ข่าว

“เสนาะ"หนุนทำประชามติแก้รธน.เหล่าทัพถกรับชุมอาเซียน

“เสนาะ"หนุนทำประชามติแก้รธน.เหล่าทัพถกรับชุมอาเซียน

06 พ.ค. 2552

"ป๋าเหนาะ"หนุนทำประชามติ ชี้แก้รธน.ฉบับไหนดีก็ยึดเป็นหลัก ค้านปฎิรูปการเมืองบอกทำมาหลายครั้งบ้านเมืองไม่ได้อะไร ปชป.ปฏิเสธแก้มาตรา 237 แลกตั้งรัฐบาล เพื่อไทยยอมลดโควต้ากมธ. 1 คณะ แต่ยังขอยึดกมธ.คมนาคมเอาไว้ดูแลเอง กำนัน - ผญบ.ระส่ำ ร้อง มท.แก้กฎหมายขอสงว

(6พ.ค.)นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความเห็นของหลายฝ่ายที่เห็นว่าควรมีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรุ่งนี้ ( 7 พ.ค.)คณะกรรมการฯจะต้องคุยกันก่อน เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วกรรมการสมานฉันท์ในยามวิกฤติของบ้านเมือง ต้องสมานฉันท์ความแตกแยก ความแตกแยกตรงนี้จึงต้องไม่มองเฉพาะการเมือง เพราะการเมืองสร้างความแตกแยกให้ประชาชนทั้งประเทศให้แตกร้าวลึก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 ฉะนั้นการสมานฉันท์ต้องมองไปที่ประชาชนไม่ใช่มองนักการเมือง ส่วนการปฏิรูปการเมืองนั้น ไม่มีอะไรปฏิรูปอีกแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาบ้านเมืองปฏิรูปกันหลายครั้งแล้ว สิ่งสำคัญคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ร่างกันมา 18 ฉบับแล้ว ไม่มีอะไรจะเขียนอีกแล้ว เขียนดีแค่ไหนก็มีคนไปฉีก เพราะฉะนั้นเมื่อเราเข้ามาต้องยึดหลักของประชาธิปไตย ต้องมองว่าอะไรที่ดีที่เขียนไว้ในฉบับไหนก็ควรเอามาใส่เอามาไว้เป็นกติการของบ้านเมืองที่ถูกต้อง

 “ผมไม่ได้มองแค่นักการเมือง นักการเมืองติดยึดอยู่กับผลประโยชน์และการได้มาซึ่งอำนาจ เพราะฉะนั้นผมจะยืนอยู่ในจุดยืนของผมว่า การแก้ไขวิกฤติให้กับบ้านเมือง เพื่อสร้างความสมานฉันท์ คือ การสมานฉันท์ความแตกแยกของประชาชนทั้งประเทศ ความแตกร้าวที่เกิดจากการเมือง “ นายเสนาะ กล่าว

 ผู้สื่อข่าว ถามว่า จะนำผลารศึกษาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยหลายฝ่ายศึกษามาพิจารณาประกอบหรือไม่ นายเสนาะ กล่าว่า เอาแบบไทยไทยนี่แหล่ะ รัฐธรรมนูญฉบับไหนดี อะไรที่ดีเอาฉบับนั้นมาเป็นหลัก

 “รัฐธรรมนูญไม่มีอะไรจะเขียนอีกแล้ว เขียนกันมาหมดแล้ว ดังนั้นเมื่อบอกว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 ดี แล้วแต่มีปัญหาบางส่วน ดังนั้นประเด็นใดที่ไม่ดีก็เอาออกไป เพื่อไม่ให้เสียหน้าก็เอาสองฉบับ(รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนญพ.ศ. 2550 )มารวมกันแล้วแก้ซะ ” นายเสนาะ กล่าว

 เมื่อถามว่าความเห็นของกรรมการในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นว่าจะไม่เสนอประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้มีปัญหา นายเสนาะ กล่าวว่า การพิจารณรัฐธรรมนูญจะมองว่าแก้ประเด็นใดแล้วบางพรรคได้รับประโยชน์ แล้วบางพรรคเสียผลประโยชน์ไม่ได้ กติกานี้ใช้กับบ้านเมืองโดยรวม อะไรที่ถูกต้องหรือไม่ให้คุณให้โทษกับพรรคถือว่าเป็นกลางจริงๆ คือเป็นกติกา รัฐธรรมนูญต้องไม่ออกมาเพื่อประโยชน์ของพรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง คนที่ต้องได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญมากที่สุดคือคนไทยทั้ชาติและประเทศชาติบ้นเมือง รัฐธรรมนูญคือกติกาปกครองบ้านเมืองอะไรที่อยู่ในความถูกต้อง ทำให้เกิดคุณธรรม จริยธรรม จารีตประเพณี เอาอันน้นมาเป็นหลักปฏิรูปการเมือง
เมื่อถามว่า ควรต้องมีการทำประชามติประชาชนหรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า ถ้าประชามติก็ดี แต่การจะไปถามประชาชนจะต้องมีคำถามคือมีประเด็นที่จะเป็นคำถามไปให้ประชาชนตอบก่อน

ปชป.โต้เพื่อไทยปฏิเสธแก้ม.237แลกตั้งรบ.

 ที่รัฐสภา นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ โฆษกพรรค กล่าวถึงกรณีที่นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวหา พรรคประชาธิปัตย์ มีเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรคสอง เพื่อแลกกับการตั้งรัฐบาล ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นจริงทั้งก่อนและหลังจัดตั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์มีเงื่อนไขเดียว คือ เอาบ้านเมืองออกจากวิกฤต ไม่ดึงสถาบันลงมาสู่ความขัดแย้ง แก้วิกฤตเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาโดยประชาชนมีส่วนร่วม

 ขณะนี้บรรยากาศดีแล้วที่มีเวทีในสภาจากทุกฝ่ายได้พุดคุย ขออย่ามาสร้างความแตกแยก การต่อสู้บนถนนและใต้ดิน ประชาชนไม่เอาด้วยแล้ว แม้ตอนนี้มีหลายประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญเห็นต่าง โดยเฉพาะมาตรา 237 ว่า จะเอาผิดกรรมการบริหารทั้งหมด หรือเอาแค่หัวหน้าและเลขาพรรคแต่ให้เพิ่มโทษ แต่ก็ไม่มีธง เพราะต้องการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ต้องหาแก่นของปัญหาเช่น ธุรกิจการเมือง การซื้อเสียง และต้องเริ่มจากจุดที่สังคมเห็นพ้องเช่น การทำให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานเดียว การปกป้องสถาบัน ไม่ใช่เอาจุดที่นักการเมืองเห็นพ้อง เพราะจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างการเมืองภาคตัวแทนกับการเมืองภาคพลเมือง ส่วนทางออก ไม่ฟันธงว่าประชามติเสียงข้างมาก แล้วปัญหาจะหมด แต่ต้องแก้ปัญหาต่อเนื่องระยะยาวโดยยุทธศาสตร์การไตร่ตรองร่วมกัน

เพื่อไทยยอมลดโควต้ากมธ.1คณะ

 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการประชุมพรรคเพื่อไทยในช่วงเช้าวันนี้(6 เมย.) ได้มีการหารือกรณีการจัดสรรคณะกรรมาธิการใหม่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ยืนยันหลักการเดิม คือ ไม่ควรที่จะรื้อใหม่ทั้งหมด โดยในส่วนของเพื่อไทยที่เดิมมีอยู่ 14 คณะ ซึ่งเราจะเกลี่ยไปให้ 1 คณะ ให้กับพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ โดยในส่วนคณะกรรมาธิการคมนาคม ที่พรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคภูมิใจไทยอยากได้และขอมานั้น พรรคเพื่อไทยยืนยันในหลักการว่าเมื่อรัฐบาลมีรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงคมนาคมอยู่ ดังนั้นในฝ่ายตรวจสอบคือคณะกรรมาธิการควรจะเป็นของฝ่ายค้าน ดังนั้นคณะกรรมาธิการคมนาคมพรรคเพื่อไทยจะเป็นคนดูแลต่อไป โดยมีว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ สุนทรชัย เป็นประธาน และคณะกรรมาธิการชุดอื่นๆนั้น เราก็จะเสนอชื่อไปตามเดิม ส่วนคณะกรรมาธิการ 1 ชุด ที่เราจะเกลี่ยไปให้นั้น ต้องมีการประชุมกันอีกครั้ง

กำนัน-ผญบ.ระส่ำดิ้นขอแก้กม.กอดเก้าอี้ผู้นำรากหญ้า

คณะผู้แทนสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เกาะสมุย ผู้แทนชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งจังหวัดภูเก็ต และผู้แทนชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดเชียงใหม่ กว่า 30 คน มีนายเจริญ จันทรา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.เกาะสมุย นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเกาะสมุย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ช่วยผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอเกาะสมุย

 หนังสือระบุว่า ปัจจุบันเทศบาลเมืองเกาะสมุย ได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะจากเทศบาลตำบลเป็นเทศบาลเมือง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2551 ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดว่าเมื่อครบ 1 ปี ที่เทศบาลได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะจากเทศบาลตำบลเป็นเทศบาลเมือง ห้ามมิให้นำกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ในส่วนที่บัญญัติถึงการแต่งตั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และให้บุคคลที่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งและหน้าที่ ทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตกำนันในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยทุกตำแหน่งจะต้องหมดไปจากอำเภอเกาะสมุย

 ทั้งนี้กลุ่มกำนัน - ผู้ใหญ่บ้าน ขอให้กระทรวงมหาดไทยมีการพิจารณาเสนอขอแก้ไข มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล และให้แก้ไขโดยเร็ว เนื่องจากผลกระทบจากกฎหมายนี้นับวันจะแผ่กระจายไปทั่วภูมิภาค เพราะเทศบาลตำบลจะเปลี่ยนแปลงเป็นเทศบาลเมือง กระทำโดยกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น หากไม่แก้ไขเร่งด่วน โอกาสข้างหน้าพื้นที่ภูมิภาคที่ดูแล โดยนายอำเภอและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็จะน้อยลงทุกวัน เมื่อถึงวันนั้น คำว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คือ รากฐานของแผ่นดิน ก็จะไม่มีให้อ่านอีกต่อไป

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ได้เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ พ.ศ. 2547 และพ.ร.บ.เทศบาล 2496 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้คงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตกำนันเท่าที่มีอยู่ โดยไม่มีการยกเลิกตำแหน่งดังกล่าวอีกต่อไป เว้นแต่ท้องที่ใดหมดความจำเป็น หรือมีความเจริญสามารถจัดการดูแลและปฎิบัติหน้าที่แทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ได้เองแล้ว

 ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการกระจายอำนาจนำไปพิจารณา โดยในการประชุมของคณะกรรมการกระจายอำนาจเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เป็นประธาน ยังไม่มีการนำวาระการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับตามที่นายชวรัตน์ เสนอขึ้นมาเพื่อพิจารณา

“ประวิตร -ผบ.เหล่าทัพ”ถกแผนรับมือม็อบป่วนประชุมอาเซียน

 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและวางแผนการรักษาความปลอดภัยการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาและการประชุมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการวางแผนรักษาความปลอดภัยในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ จ.ภูเก็ตระหว่าง 13 -14 มิถุนายนนี้

 พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนว่า รายละเอียดกำลังประชุมกันอยู่ว่า จะกำหนดมาตรการอย่างไร ทั้งนี้กองทัพอยู่ในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ส่วนตำรวจยังคงมีหน้าที่ในการรับผิดชอบอยู่ ซึ่งในการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ตเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นการเตรียมการหามาตรการที่ดีในการจัดการประชุม เพราะประเด็นสำคัญคือพื้นที่ของ จ.ภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข้าราชการท้องถิ่น ประชาชน ภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม ถือว่ามีความจำเป็นหากเขามีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จะเกิดผลดี

 “การรักษาความปลอดภัยจะให้กองทัพภาคที่ 1 เป็นหลัก รวมถึงส่วนที่ใกล้เคียงกับภาคใต้ตอนบน เพราะกองทัพภาคที่ 1 มีเครื่องมือในการปราบจลาจล และยังมีประสบการณ์ในปฏิบัติต่อมวลชน ส่วนของกองทัพภาคที่ 4 ที่ติดอยู่กับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น กองพลทหารราบที่ 15 ซึ่งมีหลายกองพันในพื้นที่ภาคใต้ โดยจำนวนคนที่จะปฏิบัติการในครั้งนี้จะใช้ตามความจำเป็น เช่น หากกลุ่มผู้ชุมนุมมีมากก็จะต้องใช้คนมาก และเราอาจมีการเตรียมการก่อนการประชุม 1 สัปดาห์ หรือ 10 วัน ทั้งนี้หากเตรียมการก่อนหลายวันจะต้องใช้คนมาก เพื่อที่จะได้สับเปลี่ยนกัน เพราะหากทั้ง 15 วันใช้ชุดเดียวทั้งวันทั้งคืนคงไม่มีประสิทธิภาพแน่นอน ดังนั้นจะต้องดูให้มีความพอเพียงกับความจำเป็น” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

 เมื่อถามว่า กองทัพมั่นใจในการดูแลการประชุมไม่ให้เกิดเหมือนที่ จ.ชลบุรี พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในที่ประชุม เราได้ประชุมกับประเทศคู่เจรจาทั้งอาเซียน ซึ่งมีความมั่นใจว่าจะมีความสงบเรียบร้อย ถ้าหากว่าเราบอกว่า ไม่มั่นใจผู้นำประเทศต่าง ๆ คงจะไม่มาอย่างแน่นอน ขอยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องใช้คำว่า 100 % ซึ่งหน่วยรักษาความปลอดภัยของผู้นำประเทศต่าง ๆ จะสอบถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ที่เราได้มีการวางแผนกับทีมส่วนล่วงหน้าของผู้นำต่างประเทศแล้ว และได้มีการพูดคุยกับทางเราตลอด เพื่อดูมาตรการของเราว่าจะไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน

 เมื่อถามว่า ถือเป็นโอกาสที่ที่ประเทศไทยจะเรียกความเชื่อมั่น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในความคิดของตนถ้าไม่ทำ หรือทำไม่ได้ ตนคิดว่าประเทศไทยคงมีปัญหาในอนาคตอีกที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมต่าง ๆ ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น เป็นโอกาสที่จะใช้ศักยภาพของชาวภูเก็ตและคนไทยทั้งมวลที่จะต้องช่วยกัน รวมถึงทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ

 เมื่อถามว่า มีการวางมาตรการรองรับอย่างไรหากเกิดเหตุวุ่นวายในกรุงเทพ เพราะกำลังจากกรุงเทพฯจะต้องลงไปสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยที่จ.ภูเก็ต พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่กำลังพิจารณากันอยู่ว่า จะเอากำลังหน่วยไหนไปได้บ้าง แต่ถ้าต้องเอากำลังจากพื้นที่อื่นจะมีปัญหาเรื่องความชำนาญในการปฏิบัติงานรวมทั้งเครื่องมือ หากสุมมติว่า เราไปนำกำลังจากที่อื่นมา 10 กองพันจะมีปัญหาแน่นอนเพราะเราไม่มีเครื่องมือ และถ้าเราทำอย่างนั้น ตอนที่ส่วนล่วงหน้าของต่างประเทศมาดู แล้วถ้าเขาถามว่า ใช้เครื่องมืออะไร เราจะตอบอย่าไร ถ้าบอกว่า ใช้โล่ กระบอง รถฉัดน้ำ แต่ไม่มีใช้ก็คงไม่ได้ และจะทำให้มีปัญหา

 เมื่อถามว่า ในพื้นที่กรุงเทพ และ จ.ภูเก็ตมีการเตรียมกำลังพร้อมใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คงจะไปลองพิจารณา และต้องลองชั่งน้ำหนักในเรื่องของการนำกำลังเข้าไปใช้ เมื่อถามว่า ท่านเป็นผู้บัญชาการเองหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องเป็นกรอบใหญ่ของรมว.กลาโหม ส่วนองค์กรตัวนี้ รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรต้องพูดคุยกันอีกครั้ง แต่เหล่าทัพน่าจะอยู่ในระนาบเดียวกัน คือ บก เรือ อากาศ ตนคนเดียวคงไม่สามารถบังคับบัญชาทั้งหมดได้ แต่หากต้องมีคงเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

 “ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยผู้นำของประเทศต่างๆ เรามีการพูดคุยกันว่า คงต้องจัดชุดเฉพาะของแต่ละประเทศเพื่อดูแลความปลอดภัย เช่น ให้ตำรวจรับผิดชอบ 1 ประเทศ กองทัพบก 1 ประเทศ และกองทัพเรืออีก 1 ประเทศ ทั้งนี้ต้องดูในรายละเอียด และพูดคุยกันอีกครั้ง แต่แนวคิดคงเป็นแบบนี้ ส่วนการดูแลการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีนั้น ผมได้ให้แม่ทัพภาคที่ 4 ใช้อำนาจของกอ.รมน.ประสานในพื้นที่ เพื่อพุดคุยกับทางจังหวัด อบต. ชุมชน ซึ่งเขามีสิทธิ์ที่จะทำได้ในการหาข้อมูลให้กับภาคเอกชน ซึ่งจะนำรายละเอียดเหล่านั้นมาวางแผนอีกครั้ง”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

 เมื่อถามว่า ได้มีการหารือถึงการนำประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในพื้นที่ภูเก็ต ทาง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ต้องใช้พ.ร.บความมั่นคง คือ ไม่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแน่นอน เพราะหากใช้จะเกิดความก้ำกึ่ง และเกิดความไม่แน่ใจของคนที่มาประชุม ซึ่งพ.ร.บ.ความมั่นคงน่าจะอยู่ในดีกรีที่ใช้ได้ มีความเหมาะสม ไม่หนักเกินไป และมั่นใจว่า มีมาตรการพอที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งคงจะประกาศก่อนที่จะมีการประชุม 10 วัน ทั้งนี้หากทำแผนเสร็จจะเสนอขอไปทางรัฐบาล ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ