ข่าว

ฝ่าม่านหมอกสู่แปลงเกษตรอินทรีย์

ฝ่าม่านหมอกสู่แปลงเกษตรอินทรีย์

31 ธ.ค. 2554

ฝ่าม่านหมอกสู่แปลงเกษตรอินทรีย์ สัมผัสวิถีชีวิต'ดาระอั้ง'ที่บ้านนอแล โดย...ดลมนัส กาเจ

                   ขบวนรถตู้ 4 คัน ที่ออกจากรีสอร์ทธรรมชาติในหุบเขาบนดอยอ่างขาง ฝ่าม่านหมอกผ่านสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ไปจอดในแปลงพืชของโครงการหลวงอ่างขาง เพื่อบันทึกภาพปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า หรือ "แม่คะนิ้ง" ที่ขาวโพลนกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ก่อนที่คณะของเราจะลัดเลาะตามเส้นทางอันคดโค้งมุ่งหน้าสู่แปลงเกษตรอินทรีย์ของชาวไทยภูเขาเผ่าดาระอั้ง หรือปะหล่อง ที่อาศัยตามรอยตะเข็บแนวชายแดนไทย-พม่า ที่บ้านนอแล ต.บ้านปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

                   สวนเกษตรอินทรีย์ของชาวดาระอั้งที่บ้านนอแลนั้น กินเนื้อที่กว่า 160 ไร่ เป็นพื้นที่โครงการหลวงอ่างขางที่จัดสรรให้ชาวไทยภูเขาเผ่าดาระอั้งทำสวนเกษตรอินทรีย์รายละ 1 ไร่ แต่ด้วยสภาพเป็นยอดดอย ทำพื้นที่ส่วนใหญ่ลาดชัน ทางโครงการจึงส่งเสริมให้จัดพื้นที่เป็นขั้นบันไดมาตั้งแต่ปี 2540 เน้นปลูกพืชผักโตเร็ว มีทั้งกะหล่ำปลี กะหล่ำปลีรูปหัวใจ ผักบุ้งจีน กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาวฮ่องเต้ ผักสลัดจำพวกเรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค เป็นต้น แต่ละปีเกษตรกรจะปลูกหมุนเวียนปีละถึง 4 ครั้ง หรือ 4 รุ่น

                   เดิมชาวดาระอั้งกลุ่มนี้อพยพจากพม่า มาอาศัยอยู่บนที่สูงตามแนวชายแดนไทย-พม่า และเข้ามาปักหลักฝั่งประเทศไทยในปี 2511 ชาวพม่าเรียกชาวดาระอั้งว่า ปะหล่อง หรือ ปะลวง (Palaung) เดิมมีอาชีพปลูกฝิ่นและปลูกข้าวโพดฝั่งประเทศพม่า กระทั่งราวปี 2530 ปี ทางโครงการหลวงอ่างขางส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาว จึงอพยพมาอยู่ฝั่งไทย และในปี 2540 มีจัดสรรพื้นที่แห่งนี้กว่า 160 ไร่ ส่งเสริมเกษตรกรชาวดาระอั้งที่บ้านนอแลปลูกพืชแบบขั้นบันไดรายละ 1 ไร่

                   รัฐกร จารุจิตร นักวิชาการงานส่งเสริมผักอินทรีย์ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง บอกว่า ชาวดาระอั้งที่ร่วมโครงการสวนเกษตรอินทรีย์มีทั้งหมด 160 ราย ในพื้นที่ของโครงการหลวงอ่างขาง เน้นเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่มีการใช้สารเคมี ทำให้ผลผลิตราคาดี ในแต่ละปีสามารถผลิตพืชผักอินทรีย์ได้ปีละ 200-300 ตัน ส่งขายให้โครงการหลวงทั้งหมด โดยทางโครงการทำเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า "โครงการหลวง" ส่งขายตามตลาดต่างๆ แต่ละปีมีเงินหมุนเวียนเข้าชุมชนชาวดาระอั้งบ้านนอแลปีละหลายล้านบาท ทำให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น

                   "เงื่อนไขของเรากำหนดว่า ผู้ที่ร่วมโครงการต้องไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง แต่เน้นปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และแต่ละรายต้องปลูกพืชผักในโรงเรือน หรือปลูกแบบกางมุ้ง รายหนึ่งต้องมี 1 โรงเรือน แต่กระนั้นก็ตาม ทุกวันนี้เกษตรกรปลูกพืชผักกางมุ้งในโรงเรือนมีเพียง 40% จึงส่งเสริมให้ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถป้องกันได้หลายอย่าง อาทิ ป้องกันแมลงศัตรูพืช ป้องกันน้ำฝนได้ด้วย" รัฐกร กล่าว

                   แต่เนื่องจากพื้นที่บนยอดดอยมีสภาพลาดชัน กรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์ปฏิบัติการโครงการหลวงอ่างขาง จึงให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวร่องแปลงผักด้วย เพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำฝน ที่อาจจะทำให้ที่เป็นขั้นบันไดพังทลายได้ ปรากฏว่า หลังจากเกษตรกรปลูกหญ้าแฝกสามารถแก้ปัญหาดินพังทลายได้เป็นอย่างดี

                   "ที่เราส่งเสริมสวนเกษตรอินทรีย์ เราส่งเสริมครบวงจร ทั้งจัดที่ให้ หากกรณีเกษตรกรยังไม่มีทุนที่จะสร้างโรงเรือน หรือลงทุนปลูกผักอินทรีย์ ทางโครงการหลวงก็ให้กู้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ผลผลิตทั้งหมดขายให้โครงการหลวง เท่ากับเราส่งเสริมด้านการตลาดด้วย แต่หลังจากนำผักไปขายแล้วก็จะหักทุนทีหลัง เพราะการสร้างโรงเรือนแต่ละโรงต้องใช้เงินกว่า 1 หมื่นบาท พื้นที่ 1 ไร่มีราว 11 โรงเรือน" รัฐกรกล่าว

                   ระ หมอกเงิน เกษตรกรชาวดาระอั้ง วัย 29 ปี จากบ้านนอแล ที่ร่วมโครงการปลูกผักอินทรีย์ บอกว่า เดิมปลูกข้าวฝั่งประเทศพม่าพื้นที่ 8 ไร่ แต่หลังจากโครงการหลวงอ่างขางจัดสรรพื้นที่ให้ชาวดาระอั้งทำกิน ด้วยการทำสวนเกษตรอินทรีย์รายละ 1 ไร่ จึงมาร่วมโครงการด้วยเมื่อ 6 ปีก่อน พบว่าการปลูกผักอินทรีย์ในพื้นที่ 1 ไร่มีรายได้ดีกว่าปลูกข้าวในพื้นที่ 8 ไร่ เพราะสามารถปลูกหมุนเวียนปีละถึง 4 ครั้ง มีรายได้เมื่อหักต้นทุนแล้วปีละ 7-8 หมื่นบาท สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะที่บ้านมีที่อีกต่างหากราว 3-4 ไร่ ปลูกพีช หรือท้อ บ๊วย และอโวคาโด ขณะที่ปลูกข้าวสามารถปลูกได้ปีละครั้งเท่านั้น

                   ด้าน ต๋อง ลายคำ สาวชาวดาระอั้ง วัย 24 ปี เป็นอีกคนที่ร่วมโครงการ บอกว่า สมัยพ่อมีอาชีพปลูกฝิ่น ข้าวโพด และปลูกข้าวฝั่งประเทศพม่า ต่อมาทางโครงการหลวงมาส่งเสริมให้ปลูกไม้ผลเมืองหนาว จึงเข้ามาปักหลักอยู่ฝั่งไทย ปลูกไม้ผลจำพวกอโวคาโด พีช บ๊วย ส่วนตนหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับในหมู่บ้าน (ป.6) ก็มาร่วมโครงการทำสวนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ของโครงการหลวงอ่างขางเมื่อปี 2546 ครั้งแรกใช้เงินลงทุนกว่า 1 หมื่นบาท ปลูกทั้งผักทั่วไป อาทิ กะหล่ำปลี ผักบุ้งจีน กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาวฮ่องเต้ และอีกส่วนเป็นผักสลัดจำพวกเรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค เป็นต้น โดยมีเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการโครงการหลวงอ่างขางมาแนะนำ ทั้งในการปรับสภาพดิน การอนุรักษ์ดินด้วยการปลูกหญ้าแฝก และการตรวจดิน ใส่ปุ๋ย เป็นต้น

                   "การปลูกพืชผักอินทรีย์มีรายได้เร็ว ปลูกเพียง 45 วันก็เก็บผลผลิตได้แล้ว จากนั้นปรับสภาพดิน ปลูกใหม่ หมุนเวียนกันปีละ 4 รุ่น มีรายได้รุ่นละ 2-3 หมื่นบาท แต่รายได้ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นว่าราคาดีหรือผลผลิตสมบูรณ์หรือไม่ บางปีราคาดีก็ได้เยอะหน่อย บางครั้งราคาไม่ค่อยดี อย่างกะหล่ำปลี กก.ละ 10-12 บาท ผักสลัดราคาแพงหน่อย แต่เฉลี่ยแล้วราคาตก กก.ละ 25 บาท เกษตรกรสามารถอยู่ได้ ไม่เดือดร้อน" ต๋อง กล่าว

                   ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวไทยภูเขาเผ่าดาระอั้ง บ้านนอแล ที่ทีมท่องโลกเกษตรไปสัมผัสท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บถึง 0 องศาเซลเซียส ในยามค่ำคืน เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว

...................................
(ฝ่าม่านหมอกสู่แปลงเกษตรอินทรีย์ สัมผัสวิถีชีวิต'ดาระอั้ง'ที่บ้านนอแล โดย...ดลมนัส  กาเจ)