ข่าว

'เจริญ'หนุนทำประชามติก่อนแก้รธน.50

'เจริญ'หนุนทำประชามติก่อนแก้รธน.50

01 ม.ค. 2555

รองประธานสภาฯ "เจริญ จรรย์โกมล" แนะทำประชามติก่อนแก้ รธน. 50 ชี้ต้องแยกแนวคิดแก้เพื่อ "ทักษิณ" ออกไป "คณิต" แนะ "บรรหาร" อ่านข้อเสนอแนะ คอป.ให้ชัดก่อนมาวิจารณ์ แก้ ม.112 “สมศักดิ์”เผยงานสภาปี55ไม่เน้นออกกฎหมาย

                  1ม.ค.2555 นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้วิธีการใด มากำหนดเป็นแม่แบบของการแก้ไข ซึ่งเท่าที่รับฟังจากหลายฝ่าย ยังคงเห็นแตกต่างกัน คือ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.), ทำประชามติจากประชาชน หรือสอบถามความเห็นว่าสมควรแก้ไขหรือไม่ ในเบื้องต้นนั้นตนอยากให้ฝ่ายที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุให้ชัดว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หรือเป็นอุปสรรคทางการเมืองหรือไม่

                 อย่างไรตามที่ยกตัวอย่างเรื่องมาตราที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง ว่าในหลายประเทศทั่วโลกไม่มีกฎ หรือระเบียบดังกล่าวกำหนด อีกทั้งพรรคการเมืองถือเป็นองค์กรไม่ใช่ตัวบุคคล ดังนั้นกรณีที่กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งทำผิดแล้วต้องไปยุบตัวองค์กร ผลทำให้พรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง เป็นส่วนที่ทำให้ระบบการเมืองมีปัญหา เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้เสนอต้องอธิบายความ รวมถึงมาตราที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ ที่เข้ามาครอบงำพรรคการเมือง และ ส.ส. ว่าตนเห็นด้วยที่ให้มีการปรับปรุง    

                 "ผมมองว่าการทำประชามติก่อนแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจจะทำให้กระบวนการล่าช้าไป และใช้จ่ายงบประมาณค่อนข้างมาก เพราะก่อนอื่นต้องทำประชามติว่าจะแก้หรือใม่ และหากแก้แล้วจะดำเนินการรูปแบบใด แก้ไขอะไร เนื่องจากในอดีตที่เราเคยทำมาเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ลงมติแค่ว่าเอาหรือไม่เอาเท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นว่าควรใช้ระบบตัวแทนผ่าน ส.ส.ร.มากกว่า อย่างไรก็ตามการที่พรรคเพื่อไทยบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นนโยบายพรรคแล้วเมื่อชนะการเลือกตั้งก็สามารถทำได้ทันที ก็ถือเป็นการหาเสียง และสามารถทำได้ตามกฎหมาย เพราะพรรคมีเสียงข้างมาก แต่เพื่อที่จะให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม การตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาเป็นตัวแทนก็ไม่เสียหายอะไร" นายเจริญ กล่าว   

                 นายเจริญ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่าประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นชนวนสร้างความแตกแยกของสังคม เพราะหากทุกฝ่ายยอมรับกติกาก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง แต่สิ่งที่โต้เถียงกันเป็นจำนวนมากขณะนี้คือ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าหากคนกลุ่มที่คิดเรื่องดังกล่าว ไม่สามารถแยกออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ อาจจะทำให้กลายเป็นแนวคิดที่ปฏิปักษ์ได้ ทั้งที่ความเป็นจริงควรยึดหลักการและเหตุผลเป็นหลัก


"คณิต"แนะ"บรรหาร"อ่านข้อเสนอแนะคอป.ให้ชัดก่อนมาวิจารณ์ แก้ ม.112 

                 นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาระบุ ไม่เห็นด้วยที่นายคณิต ณ นคร  เสนอนายกรัฐมนตรีปรับปรุงเนื้อหากฎหมายอาญา มาตรา 112 บางส่วนทั้งที่ส่วนตัวเห็นว่า ไม่ควรเข้าไปแตะต้องเลย คนที่พูดสติดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่าก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของท่านบรรหาร แต่ก่อนที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์อะไร ฝากให้ไปอ่านข้อเสนอแนะที่ผมมีไปถึงนายกรัฐมนตรี ควบคู่เสียก่อนแล้วค่อยออกมาวิจารณ์ ต้องไปอ่านศึกษาดู

                 ทั้งนี้นายคณิต ยืนยันอีกว่า ข้อเสนอแนะที่เสนอไปเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ที่ผ่านมาสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจำเห็นด้วยและดำเนินการหรือไม่ หากไม่เห็นด้วยรัฐบาลก็อาจจะไม่ทำตามก็ได้ เป็นเรื่องของรัฐบาล ส่วนใครจะคิดเห็นอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ที่จะกระทำได้ แต่ในความเห็นของ คอป.ได้ศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว เห็นว่าวิธีการนี้น่าจะเป็นการลดดีกรีความร้อนแรงทางการเมืองลงไปได้

                 "เราไม่ได้เสนอแนะไปตามความรู้สึก เราเสนอไปตามหลักวิชาการที่ได้มีการพิจารณาและศึกษามาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต้องไปอ่านข้อเสนอแนะที่แนบไปกับความเห็นสนับสนุนให้แก้กฎหมายอาญามาตรา 112 เสียก่อน แล้วจะเข้าใจ" นายคณิต กล่าว

                 อย่างไรก็ดี ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ยังกล่าวอีกว่า ความจริงเห็นเป็นเรื่องปกติที่ใครก็สามารถจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้สังคมเราทุกคนจะเห็นเหมือนกันหมดได้อย่างไร ก็ต้องมีข้อโต้แย้งและเห็นไม่เหมือนกันเป็นธรรมดา


"เจริญ"เล็งรื้อโครงการสะพานข้ามเจ้าพระยาไปสภาใหม่


                 นายเจริญในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเร่งรัดการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างภายหลังมีการเสนอจาก นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ใหม่ ว่า ขณะนี้ได้สั่งให้ระงับการดำเนินการในทุกขั้นตอน เพื่อรอให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางยุติเสียก่อน โดยตอนนี้ได้มีการตรวจแบบร่างเรียบร้อยแล้ว รอเพียงคณะกรรมการกำหนดราคากลางตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด คาดว่าปลายเดือน ม.ค.55 น่าจะเสร็จสิ้น หลังจากนั้นจะมาพิจารณาเรื่องการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง ที่จนถึงปัจจุบันหน่วยงานที่อยู่เดิมยังไม่ได้ย้ายออกทั้งหมด ทำให้ยังไม่สามารถรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมได้ อย่างไรก็ดีได้มีกำหนดระยะเวลาเป็นปฏิทินไว้อย่างชัดเจนแล้ว เพราะหากในพื้นที่ยังไม่สามารถส่งมอบได้ ก็ทำให้เริ่มประกวดราคาไม่ได้   

                 นายเจริญ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ยังมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง เช่น เรื่องของการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงเกียกกาย ซึ่ง กทม. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เบื้องต้นการก่อสร้างสะพานดังกล่าวล่าช้า เพราะปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งหลายฝ่ายให้ความเห็นว่าโครงสร้างสะพานบดบังทัศนียภาพของตัวอาคารรัฐสภาหลังใหม่ อย่างไรก็ตามการเดินหน้าโครงการดังกล่าวจะเดินหน้าหรือไม่ ต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบ เพราะไม่อยากให้ซ้ำรอยค่าโง่ทางด่วน


“สมศักดิ์”เผยงานสภาปี55ไม่เน้นออกกฎหมาย


              นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติตั้งแต่ปี 2555 ว่าจะไม่เน้นความสำคัญต่อการเร่งออกกฎหมายในเชิงปริมาณมากนัก แต่จะเน้นการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ทันกับสถานการณ์แทน เพราะในฐานะที่อยู่สภาฯมานานเห็นแต่การออกกฎหมายโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อออกไปแล้วมีผลบังคับแค่ไหน กฎหมายออกมาเยอะมากจนนักกฎหมายบางครั้งก็ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง และที่สำคัญบางฉบับมีความล้าสมัยมาก ทำให้แทนที่จะมีประโยชน์ต้องกลับกลายเป็นตัวถ่วงด้วยซ้ำไป ทางที่ดีควรหาทางกำจัดกฎหมายที่เป็นตัวถ่วงและปฎิบัติไม่ได้ดีกว่า เพราะการออกกฎหมายที่ผ่านมาเป็นลักษณะไม้จิ้มฟันยันเรือรบ อะไรต่อมิอะไรเยอะไปหมด จึงมองว่าผลงานสภาฯไม่ได้อยู่ด้วยการออกกฎหมายให้มาก แต่กลับมองว่ากฎหมายที่ออกมาจะต้องคำนึงถึงความจำเป็น อย่างไรก็ตาม กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสภาฯจะต้องเร่งดำเนินการให้ได้ตามรัฐธรรมนูญแน่นอน
   
             การแก้ไขปัญหานี้ได้ใช้อำนาจประธานสภาฯตั้งคณะกรรมการพิจารณาขึ้นมาที่มีนายประสพ บุษราคัม อดีตส.ส.อุดรธานี พรรคไทยรักไทย เป็นประธาน โดยมีหน้าตรวจสอบและทำรายงานเสนอมายังประธานสภาฯว่าควรดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอย่างไร คณะกรรมการชุดนี้จะไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการปฎิรูปกฎหมายของนายคณิต ณ นคร แน่นอน เพราะถือว่าเป็นคนละชุดทำงานกัน
   
             นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสภาฯทั้ง 35 คณะแล้ว เกี่ยวกับดูงานในต่างประเทศแล้วว่าขอให้เน้นเรื่องคุณภาพในการดูงานและต้องมีความเป็นรูปธรรม ต้องให้คุ้มกับภาษีของประชาชน และยังไม่มีแนวคิดว่าจะตัดงบประมาณแต่อย่างใด เพราะในฐานะประธานสภาฯยังคงให้ความสำคัญกับการงานด้านต่างประเทศอยู่ เพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต
   
             ทั้งนี้ได้เปิดยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ โดยตั้งคณะกรรมการด้านการต่างประเทศของประธานรัฐสภา ให้น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน