ข่าว

'วัชระ'อัด'เทพไท'สัปเหร่อริวิพากษ์'เติ้ง'

'วัชระ'อัด'เทพไท'สัปเหร่อริวิพากษ์'เติ้ง'

02 ม.ค. 2555

“ศิริโชค"แนะรัฐบาลสอดแทรกสาระ ศก.พอเพียง ผ่าน “โซเชียลมีเดีย-สื่อต่างๆ” “วัชระ”อัด”เทพไท”เป็นแค่สัปเหร่อ ขอให้อยู่เฉยๆ ชี้อย่าริเทียบชั้นสอนสังฆราช หลังวิพากษ์”เติ้ง” วอน”คณิต”ใจกว้างรับฟั

                2ม.ค.2555 นายศิริโชค  โสภา  ส.ส.สงขลาพรรคประชาธิปัตย์ และรมว.เทคโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เงา พรรคประชาธิปัตย์  กล่าวกรณีที่คนไทยให้ความนิยมเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย โดยให้ความสำคัญกับ "ความบันเทิง" มากเป็นอันดับหนึ่งว่า โดยหลักแล้วประชาชนมักจะสนใจเรื่องบันเทิง เช่น ถ้ามีโฆษณาระหว่างที่มีละคร คนก็จะดูโดยอัตโนมัตดังนั้นรัฐบาลจะต้องหาวิธีการว่าจะนำเผยแพร่ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงมาสอดแทรกเข้าไปโดยใช้บันเทิงนำ คือให้บันเทิงเป็นรสแล้วนำสาระข้างในใส่เข้าไปในรส  เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เฉพาะเมืองไทย แต่เป็นทั่วโลกที่จะยึดเรื่องบันเทิงเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนจะค้นข้อมูลในเรื่องความบันเทิง

                รมว.ไอซีทีเงา กล่าวว่า  คิดว่ารัฐบาลโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องควรจะใส่สาระ ผ่านสื่อต่าง ๆ ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยการโฆษณาทางอ้อมให้บันเทิงเป็นตัวนำ ตนคิดว่าไปได้เพราะถ้าจะโฆษณาโดยตรงจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพียงแต่รัฐบาลจะปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้เยาวชนอย่างไร ทุกประเทศก็ทำอย่างนี้

                ส่วนปี 2555 กระทรวงไอซีทีเงาจะเกาะติดการทำงานของกระทรวงไอซีทีอย่างไรนั้น นายศิริโชค กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีต้องพยายามพัฒนาตัวเอง เพราะปัจจุบันจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป กระทรวงดังกล่าวมีคะแนนที่แย่ที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาดมากเพราะโดยหลักแล้วกระทรวงนี้ไม่น่าจะเป็นกระทรวงที่แย่ที่สุด ดังนั้นต้องพัฒนาอีกเยอะ เช่น กรณีที่สะเทือนใจคนไทยมากที่สุด คือ เรื่องการเข้าไปปราบกระบวนการที่ทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน ต้องเข้าไปดำเนินการอย่างเด็ดขาด จะปล่อยให้ต้องไปยืมมือของ ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง  รองนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ภาพพจน์ของกระทรวงเสียหายทั้ง ๆ ที่ร.ต.อ.เฉลิมก็ไม่ได้รู้เรื่องคอมพิวเตอร์

                ส่วนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่ายังดำเนินการปราบปรามคดีล้มเจ้าได้น้อย รมว.ไอซีทีเงา กล่าวว่า ก็น่าเห็นใจเพราะฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย มาจากคนเหล่านี้ดังนั้นเมื่อเข้าไปดำเนินการก็เป็นการเข้าไปทำลายฐานเสียงตัวเอง แต่บางครั้งอย่าไปสนใจเรื่องคะแนนเสียงมาก แต่ต้องสนใจข้อเท็จจริงที่ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะการเป็นผู้นำที่ดีบางครั้งอย่าไปหวังเรื่องคะแนนนิยมอย่างเดียว บางครั้งต้องตัดสินใจในสิ่งที่ทำให้คะแนนนิยมของตังเองลดลง  เพื่อให้เกิดความสงบสามัคคีขึ้นในประเทศไทย


“วัชระ”อัด”เทพไท”เป็นสัปเร่อริวิพากษ์”เติ้ง”

                นายวัชระ กรรณิกา โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงตอบโต้นายเทพไท เสนพงษ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มีความลำเอียง ให้คะแนนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 8 เต็ม 10 และให้คะแนนความเป็นสตรีเพศอีก 1 คะแนนนั้นเห็นว่า นายเทพไทพูดในทำนองกล่าวหาว่าพรรคลำเอียงหรือต้องการเอาใจ มีความคิดเข้าข้างรัฐบาล และต้องการเอาใจเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้อาจจทำให้ประชาชนมีความเข้าใจผิดและถือเป็นการดูหมิ่นพรรคชาติไทยพัฒนา โดยขอชี้แจงว่า จากการให้สัมภาษณ์ของนายเทพไท เป็นการพูดจาเพ้อเจ้อ ห่างไกลข้อเท็จจริง

                การพูดของนายบรรหารเป็นการให้คะแนนความขยัน อดทน การทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ และตรงกับความคิดเห็นของประชาชน เพราะที่ผ่านมาโพลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโพลที่รักหรือเกลียดนายกรัฐมนตรี มีผลสำรวจใกล้เคียงกับการให้คะแนนของนายบรรหาร การพูดของนายบรรหารนั้นก็เป็นการพูดของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่ต้องการให้กำลังใจในการทำงาน

                "นายเทพไทควรพูดให้เครดิตคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ดิตเครดิตอย่างเดียวทำให้ทั้งตัวนายเทพไทเองและพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่มีเพื่อนฝูง ซึ่งอยากเตือนนายเทพไท การพูดของนายบรรหารเป็นการพูดในฐานะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง มองการทำงานของคนที่เป็นนายกฯ ด้วยกัน ฉะนั้นนายบรรหารจึงมีสิทธิให้คะแนนโดยสุจริต แต่นายเทพไทไม่เคยเป็นนายกฯ เป็นแค่ส.ส. ชั้นยังไม่ถึงที่จะมาพูดจาในเรื่องนี้ ซึ่งควรปล่อยให้สังฆราชสนธนาธรรมกัน เณรน้อย สัปเหร่อ อย่ายุ่ง เพราะจะเสียรังวัด

                นายเทพไทควรศึกษาวิชาการพูดจากน.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม ว่าพูดอย่างไรถึงได้เป็นดาวเด่นในสภา หรือปรึกษานายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีอายุห่างกันเป็น 10 ปี ว่าพูดอย่างไรถึงมีตำแหน่งในพรรค ไม่ลอยเคว้งคว้าง ย้ำพรรคไม่ได้กลัวถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี เรื่องนี้น่าสมเพชไปอยู่ที่ไหนมา พรรคได้ตอบโต้ทุกประเด็นในเรื่องนี้ไปแล้ว ถ้าพรรคกลัวจริงสู้อยู่เงียบๆ เอาใจไม่ดีกว่าหรือ เราท้าทายมาโดยตลอด ถ้าเราผิดหรือบกพร่องก็โชว์หลักฐานมาเลย พรรคชาติไทยพัฒนามีศีกดิ์ศรี ไม่ได้คิดโง่ๆ ไม่ได้ดื้อด้านแต่มีผลงาน” นายวัชระ กล่าว

                นอกจากนี้ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวอีกว่า ผลงานรัฐมนตรีของพรรคนั้น สามารถดูได้จากผลโพล โดยรัฐมนตรีทั้ง 2 กระทรวงติด 5 อันดับแรก ดีกว่ารัฐมนตรีอีกหลาย 10 กระทรวง หรือแม้แต่การที่อยู่กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ ผลงานก็ดีกว่ารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์หลายคน ดังนั้นการให้คะแนนของนายบรรหารเป็นการให้คะแนนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะแม้แต่ช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นายบรรหารก็ให้คะแนนแบบนี้เหมือนกัน ทั้งนี้หากนายเทพไทและพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการที่จะยังมีเพื่อนอยู่นั้น ก็ต้องลืมคำว่าดิสเครดิต หรือถ้าพูดอย่างนี้ก็ลืมคำว่าปรองดองได้เลย


วอน”คณิต”ใจกว้างรับฟังหลัง”เติ้ง”ค้านแก้ม.112

                นายวัชระ กล่าวถึงกรณีที่นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ระบุว่านายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาแสดงความเห็นว่าไม่ควรแตะต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  ซึ่งตนขอชี้แจงว่าสิ่งที่นายบรรหารพูดนั้น พูดในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่จงรักภักดี ไม่อยากเห็นใครล่วงละเมิดสถาบันสูงสุดของประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่นายคณิต เข้าใจโดยง่าย ขณะเดียวกันนายบรรหารก็พูดในสถานะภาพที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่นำคณะรัฐมนตรีเข้าฝ้าถวายสัตย์ปฎิญานตนต่อหน้าพระพักตร์ เป็นการพูดในมุมมองของความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า และการทักท้วงเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้ ซึ่งนายคณิตอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งนายบรรหารไม่ได้เจาะจงที่คอป.โดยตรง แต่พูดโดยหลักการว่าไม่เห็นด้วยและไม่เหมาะสม เป็นการท้วงติงและโดยหลักการหากคนไทยไม่เอาด้วยก็ไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดเลย

                นอกจากนี้โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวอีกว่า เมื่อนายคณิตปวารณาตัวที่จะทำให้ประเทศปรองดอง ก็ต้องมีความใจเย็นและใจกว้าง ซึ่งพวกเราก็ชื่นชมคอป. แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องเปิดหูรับฟัง และหากเรื่องนี้มีการเสนอให้มีการแก้ไขไม่ว่าจะเป็นใครหรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคชาติไทยพัฒนาก็มีความชัดเจนและมีจุดยืนที่จะคัดค้าน



"สุริยะใส"จวก"ป๋าเหนาะ"เสนอกักบริเวณ"ทักษิณ"


                นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics)  กล่าวถึงกรณีที่นายสนาะ เทียนทอง ประธานพรรคเพื่อไทยเสนอวิธีปรองดองด้วยการหยุดไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และให้ใช้วิธีกักบริเวณเหมือนนางอองซาน ซูจี ว่า นายเสนาะคงแกล้งตีมึนเพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ หรืออาจจะไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่มีสาเหตุของปัญหาต่างกันระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ กับนางอองซานซูจี

                "นางอองซานซูจี  เป็นนักโทษการเมืองเพราะเป็นนักประชาธิปไตยที่ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารของพม่าจับกุม และกักบริเวณไว้ เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ส่วนพ.ต.ท.ทักษิณ  นั้นเป็นนักโทษในคดีอาญา ต้องคำพิพากษาโดยกระบวนการยุติธรรมไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ  ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณก็ได้สิทธิต่อสู้ในชั้นศาลเฉกเช่นบุคคลทั่วไปมาแล้ว  แต่เมื่อศาลพิพากษาว่าผิดพ.ต.ท.ทักษิณกลับหลบหนีไม่ยอมรับคำพิพากษาใดๆ ซ้ำร้ายยังโจมตีกระบวนการยุติธรรมไทยว่าไม่มีความยุติธรรม ฉะนั้นข้อเสนอกักบริเวณพ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นไปไม่ได้ และไม่มีบทลงโทษในระบบกฎหมายไทยที่ให้กักบริเวณนักโทษในคดีอาญา

                นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายเสนาะบอกว่าให้ทุกฝ่ายหยุดไล่ล่า นั้นนายเสนาะก็ต้องชี้แจงให้ชัดว่าใครไล่ล่า เพราะในขณะนี้เป็นยุคสมัยของรัฐบาลน้องสาว และครม.ทั้งคณะก็ขึ้นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ  แม้แต่รัฐบาลที่แล้วซึ่งเป็นขั้วตรงกันข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เห็นมีการไล่ล่าใดๆ  ในทางตรงกันข้ามคนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าสังคมไทยกำลังถูกคุกคามจาก พ.ต.ท.ทักษิณยาวนานเกินไปแล้ว  เมื่อไหร่จะหยุดซักที นายเสนาะควระพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กลับเข้ามารับโทษและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นเดียวของการนับหนึ่งกระบวนการปรองดองและสมานฉันท์


“เทพไท”ซัด“ป๋าเหนาะ”ควรเคารพกระบวนการยุติธรรม


                นายเทพไทกล่าวถึงข้อเสนอของนายเสนาะว่า นายเสนาะเป็นผู้อาวุโสทางการเมืองน่าจะเคารพกระบวนการยุติธรรมและยึดหลักนิติรัฐของประเทศมากกว่าการใช้ความรู้สึกและอารมณ์ส่วนตัวมาแสดงความเห็น เพราะที่ผ่านมานายเสนาะก็เคยแสดงท่าทีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ในด้านบวกและด้านลบ กลับไปกลับมาบ่อยครั้งจนหาจุดยืนที่แน่นอนไม่ได้ การอ้างกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ไปเซ็นชื่อรับรองภรรยาซื้อที่ดินรัชดาว่าไม่มีความผิดก็ควรกลับไปดูกฎหมาย ปปช.มาตรา 100 ซึ่งระบุชัดเจนว่ามีความผิด
               
                “การจะเปรียบเทียบเรื่องการกักบริเวณพ.ต.ท.ทักษิณกับกรณีของนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้านในประเทศพม่า นั้น เป็นคนละเรื่องกัน นางอองซาน ซูจี  เป็นนักโทษทางการเมือง ถูกกระทำโดยผู้ปกครองที่เป็นเผด็จการ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษคดีอาญา โกงชาติโกงแผ่นดิน ถูกตัดสินโดยกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะมาเปลี่ยนสถานะเป็นนักโทษการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าจะกักขังตัวพ.ต.ท.ทักษิณก็สามารถกักขังได้ ใน 2 สถานที่ คือ 1.เรือนจำคลองเปรม และ2.เรือนจำบางขวาง เพราะฉะนั้นถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศก็ต้องยอมรับกติกาของบ้าน้มืองที่มีอยู่ในขณะนี้”  นายเทพไท กล่าว

                ส่วนที่นายเสนาะพูดถึงผู้นำทางการเมือง โดยยอมรับความจริงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะการโปรโมทขึ้นมา โดยวัยวุฒิและคุณวุฒิ ด้อยกว่าผู้นำในอดีต และพยายามเปรียบเทียบพลาดพิงมาถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ว่ามีลักษณะเช่นเดียวกันน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น นายเทพไท กล่าวว่า  อยากให้ดูในรายละเอียดข้อเท็จจริง ทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายอภิสิทธิ์ แม้ว่าอายุจะใกล้เคียงกันแต่วุฒิภาวะการเป็นผู้นำแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนมาเป็นายกฯ มีประสบการณ์ทางการเมืองเพียง 49 วัน แต่นายอภิสิทธิ์ ที่อยู่ในแวดวงการเมืองเป็นส.ส.มาหลายสมัย เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ความรู้ความสามารถทางการเมืองเป็นที่ยอมรับ และขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ในเวที6การประชุมระดับนานาชาติ จนนิตยสารต่างประเทศให้การยอมรับการเป็นผู้นำเทียบเท่ารัฐบุรุษ ในสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นถ้าคนในพรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมรับผู้นำของตัวเอง ก็ควรไปหาวิธีการบริหารจัดการภายในพรรคมากกว่าการลากเอาผู้นำฝ่ายค้านฯ ไปเกลือกกลั้วด้วย


แนะ“ยิ่งลักษณ์”ทำความเข้าใจคนใน“พท.”ก่อนคิดจะแก้รธน.

                นายเทพไทกล่าวถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ก่อนจะพูดถึงรายละเอียดเรื่องการตั้ง ส.ส.ร. หรือเนื้อหาการแก้ไขในประเด็นใดบ้าง อยากให้นายกฯ ไปทำความเข้าใจกับคนในพรรคเพื่อไทยให้ได้เสียก่อน เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งมีความเห็นที่แตกต่างกันออกมาเป็นระยะๆ ตัวนายกฯ ต้องการที่จะปัดความรับผิดชอบ โยนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นเรื่องของรัฐสภา

                นายเทพไท กล่าวต่อว่า แต่นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กลับบอกว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของรัฐบาล และรัฐบาลจะต้องเป็นเจ้าภาพ เพราะได้ประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลแล้ว ส่วนความเห็นของนายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพื่อไทย กลับออกมาตำหนิว่ารัฐบาลไม่ควรเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเห็นทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องความขัดแย้งของสมาชิกภายในพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น

                “ความสับสนที่เกิดขึ้นและเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมือง ถ้าจะเกิดขึ้นในอนาคตพรรคเพื่อไทยจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อพรรคเพื่อไทยกล้าประกาศเป็นนโยบายและแถลงต่อรัฐสภามาแล้ว ก็ควรที่จะปฏิบัติตามคำแถลง มิฉะนั้นจะถูกสังคมตำหนิและกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้พูดอย่างทำอย่าง ขาดความน่าเชื่อถือ เหมือนกับนโยบายเรื่องค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท เรื่องกองทุนหมู่บ้าน และเรื่องอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ประกาศแล้วไม่สามารรถปฏิบัติได้” นายเทพไท กล่าว


หนุน“ปธ.สภาฯ”จะเน้นปรับปรุง“กม.”ให้ทันสมัย

                นายเทพไทกล่าวถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ระบุว่าในสมัยประชุมนิติบัญญัตินี้ จะไม่เน้นเร่งออกกฎหมายในเชิงปริมาณ แต่จะเน้นปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อให้ทันสมัยว่า ข้อเท็จจริงสมัยการประชุมนี้เป็น การประชุมสมัยนิติบัญญัติ สภาผู้ฯก็ทำได้เฉพาะการพิจารณากฎหมายเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่ามีความต้องการเกี่ยวกับการออกกฎหมายอย่างไรบ้าง ถ้าจะพิจารณากฎหมายใหม่ๆ รัฐบาลก็เสนอร่างเข้ามาโดยมติครม. ถ้าจะยกเลิกกฎหมายเก่ารัฐบาลก็เสนอมา การจะเน้นปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยก็เป็นเรื่องของสมาชิกที่จะร่วมกันพิจารณา แต่โดยธรรมชาติของการพิจารณากฎหมายส่วนใหญ่เป็นร่างกฎหมายของรัฐบาบทั้งสิ้น สมาชิกพรรคการเมืองส่วนใหญ่ทำได้แค่เสนอร่างขึ้นประกบเท่านั้น

                “ดังนั้นถ้าประธานสภาฯ มีจุดยืนที่จะเน้นการทำงานออกกฎหมาย ในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณและจะเน้นปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ ก็เป็นเรื่องที่ดี พรรคฝ่ายค้านก็พร้อมสนับสนุน แต่พรรคฝ่ายค้านอยู่ในฐานะสมาขิกเสียงข้างน้อยก็ไม่มีผลต่อการขับเคลื่อนการออกกฎหมายเท่ากับสมาชิกฝ่ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นประธานสภาฯ ควรไปเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลและสมาชิกพรรคของตัวเองให้มีความรับผิดชอบต่อองค์ประชุมและบทบาทในการออกฎหมายให้มาก เพื่อที่จะให้มีผลงานเป็นไปตามเจตนารมย์ของประเทศสภาฯที่ประกาศไว้”นายเทพไท กล่าว

                ส่วนกรณีที่นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาฯคนที่ 1 เรียกร้องให้รัฐบาลเอาใจใส่งานสภา ฯนั้น  นายเทพไท กล่าวว่า  เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเพราะช่วงที่ผ่านมาตัวนายกฯ ไม่เคยให้ความสำคัญกับการประชุมสภาเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาตอบกระทู้ถามของสมาชิก ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ กำลังปฏิบัติตัวเหมือนยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นนายกฯ 6 ปี ไม่เคยมาตอบกระทู้ถามแม้แต่ครั้งเดียว ต่างกับยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาตอบกระทู้ถามด้วยตนเองทุกครั้ง เพราะฉะนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรให้ความสำคัญกับงานฝ่ายนิติบัญญัติ  ให้เท่าเทียมกับฝ่ายบริหารที่ตัวเองตำแหน่งตำแหน่งนายกฯอยู่ ถ้ายังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยดีจริงก็ควรจะทำหน้าที่ในฐานะนายกฯให้สมบูรณ์แบบ