต้องมีสติไมตกเป็นทาสวัตถุ
 
          "คงต้องใช้ชีวิตให้สมดุล และรู้เท่าทันมัน สำหรับคนที่ไม่ได้หลงกระแส ชอบอยู่กับตัวเอง ในความเอ้าท์ก็สามารถอินเทรนด์ได้ สามารถอยู่ในสังคมและคุยกันรู้เรื่อง เพราะการที่เราเป็นตัวของตัวเองแล้วเปิดรับคนอื่นโดยการเผชิญหน้ากันก็ทำให้เข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง การใช้ชีวิตก็ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น พอเป็นแบบนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กที่มาในรูปของเทคโนโลยีก็ไม่มีความหมาย" ศิลปินคนดัง ทิ้งท้ายชวนคิด
 
          ไม่มากไปไม่น้อยไป และใช้อย่างครองสติ โลกสังคมออนไลน์ก็จะน่าอยู่ ชวนให้คลิกกดไลท์อย่างไม่ต้องคอยหวาดระแวง...