
3มาตรการเร่งด่วนรับฝนปีหน้า
สัมภาษณ์พิเศษ : 'ปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา' ปธ.คณะอนุกรรมการด้านการวางแผน และกำหนดมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น (กยน.) : '3 มาตรการเร่งด่วนรับฝนปีหน้า' โดย 'เตชะวัฒน์ สุขรักษ์' สำนักข่าวเนชั่น
หลังมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ รัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ซึ่งกยน.ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการประธานคณะอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่มี นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นประธาน
หลายภาคส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ได้ให้ความสนใจที่คณะอนุกรรมการฯระยะสั้น เพราะอยากเห็นแผนงานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลในปี 2555 ให้มีความชัดเจนเพื่อนำไปประกบอการตัดสินใจการลงทุนต่อไปในประเทศไทย หลังที่หลายโรงงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วมในครั้งนี้
ล่าสุด ครม.ได้อนุมัติร่างแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนของ กยน. ซึ่งประกอบด้วยแผนดำเนินงานที่สำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ 1.แผนงานการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี 2.แผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้แล้ว 3.แผนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย 4.แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะที่ 5.แผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ และ 6.แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ
"ปิติพงษ์" ให้สัมภาษณ์พิเศษ...สำนักข่าวเนชั่น ถึงแนวทางและการวางแผนงานการบริหารจัดการน้ำ ในปี 2555 ซึ่งเน้นเรื่องการบริการจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำมากที่สุด
-การทำงานของคณะอนุกรรมการระยะสั้น มีปัญหาอย่างไรบ้าง
ตอนนี้ก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร โดยเราแบ่งงานเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรกที่ทำเรื่องของมาตรการแผนงานหลัก และอีกส่วนเป็นมาตรการแผนงานวิศวกรรมซึ่งได้มีการตั้งคณะทำงานเล็กๆขึ้นมา มีดร.ศรีสุข จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ดูแลอยู่ โดยกรอบใหญ่นี้เสร็จเกือบจะเรียบร้อย กำลังแก้ไขเรื่องถ้อยคำ ส่วนกรอบเล็กที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม ยังต้องใช้เวลาในการประเมินโครงการเล็กน้อย
-โครงการเกี่ยวกับวิศวกรรมมีลักษณะแบบไหน
ถ้าแยกคร่าวๆ จะมี 3 ประเภท คือประเภทแรกเป็นการปรับปรุงอาคารระบายน้ำทั้งหมด เรื่องของการซ่อมแซมก็เป็นเรื่องการซ่อมแซม รัฐบาลได้พิจารณาแล้ว แต่ปรับปรุงทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น สามารถระบายน้ำได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น บางอันเป็นอาคารที่สร้างเพื่อการให้น้ำ แต่การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อก่อนนึกถึงเรื่องส่งน้ำชลประทานเป็นหลัก จึงต้องมีการปรับปรุง ส่วนประเภทที่ 2 คือพวกคันดิน หรือคันกั้นน้ำที่ทรุดลงไปบ้าง ทำไม่เรียบร้อยบ้าง ก็ต้องมีการปรับปรุงกันมากพอสมควร และประเภทที่ 3 คูคลอง ต่างๆ ซึ่งอาจต้องขยาย หรือ ต้องทำให้มีประสิทธิภาพการระบายน้ำยิ่งขึ้น เช่น ขจัดสิ่งกีดขวางทั้งหลายรวมทั้งผักตบ ขยะ และพวกที่กีดขวางทั้งหลาย และประการสุดท้ายการจัดการเรื่องสูบน้ำ ของหน่วยงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องของวิศวกรรม
-งานวิศวกรรม ประตูระบายน้ำบางจุด บางจุด เช่นบางโฉมศรี ที่ประตูระบายน้ำพังลง บางจุดก็เป็นจุดให้น้ำมากกว่าระบายน้ำ จะซ่อมได้ทันหรือไม่
จะมีส่วนหนึ่งที่ดำเนินการซ่อมได้ คือคำว่าซ่อม ให้สามารถดำเนินการได้เหมือนเหมือนก่อนนี้ แต่ขณะเดียวกันที่ซ่อมก็ต้องพัฒนาปรับปรุงให้มันดำเนินการได้ด้วย เพราะฉะนั้นงานจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ทำในปี 2555 และเริ่มในปี 2555 แต่เสร็จในปี 2556 เพราะคณะที่ผมดูแลเป็นระยะสั้น ซึ่งคณะที่ดูแลจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเจ้าพระยา 2 หรือฟลัดเวย์ใหญ่ ที่ต้องมีการสำรวจออกแบบในระยะต่อไป ก็คาดว่างานส่วนใหญ่น่าจะเสร็จในปี 2555 แต่ส่วนหนึ่งใช้เวลาปีกว่าก็คงต้องข้ามไป
-ที่วางแผนเสร็จปี 2555 เพื่อให้ทันฤดูฝนหน้า จะทันหรือไม่
ใช่ครับ ที่กำหนดไว้ในปี 2555 ถ้าออกงบประมาณได้ภายในเดือนมกราคม ก็น่าจะทัน
-การทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ระยะสั้นที่ดูแล วางกรอบอย่างไร ถึงได้มีแผนงานรวดเร็ว จนเสร็จออกมาแล้ว
กรอบหลักๆ แนวคิดของเรา ทำกันง่ายๆ คือว่า อันที่หนึ่ง สมมุติว่ามีน้ำฝน ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันจะตก นอกจากหมอดู และนักวิทยาศาสตร์บางท่าน ที่บอกจะตกมาก แต่ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2554 มีคนบอกว่าจะแล้ง ส่วนใหญ่จะบอกว่าแล้ง มีนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่บอกว่าฝนจะตก ก็เลยตกลงต้องฟังพวกนั้น แต่ว่าสิ่งที่เราคิดก็คือว่ากลุ่มแรก ถ้าฝนตกเท่ากับปีที่แล้วจะทำยังไง หลักก็คือมีการบริหารน้ำจากเขื่อนมา มีการทอนน้ำเข้าไปในทุ่งต่างๆ ที่เป็นแก้มลิงอยู่แล้ว เมื่อมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาก็จะมีการดูแลน้ำให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นตามแผนที่เรากำหนดไว้ อันนั้นก็เป็นส่วนที่ต้องดูตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วพอมาถึงกรุงเทพมหานครกับพื้นที่ข้างๆ ก็จะมีโครงการต่างๆ รองรับให้น้ำไหลเร็วออกไปเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ อันนั้นเป็นส่วนงานวิศวกรรม ซึ่งในความคิดผมไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เพราะเป็นเรื่องที่มนุษย์ทำได้ มันอยู่ที่วิธีการบริหารงบประมาณ
ส่วนที่ 2 เป็นแนวคิดเราที่เห็นว่าการปรับปรุงข้อมูลและการเตือนภัยเป็นจุดที่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นในแผนของเรา จะมีเรื่องเน้นการจัดการข้อมูล ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 คือข้อมูลพื้นฐาน ทางด้านระดับพื้นที่ หรือเรื่องขีดความสามารถของอาคารต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเราทำว่าผมเข้าว่าเกือบ 10 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงมีเยอะ มีนิคมอุตสาหกรรม มีคนไปอยู่ในคลอง มีทางที่ไปบล็อคน้ำต่างๆ ซึ่งอันนี้ต้องใช้ข้อมูลใหม่ ต้องมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจสอบข้อมูล ส่วนที่ 2 กระบวนการในการพยากรณ์ว่าน้ำไปที่ไหนเมื่อไหร่ จะเห็นได้ว่าอุทกภัยครั้งนี้ น้ำไม่ไปในที่ที่คิดว่ามันจะไป พระราม 2 นี้เป็นเรื่องใหญ่เลย ขนของกันใหญ่ เหมือนพื้นที่สมุทรปราการน้ำก็ไม่ไป ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ หลายเหตุผล ตรงนี้การพยากรณ์ลักษณะนี้ทำให้เกิดความโกลาหล ที่ที่ไม่ได้บอกว่ามันจะไป มันก็ไป เพราะฉะนั้นการพยากรณ์ในส่วนนี้คงต้องปรับปรุงโดยเร็ว ต้องให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วย แล้วก็เริ่มทันทีโดยเร็ว
ส่วนที่ 3 ส่วนที่มีการเตือนภัย ผมคิดว่ามันไม่ค่อยเตือนเท่าไหร่ หรือถ้าเตือนก็เตือนแบบกว้างๆ จะไม่รู้ว่าน้ำจะไปทางไหนจริงๆ แล้วจะท่วมแค่ไหน เช่นบอกว่าท่วม 2 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ก็ไม่มีใครรู้ว่าในที่สุดบ้านเราจะท่วมเท่าไหร่ ชาวบ้านไม่เข้าใจ ผมเองก็ยังไม่เข้าใจ เพราะผมไม่สามารถวัดระดับน้ำทะเลปานกลางได้ ผมไม่รู้ว่าที่ดินสูงต่ำแค่ไหน ระบบพวกนี้ต้องปรับทั้งหมด สิ่งสุดท้ายที่คณะกรรมการฯจะเสนอให้รัฐบาลทำก็คือ มีแผนเผชิญเหตุในพื้นที่สุ่มเสี่ยง เช่น จ.ปทุมธานี ใกล้กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกบางส่วน จริงๆแล้วหน่วยงานที่ปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤติเท่าที่เราเห้นในขณะนี้คือ ทหาร ทางฝ่ายพลเรือน แผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของเราอ่อนแอ
ผมคิดว่าเราต้องทำแผนป้องกันภัยทางฝ่ายพลเรือน ว่า 1 .เครื่องมืออยู่ที่ไหน เวลาเอามาใช้ทำยังไง 2.พื้นที่ที่ต้องถูกน้ำท่วมบ้านในอนาคต ทางออก ทางเข้าของชาวบ้านเป็นยังไง ที่ไปอยู่ทำยังไง 3.การนำพวกปัจจัยไปสู่เขาจะทำยังไง ไม่ใช่ทำแบบที่เป็นมาอยู่ในปัจจุบัน และ4.ปัญหาความขัดแย้งต่อชุมชนระหว่างชุมชน ซึ่งเป็น 4 เรื่องในกรอบที่ 2 คือปัญหาด้านเตือนภัยที่เสนอให้รัฐบาลทำ สำหรับกรอบที่ 3 เราเสนอรัฐบาลคงเป็นกรอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการในระยะเวลาที่มีปัญหา ซึ่งตรงนี้ยังเป็นที่พูดจากันอยู่ต้องทำยังไง เพราะมีปัญหา 3 อย่าง อย่างที่ เราคงบริหารจัดการน้ำโดยใช้เขตการปกครองไม่ได้อีกต่อไป เช่นระหว่างกรุงเทพมหานครกับปทุมธานี เพราะน้ำไม่รู้ว่าจะไปไหน น้ำไม่ได้สนใจเขตบริหารอยู่ตรงไหน อันที่ 3 เราคงไม่สามารถที่จะไม่จัดการคู คลอง หรือทรัพย์สินต่างๆ ด้วยวิธีการแบ่งภารกิจ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น เห็นได้ว่าขณะนี้ สมมุติคลองชลประทานมี 3 ประเภท โดยประเภทแรกที่กรมชลประทานดูแลเอง ประเภทที่ 2 เป็นการถ่ายโอนไปไปเป็นภารกิจของท้องถิ่น และประเภทที่ 3 คือประเภทที่เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว โดยมีท้องถิ่นดูแล ลองจินตนาการดูว่าน้ำสนใจหรือไม่พื้นที่ไหนใครดูแล แต่เวลาจัดสรรงบประมาณการสั่งการ อันที่ 3 ในกลุ่มบริหารจัดการ คือว่าเวลามีวิกฤติตกลงใครมีอำนาจสั่งกันแน่ ซึ่งจะเหมือนงานวิศวกรรมหรืองานเตือนภัย คงต้องใช้เวลา ว่าเวลาเกิดปัญหาจะทำอย่างไร
-อำนาจที่บอกจะมีลักษณะเป็นหน่วยงานที่ดูแลหรือไม่
คือทุกคนบอกว่า ควรจะมีการดูแลแบบเบ็ดเสร็จเวลามีปัญหา แต่ว่ามันไม่รู้จะทำยังไง อย่างศปภ. มีปัญหาในทางบริหาร จะแก้ไขยังไง
-แสดงว่าที่ผ่านมาศปภ.ไม่เด็ดขาดพอในการแก้ไขปัญหา
เรื่องไม่เด็ดขาดคงไม่ใช่เพราะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ต้องปรับปรุงให่มีประสิทธิภาพให่มากขึ้น แต่ว่าทางฝ่ายการเมืองจะเอายังไง ก็ต้องมาคุยกับทางกรรมการขณะที่กรรมการก็ไม่ได้มองภาพในทางการเมือง เพราะกรรมการมองภาพของการบริหารจัดการให้มันเกิดประสิทธิภาพให้ได้ แต่ทีนี้การสั่งการในทางการเมืองก็ดี การสั่งการในทางกฎหมายก็ดี ต้องอาศัย 2 คนนี้ช่วยกันคือกฎหมายก็ต้องมีการปรับปรุง การเมืองก็จะต้องทำยังไงก็ได้ให้เอื้อกฎหมาย โดยสั่งคนเดียว หรือสองคน หรือกลุ่มบุคคลที่สั่ง ผ่านกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีพรรคการเมืองดูแลเยอะแยะ
-กฎหมายใดที่ควรปรับปรุง
เท่าที่ผมเห็นคือ 1.ระเบียบบริหารแผ่นดิน และ2.พระราชกฤษฎีกาถ่ายโอนภารกิจของส่วนราชการ ผมไม่ได้บอกให้เอาคืน แต่กำลังบอกว่าถ้ามีวิกฤติทำยังไงให้มีการสั่งการอย่างเป็นเอกภาพได้ ไม่ใช่การสั่งคนเดียวนะ สั่งการอย่างมีเอกภาพ เพราะคนๆ เดียวไม่สามารถสั่งการอะไรได้ แต่ต้องมีกลไกที่ให้เกิดการสั่งการได้มีประสิทธิภาพทั้งในแง่งานด้านวิศวกรรม เปิด-ปิดประตูระบายน้ำทั้งหลาย ทั้งในแง่งานข้อมูล คือการเตือนภัย ทั้งในแง่งานการป้องกันปัญหาไม่ให้ชุมชนมีปัญหาซึ่งกันและกัน และไม่ให้ชุมชนใดชุมชนหนึ่งต้องรับภาระมากจนเกินไป คล้ายๆ ONE-STOP SERVICE แต่จะ ONE-STOP SERVICE ได้แค่ไหนก็ต้องดูข้อกฎหมายทำได้แค่ไหน
-แต่ละมาตรการที่คณะอนุกรรมการฯ ออกมาแล้วจะเน้นย้ำจุดไหนเป็นพิเศษ
ทั้งหมด ผมคิดว่า 1.ถ้าบริหารจัดการดี น้ำจะท่วมก็จะท่วมแบบแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน 2.ถ้าท่วมก็จะไม่ท่วมมาก 3.น้ำจะไปเร็วขึ้น อันนี้เป็นเรื่องบริหารจัดการ ในเรื่องน้ำต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือน้ำที่มาจากฟ้า ซึ่งผมก็ไม่ทราบจะต้องทำยังไง และอีกส่วนก็คือการบริหารจัดการ ส่วนการบริหารจัดการของเรา ผมไม่อยากใช้คำโต ว่าบูรณาการ แต่ว่ามีการจัดการด้านวิศวกรรมได้ถูกต้องอย่างเต็มที่ มีการจัดการด้านเตือนภัยให้ถูกต้อง มีการสั่งการในภาวะวิกฤติให้เหมาะสม ผมว่าปัญหาก็กระทบ วงนอก ผมไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่มีปัญหาเลย แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราบริหารจัดการทั้ง 3 เรื่องให้เหมาะสม ผมว่าจะบรรเทาปัญหาได้เยอะ
-หลายคนทักท้วงว่าที่ผ่านมาการเตือนภัยมีปัญหา เกิดจากอะไรหรือหน่วยงานไหน
ครับ ยังมีอยู่ แต่เราคงไม่เน้นไปที่ใคร แต่ว่าข้อมูลแย่ ซึ่งเมื่อข้อมูลแย่ การพยากรณ์ก็แย่ เมื่อการพยากรณ์แย่ การแจ้งเตือนก็แย่ มันเป็นกลุ่มที่ 2 ที่ผมบอก
-ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร การแก้ไขปัญหา จะทำอย่างไร
กทม.จะเน้น 2 เรื่อง อันที่หนึ่งคือการสร้างคันกั้นน้ำในแง่วิศวกรรมนะ เน้นคันกั้นน้ำให้มีประสิทธิภาพ อันที่ 2 การปั๊มน้ำออก รวมถึงการเอาน้ำไปที่ปั๊มน้ำ ซึ่งกำหนดจุดไว้แล้ว เช่นบึงมักกะสัน บึงพระราม 9 ฝั่งตะวันออกก็แถวสมุทรปราการ คลองด่าน ฝั่งตะวันตกก็เป็นการเร่งจะปั๊มน้ำลงแม่น้ำทั้งสอง ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทางฝั่งตะวันตกจะยากนิดหน่อย เพราะไม่มีโครงสร้างเดิมไว้เลย เพราะฉะนั้นการที่ชุมชนจะช่วยกันทอนน้ำออกไปคงจะต้องมีความสำคัญ ซึ่งปั๊มน้ำที่ทางกทม.กับกรมชลประทานได้ขอมาก็จะเป็นปั๊มน้ำแบบโมบาย ที่เคลื่อนที่ได้เลย เพื่อทอนน้ำให้เร็วที่สุด
-มีหลายคนพูดว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่มีการนำน้ำไปทางฝั่งตะวันออก แต่กลับนำไปออกทางฝั่งตะวันตก
ก็คงจะจริงนะ ผมก็ยังถามอยู่ทุกวันนี้ว่าทำไมน้ำถึงไม่ไปทางฝั่งตะวันออก แต่ว่าอันนั้นเป็นเหตุผลที่ผ่านมาแล้ว ผมก็มีหน้าที่ทำอย่างไรให้มันไป(หัวเราะ)
-เรื่องนี้เกิดจากอะไร
เราคิดว่าคงมีหลายประเด็น ประเด็นเรื่องทางวิศวกรรม ประเด็นในแง่การกำหนดพื้นที่ลำดับความสำคัญ เราคงไม่สามารถไปดูได้ แต่สิ่งที่เราพยายามจะทำก็คือทำน้ำให้ออกทางฝั่งตะวันออกให้เร็วที่สุด
-เกรงว่าน้ำอาจจะล้นฝั่งตะวันออกซึ่งมีทั้งนิคมบางชัน นิคมลาดกระบัง อาจจะได้รับผลกระทบ หากเกิดความผิดพลาด
คือที่จริงแล้วส่วนราชการ กับนิคมอุตสาหกรรม และชาวบ้าน กำลังจะทำสิ่งหนึ่ง ก็คือยกระดับการป้องกันตัวเองขึ้นมา ซึ่งอันนี้จะเป็นประเด็นในทางผังเมือง สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าในทางวิศวกรรมจะทำได้ในขณะนี้ก็คือว่าอาจจะต้องปรับปรุงระดับของถนนให้สามารถช่วยทำให้น้ำมันไปทางด้านใต้ให้เร็วที่สุด แต่ในทางกฎหมาย รัฐบาลหรือ องค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกทม. อำเภอ จังหวัดต่างๆ คงต้องไปดูว่าการออกเทศบัญญัติ หรือว่าการออกข้อบัญญัติจังหวัด เพื่อทำให้ระดับของการถมดินจะต้องอยู่ ในระดับที่พอควร เป็นเรื่องที่จะต้องทำต่อไป
-ที่ผ่านมาการผังเมือง เป็นปัญหาใช่หรือไม่
ผมอาจจะไม่พูดว่ามันมีปัญหา อาจจะพูดว่าคงต้องมีการปรับปรุง 2 อย่าง คือการผังเมืองกับการบังคับใช้กฎหมาย (หัวเราะ)
-ตั้งแต่ต้นน้ำลงมาจนถึงจ.พระนครศรีอยุธยาจนถึงกทม. ที่มีหลายนิคมอุตสาหกรรม ที่ขวางทางน้ำ ตรงนี้จะทำอย่างไร
ใช่ครับ อันนั้นคงเป็นสาเหตุการบังคับใช้ ผมคงจะไม่ก้าวล่วงเรื่องตัวกฎหมายนะ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ พูดกันเยอะแยะ ต้องใช้เวลาอีกนาน สิ่งที่ผมกำลังจะบอกเดี๋ยวนี้ ในเวลาอันใกล้ต้องทำ 2-3 อย่างที่ผมบอก ก็คงจะลดปัญหาลงไปได้ในระดับหนึ่ง
-ได้พูดคุยกับ คณะอนุกรรมการฯ ระยะยาว ที่มีนายกิจจา ผลภาษี เป็นประธานหรือไม่
เราคุยกันทุกวัน ก็ต้องไปถามเขา เพราะท่านกิจจา จะวางพื้นฐานหลักไว้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ท้ายน้ำ และโครงสร้างหลักที่ต้องทำเพิ่มเติ่ม เช่น เราต้องตัดสินสักทีว่าเจ้าพระยา 2 หรือการระบายน้ำทางฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออก เป็นฟลัดเวย์ จะต้องมีคุณลักษณะพิเศษคือทำให้น้ำไปได้เร็วและใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ด้วยจะทำหรือไม่ อย่างไร เพราะเป็นการลงทุนที่สูง แล้วก็ต้องออกพระราชบัญญัติเวนคืน เป็นต้น ส่วนต่างๆ ที่กำหนดไว้จะทำหรือไม่ พื้นที่ทิ้งน้ำไม่ว่าจะเป็น บึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ บึงอะไรหรือพื้นที่น้ำท่วมตลอดชาติจะจัดการอย่างไร จะมีการปรับปรุงยังไง หรือไม่ (หัวเราะ) บึงบอระเพ็ดตอนผมเด็กอันเท่าช้าง เดี๋ยวนี้อันหนู ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าเราไม่ประสบน้ำท่วมมาเป็น 10 ปีแล้ว เรื่องทรัพย์สินต่างๆ ของหลวง ผมก็ได้พยายามต่อสู้มาตลอดก็ไม่รู้จะต่อสู้อย่างไร เพราะว่ามีการบุกรุก มีการออกเอกสารเยอะแยะไปหมด เป็นปัญหาระยะยาว ผมไม่อยากจะพูด เพราะเป็นปัญหามานาน และจะเป็นปัญหาต่อไป ถ้าไม่แก้ตั้งแต่วันนี้
-คณะอนุกรรมการฯทั้งระยะสั้นกับระยะยาวจะทำอย่างไรให้งานสอดคล้องกัน
ก็กำลังคุยกันอยู่ จริงๆแล้วงานด้านนี้สอดคล้องกันอยู่โดยธรรมชาติของมัน เพียงแต่ว่าท่านกิจจา เลือกเอาโครงการหลักๆ 4-5 โครงการมาดูว่าจะทำยังไง โดยเฉพาะทางระบาย ที่กักเก็บน้ำ และเรื่องพื้นที่ที่เป้นแก้มลิง หลักๆ ใหญ่ๆ ในทางวิศวกรรมก็จะมีเรื่องแบบนี้ ส่วนระยะยาวก็จะมีปัญหาเรื่องกฎหมาย องค์กร และกลไกต่างๆ
-เรื่องทำฟลัดเวย์ระบายน้ำ ซึ่งนายรอยล จิตรดอน ก็เสนอให้ฟื้นฟูคู คลอง เดิมที่มีอยู่แล้ว
อันนี้เป็นงานระยะสั้นทำอยู่แล้ว แต่ฟลัดเวย์ใหญ่ๆ ต้องเวนคืน ซึ่งอยู่โซนไหนเท่าที่รู้ก็มีการเสนอให้มีการขุดคลองเพื่อลัดแม่น้ำเจ้าพระยาให้ออกทั้งทางตะวันออก ตะวันตก ก็ต้องไปถามท่านกิจจา ว่าทำอย่างไร
-วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยเสนอทำอุโมงค์ยักษณ์ระบายน้ำ
ผมไม่เห็นยังไง เพราะต้องไปถามท่านกิจจา เพราะเป้นงานด้านวิศวกรรมโดยเฉพาะ ผมไม่ได้เป็น Engineer (วิศวกร) ผมดูทางด้านการบริหารจัดการเป็นหลัก
-น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ แสดงว่าศักยภาพการระบายน้ำของไทย มีปัญหาหรือไม่
มีแน่นอน แต่ว่าผมเชื่อว่าอาจจะเป็น 20 กว่าเปอร์เซ็น เป็นเรื่องการบริหารจัดการ
-มีเรื่องการเมือง เกี่ยวข้องการบริหารจัดการหรือไม่
ผมไม่ทราบ ไม่ใช่หน้าที่ของผม หน้าที่ของผมทำยังไงให้มีโปรแกรมบริหารจัดการได้ดีที่สุด
-ที่พูดมาเน้นการบริหารจัดการให้ดี แต่ที่ผ่านมาในบางพื้นที่มีเรื่องการเมือง
ผมก็ได้ยินว่าอย่างนั้นนะ แต่ผมไม่เคยเข้าไปสัมผัสในส่วนนี้ คือผมยึดหลักพระพุทธเจ้าคือสิ่งที่เกิดแล้วก็เกิดไป ก็เรียนรู้จากมันว่าเป็นอย่างนี้ แล้วก็คืดต่อว่าควรทำอย่างไร ผมไม่เคยขุดข้นเบื้องลึกว่าเป็นยังไง
-หนักใจหรือไม่กับงานนี้
ทุกคนต้องหนักใจ คนทั้งชาติต้องหนักใจ ไม่ใช่ผมคนเดียว แล้วถ้าคนทั้งชาติไม่ร่วมมือกันผมว่ามันก็เหนื่อย
-ประสบการณ์ที่เคยเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงทรัพยากรฯ ได้นำมาประยุกต์ใช้อย่างไรบ้าง
คือผมคิดว่าจะทำอะไรก็ตามต้องให้ชาวบ้านรู้ตั้งแต่แรก อย่าไปตัดสินใจเองอย่างเดียว โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิของประชาชน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผมว่าเราควรต้องให้เขารู้ตั้งแต่แรกว่าเราจะทำอย่างไร คือแผนบริการจัดการทั้งหมดเมื่อเสนอ กยน.แล้ว ก็ควรให้ประชาชนรู้ว่าจะทำอย่างไร ประชาชนจะมีคอมเม้นท์ว่ามาก็ต้องปรับปรุง
-มีการกำหนดพื้นที่รับน้ำ มีมาตรการเยียวยา เบื้องต้นได้หารือในพื้นที่หรือยัง
จริงๆ ข้อมูลมีหมดอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่อาจจะต้องมอบให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดูเพราะทำเรื่องชดเชยตลอดเวลา คือการเยียวยามี 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการชดเชย ซึ่งระยะยาวผมว่ามันไม่ค่อยได้เรื่อง ผมคิดว่าการเยียวยาจริงๆ คือจะทำยังไงในพื้นที่ที่มันมีโอกาสน้ำท่วมใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดมากกว่า
-เคยเห็นเสนอพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์กร ที่มาดูแลเรื่องการบริหารน้ำโดยเฉพาะ
ผมยังไม่เคยเสนอการออกพระราชกฤษฎีกาเลย ไม่ทราบใครเสนอ เพียงแต่ใช้ว่าในช่วงระยะเวลาวิกฤติควรมีองค์กรดูแลเป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่บอกรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมีหลายความคิดให้เพื่อนๆ ผม เพราะไม่มีหน่วยงาน ไม่มีลูกน้อง ผมเป็น Stand Alone ให้ลูกน้องเก่าๆ ที่ยังรักผมอยู่ไปดูข้อกฎหมายว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุด
-องค์กรที่ตั้งขึ้นมา อาจจะมีลักษณะคล้ายกรมการข้าว แต่มาบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะ ได้หรือไม่
ก็อาจจะได้ แต่มันจะแก้ไขปัญหาการบริหารขัดการหรือไม่ผมไม่แน่ใจ คือคอนเซ็ปมี 2-3 คอนเซ็ปคือ 1.ไปเอามันมารวมๆ กัน 2.คอนเซ็ปที่จะตั้งเป็นซุปเปอร์บอร์ดหรือองค์กรซุปเปอร์เพื่อดูแลเรื่องพวกนี้ แต่ผมยังไม่คิดไกลถึงพวกนั้น ผมคิดว่าปีหน้าจะมีกลไกอะไรบริหารงานที่ผมเสนอไป 2-3 อันให้มีประสิทธิภาพ เอาแค่นี้ ผมไม่ได้คิดไกลไปขนาดนั้น ผมยังคิดไม่ถึงยังโง่ ยังคิดไม่ออก
-สรุปแล้วมั่นใจหรือไม่ฝนหน้าจะเอาอยู่
คือความมั่นใจความมั่นใจในเชิงเทคนิค ผมมี แต่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็อยู่ที่รัฐบาลกับชาวไทยทั้งหลายที่จะร่วมกันฝ่าฟันวิกฤติของเราไปได้ ผมมีหน้าที่เสนอแผนการที่ดีที่สุด บริหารดี การจัดการดีก็ช่วยได้เยอะ แต่ถ้าแผนการที่ดีที่สุด แต่การบริหารจัดการไม่ดี ก็ช่วยได้น้อย(หัวเราะ) ก็พูดได้แค่นี้ ผมไม่ใช่ข้าราชการ เพราะเกษียณมา 5 ปีแล้วและออกจากกระทรวงเกษตรฯมา 9 ปีแล้ว ไม่มีลูกน้อง ไม่มีสำนักงาน ไม่มีอะไรสักอย่าง ผมก็ทำในสิ่งที่ทำได้ ก็ต้องเสนอ กยน. ถ้ารัฐบาลเห็นด้วย ยอมลงทุน จัดการบริหารใหม่ พูดจากันระหว่างพรรคการเมืองให้รู้เรื่อง พูดกับประชาชนให้รู้เรื่อง ผมว่าช่วยได้เยอะ
.....................
(หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ : 'ปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา' ปธ.คณะอนุกรรมการด้านการวางแผน และกำหนดมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น (กยน.) : '3 มาตรการเร่งด่วนรับฝนปีหน้า' โดย 'เตชะวัฒน์ สุขรักษ์' สำนักข่าวเนชั่น)



