
'สัก'ติงตร.หลักฐานไม่ครบแต่ออกหมายจับ'ครรชิต'
'สัก' ติง ตร.หาหลักฐานหลังออกหมายจับ 'ครรชิต' ผิดหลักการและละเมิดสิทธิฯ - ชี้ ตร.ต้องรวบหลักฐานให้ครบก่อนออกหมายจับ -แนะควรดูรธน.50 ม.39 กับ ม.40
31 ธ.ค.54 นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความฯ กล่าวกรณีที่พล.ต.ต.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 ระบุนายครรชิต ทับสุวรรณ ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ต้องหาตามคดีหมายจับฆ่านายอุดร ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร ไม่ยอมส่งปืนให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดและความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา โดยการสอบสวนจะต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาด้วย ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวเช่นนั้น ตนมองว่าอยู่ที่พนักงานสอบสวนจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไร เพราะการสอบสวนต้องดำเนินการทั้งด้านการพิสูจน์ความผิดและด้านพิสูจน์ความบริสุทธิ์ โดยขณะนี้ยังไม่สามารถกล่าวโทษผู้ถูกกล่าวหาได้ ขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีทนายความของตนเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะให้ความเห็นเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อฝ่ายใด เรื่องดังกล่าวขึ้่นอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล และพนักงานสอบสวนก็ต้องรู้หน้าที่การสอบสวน ตามกรอบ ระเบียบการสอบสวน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย
“ เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ก่อน จนกระทั่งฟังได้ว่า น่าเชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริง แล้วรวบรวมพยานหลักฐานขอออกหมายจับ แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจหาหลักฐานหลังออกหมายจับ ก็จะเป็นการผิดหลักการ และเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แสดงว่าหลักฐานก่อนหน้านี้ไม่จริง และการที่ศาลยกคำร้องการขออนุมัติหมายค้นบ้านนายครรชิต ก็มองหลักการเดียวกันกับผม” นายสัก กล่าว
นายสัก กล่าวต่อว่า การสอบสวนต้องเป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยพนักงานสอบสวนต้องยึดหลักหมวด 3 เรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 เรื่องแนวนโยบายพื้นที่ฐานแห่งรัฐ ซึ่งต้องดูในมาตรา 39 ที่บัญญัติว่า บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทําการตามกฎหมายที่ใช้อยู่นั้น บัญญัติว่าเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้น จะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ และมาตรา 40 บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม



