
หัวเราะกันออกไหมไม่รู้ในปีใหม่นี้
หัวเราะกันออกไหมไม่รู้ในปีใหม่นี้ : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
มาเริ่มปีใหม่ ปีฮ่าฮ่า (55) กันครับ ซึ่งเรื่องหนึ่งที่เราต้องเผชิญร่วมกัน นั่นก็คือเรื่องของกฎหมายและหลักการปกครองด้วยกฎหมายในสังคมประชาธิปไตยนั่นแหละครับ ซึ่งปีนี้น่าจะมีด้วยกันหลายมิติ อาทิ
หนึ่ง เรื่องของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางตัวที่อาจจะมีผลต่อตัวคุณทักษิณ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างจงใจหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้วยหลักการแล้วคุณทักษิณได้ประโยชน์ ซึ่งกล่าวโดยรวมแล้ว ผมคิดว่าความขัดแย้งเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งที่จะทำให้สังคม(การเมือง)ไทยเติบโตขึ้น และอาจจะต้องตั้งคำถามสำคัญๆ มากขึ้นว่า ตกลงกฎหมายกับการจัดการคนคนเดียว (ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้าน) นั้นทำได้มากน้อยอย่างไรภายใต้การปกครองด้วยกฎหมายในสังคมประชาธิปไตย
สอง เรื่องของการแสวงหาความยุติธรรมในสังคมท่ามกลางความขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่องราวสองเรื่องที่อาจจะดูว่าเกี่ยวเนื่องกัน หรือดูไม่เกี่ยวเนื่องกันเลย นั่นคือ เรื่องของการดำเนินคดีในการกระชับพื้นที่ถึง 91 ศพ ในปี 2553 ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวเนื่องหรือไม่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของประเด็นความสมานฉันท์และปรองดองกันในสังคม
เรื่องนี้สำคัญเพราะประเด็นเรื่อง "ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน" นั้นเป็นเรื่องที่สังคมไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคย แม้ว่าจะพูดกันมาก ซึ่งจะว่ากันไปแล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าความเข้าใจว่าความยุติธรรมนั้นเป็นแนวคิดที่คนในบ้านเราเข้าใจมากมายนัก เพราะถ้าพูดเรื่องยุติธรรมเราอาจจะคุ้นเคยกับเรื่องของความถูก-ผิด และคุ้นกับประเด็นว่าการชี้ถูกชี้ผิดนั้นจะต้องเกิดจากคนที่มีอำนาจ มากกว่าเรื่องของความเข้าใจว่าความยุติธรรมนั้นสามารถเป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ และต้องอยู่ร่วมกันได้ด้วย ทีนี้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอาจจะหมายถึงความยุติธรรมที่อยู่ในระดับที่ตกลงกันได้เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ และเข้าใจว่าเรื่องไหนเป็น คดี (อาณาบริเวณก็ว่า) ทางการเมือง ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจจะแตกต่างกับความเข้าใจว่าความยุติธรรมและความถูกต้องนั้นไม่สามารถประนีประนอมและปรองดองกันได้
สาม เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรื่องของการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เรียกกันแบบบ้านๆ ว่า "กฎหมายหมิ่น" นั่นแหละครับ ซึ่งเรื่องนี้มีรายละเอียดและความสลับซับซ้อนมากมายที่ต้องตั้งข้อสังเกต
ไม่ว่าจะเรื่องของความเกี่ยวเนื่องและเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันซึ่งเป็นทั้งเงื่อนไขและข้อกล่าวหา อาทิ เรื่องของการพูดว่า พรรคเพื่อไทยนั้นหักหลังประชาชนที่เลือกเข้ามาหากไม่แก้กฎหมายบางประการ ทั้งที่การกล่าวหาเหล่านี้อาจจะต้องตั้งคำถามว่า การกล่าวหานั้นแฝงไปด้วยอคติบางประการหรือไม่ โดยเฉพาะเป็นอคติชุดเดียวกับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คนเหล่านี้เองก็รู้สึกไม่พอใจและรังเกียจ และเชื่อว่าไม่มีความเหมือนกับพวกตน
หรือจะเรื่องของความเชื่อมโยงกันว่าการแก้ 112 และ/หรือรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันหรือไม่ รวมทั้งเรื่องที่ว่าเรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้ามที่ว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้นไม่ควรแก้ไขอะไร ทั้งที่ก็อาจจะถูกโจมตีว่าการไม่แก้อะไรนั้นก็เป็นการสร้างความชอบธรรมกับระบบที่เป็นอยู่ ซึ่งเริ่มต้นจากการรัฐประหารเมื่อปี 2550
ผมเองกลับรู้สึกว่าลำพังแค่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นไม่ยากมาก ต่อให้มีกระบวนการที่ซับซ้อนหรือไม่ เพราะปัญหาใหญ่มันคือเรื่องของการถกเถียงเรื่องความชอบธรรมในการแก้กฎกติกา และให้สังเกตว่า ประเด็นนี้ใหญ่มาก เพราะทุกตัวแบบที่มีการเสนอในเชิงกระบวนการแก้ไขนั้น ล้วนแล้วแต่ยากกว่ากฎระเบียบที่มีอยู่เดิมในตัวรัฐธรรมนูญเองทั้งสิ้น
ส่วนสิ่งที่ยากกว่านั้นคือการปฏิรูปมาตรา 112 เพราะว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงกับกลุ่มที่ต้องการดำรงเงื่อนไขในปัจจุบัน เรื่องการปะทะกันของสองแนวคิดนี้มีลักษณะที่เป็นมวยที่ถูกคู่อยู่มาก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นชนชั้นนำและมีชุดเหตุผลที่น่าฟังทั้งคู่ และบางทีก็เป็นการต่อสู้กันระหว่างรุ่น/สมัย (generation) ด้วย ไม่ใช่แค่อุดมการณ์ หรือผลประโยชน์ในแง่ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม และแม้ว่ากลุ่มหนึ่งจะยังยึดกุมพื้นที่สื่อกระแสหลักเอาไว้ แต่สื่อทางเลือกและรูปแบบใหม่ๆ ของการสื่อสาร รวมทั้งความสามารถในการสื่อสารและการเขียน ทั้งสำนวนและรูปแบบเช่นงานเชิงศิลปะนั้นก็ยังเป็นพื้นที่เปิดกว้างอยู่มากครับ รวมกระทั่งการเปิดกว้างในเชิงการต่อสู้ทางความคิดและความสามารถในการสื่อสารกับสังคมของสถาบันตุลาการกับสาธารณะด้วยครับ



