
ฟื้นเชื่อมั่นศก.โจทย์ใหญ่รัฐบาล'ปู'
รายงานพิเศษ : 'ฟื้นเชื่อมั่น-บริหารจัดการ โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปีมังกร' โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
ผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงของประเทศนั้นมีหลายมิติ แต่ที่กล่าวถึงกันมากคือ ผลกระทบต่อ "ภาคอุตสาหกรรม" ที่ได้สร้างความเสียหายด้านทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล และอาจลุกลามไปถึงการสูญเสียด้านความเชื่อมั่นการลงทุน เหตุเพราะความผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ล้มเหลว การจะฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้ จึงขึ้นอยู่กับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งคลอดแผนดังกล่าวออกมา พร้อมเดินหน้าการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความชัดเจนและดึงความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น
เร่งแผนฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่น
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำในขณะนี้คือ การจัดทำแผนฟื้นฟูประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งต่างชาติและในประเทศ เพราะหากเกิดการย้ายฐานการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะมีผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีภายในประเทศ แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะชื่นชอบประเทศไทย แต่ความชอบอย่างเดียวในเวลานี้คงไม่เพียงพอ ที่สำคัญรัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้กลับคืนมา ด้วยการมีแผนจัดการน้ำที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และสามารถปฏิบัติได้จริง
"ขณะนี้เอกชนอยากเห็นว่ารัฐบาลจะมีแผนในการจัดการน้ำอย่างไร ซึ่งบริษัทประกันก็รอความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะตราบใดที่ยังไม่ชัดเจน เรื่องการประกันความเสี่ยงทางธุรกิจก็ต้องชะลอออกไปเช่นกัน ทั้งยังพบมีปัญหาที่ระบบการทำงานซ้ำซ้อนด้วยส่วนหนึ่ง เช่น การมีคณะกรรมการหลายชุด เมื่อสรุปแผนจัดการน้ำได้ลงตัวแล้ว ก็จะส่งต่อให้คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งในการปฏิบัติงาน ซึ่งส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน การทำงานอาจซ้ำซ้อนเสียเวลา รัฐบาลจึงน่าจะตัดขั้นตอนให้เร็วขึ้น" นายพงษ์ศักดิ์กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังห่วงด้วยว่าเมื่อแผนมีออกมาแล้ว การปฏิบัติจะสามารถทำได้หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องกลั่นกรองในเรื่องนี้ให้ดี
อย่างไรก็ตาม จากการระดมความคิดเห็นของหอการค้าทั่วประเทศ ได้เสนอให้รัฐบาลสร้างระบบการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงการจัดทำกฎหมายและพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการเตือนภัย การสร้างเส้นทางน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำออกสู่ทะเล การขุดลอกคูคลองและแก้ปัญหาการบุกรุกลำน้ำ การวางระบบผังเมืองเพื่อไม่ให้ขวางทางน้ำ การติดตามและประเมินผลการทำงานของรัฐในการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว เป็นต้น
ต่างชาติชี้แผนป้องกันต้องชัดเจน
นายนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการสร้างคันกั้นน้ำของนิคม ที่จะดำเนินการป้องกันน้ำท่วมนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ เพราะถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่สิ่งที่บริษัทต่างชาติต่างรอคอยคือแผนป้องกันน้ำท่วมที่เป็นรูปธรรมชัดเจนจากรัฐบาล
"รัฐบาลต้องรับประกันให้ได้ด้วยว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักเช่นนี้ขึ้นอีก เพื่อรายงานให้บริษัทแม่ในต่างประเทศได้เข้าใจ และบริษัทประกันเกิดความมั่นใจ ส่วนที่หลายฝ่ายเกรงกันว่านักลงทุนจะหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทนนั้น ผมมองว่าแต่ละประเทศก็มีปัญหาของตัวเอง ดังนั้น หากปัญหาที่เกิดขึ้นประเทศไทยสามารถแก้ไขได้ แม้น้ำจะมามาก แต่ถ้าบริหารจัดการได้ดีให้น้ำผ่านนิคมไปอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนก็จะกลายเป็นจุดแข็งได้" นายนิพิฐกล่าว
ขณะที่นายเซ็ตสึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (ไจก้า) กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทย โดยจากผลสำรวจนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกโรงงานยังคงประสบปัญหาน้ำท่วม และยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใด พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 70% ยังคงตั้งฐานการผลิตในไทยในอัตราเท่าเดิม และนักลงทุนญี่ปุ่นประมาณ 10% ที่จะย้ายโรงงานไปในพื้นที่อื่นภายในประเทศ
"ไม่มีนักลงทุนญี่ปุ่นแม้แต่โรงงานเดียวที่บอกว่าจะย้ายออกนอกประเทศ ทุกโรงงานต่างเห็นในทิศทางเดียวกันว่ายังอยากลงทุนในประเทศไทยต่อไป เพราะชอบเมืองไทย แต่ทั้งหมดนี้จะต้องหาคำตอบกลับไปบอกบริษัทแม่ให้ได้ว่ามีเหตุผลอย่างไรที่จะต้องอยู่ในไทย ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งสรุปแผนบริหารจัดการน้ำให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้บริษัทแม่ ผู้ถือหุ้น และคู่ค้าเกิดความมั่นใจ โดยประเทศไทยมีจุดแข็งในเรื่องของคุณภาพแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน สิทธิพิเศษของบีโอไอ และมีอุตสาหกรรมสนับสนุนที่ดี ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นยังอยากจะอยู่ในไทยต่อไป" ประธานไจก้าระบุ
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แม้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นก็มั่นใจว่า จะแก้ไขได้ที่สำคัญจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และแสวงหาวิธีที่จะรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกให้ได้ โดยญี่ปุ่นพร้อมที่จะเข้ามาร่วมงานใกล้ชิดกับไทย โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็ยิ่งทำให้ไทยมีจุดเด่น เพราะจะเป็นการขยายตลาดให้กว้างมากขึ้น
ปีแห่งการบริหารจัดการของรัฐ
นายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่า ในปี 2555 ถือเป็นปีแห่งการบริหารจัดการอย่างแท้จริงของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยปัญหาเรื่องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลังจากประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัยต้องอาศัยฝีมือของรัฐบาล ซึ่งปกติเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นการที่เศรษฐกิจจะผ่านพ้นไปได้จะใช้เวลาในการติดลบประมาณ 1-2 ไตรมาส ขณะนี้ภาคเอกชนประเมินกันว่าในการฟื้นตัวหลังจากประสบภัยน้ำท่วมต้องให้เวลาในการฟื้นตัวประมาณ 6 เดือน
"การฟื้นตัวจะรวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐด้วย ในส่วนของเอกชนไม่น่าเป็นห่วงเพราะมีความพร้อมอยู่แล้ว และในส่วนของนักลงทุนต่างชาติเองก็ไม่ได้คิดที่จะหนีจากเมืองไทย เพราะประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดี แต่การที่รัฐบาลออกมาตรการมาล่าช้าจะให้เกิดความลังเลใจ ซึ่งตอนนี้รอความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ หากแผนของรัฐบาลออกมาดี จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วและราบรื่น ตอนนี้เศรษฐกิจเรายังเลวร้าย เพราะมีบุญเก่าอยู่มาก ถ้าถึงจุดหนึ่งยังจัดการไม่ได้ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ก็จะทิ้งเราไป แล้วทำให้เกิดการโยกซัพพลายเชนตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่" นายทรงธรรมกล่าว
ด้านนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยปัจจุบันยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ดังนั้น จึงขึ้นกับนักลงทุนต่างชาติว่าเชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลไทยจะสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้จริงๆ
"หากรัฐบาลไทยทำไม่ได้หรือมีคำถามที่เป็นข้อสงสัยเกิดขึ้น ก็จะทำให้หลายส่วนต้องพิจารณาใหม่ว่าจะลงทุนต่อดีหรือไม่ ถ้าหากไม่ เครื่องจักรที่ผลิตเพื่อการส่งออกก็จะอ่อนแรงลงในอนาคต แต่ถ้าสามารถจัดการได้ดี ไม่มีปัญหาน้ำท่วมอีกก็จะไม่เกิดปัญหาอย่างที่กังวลนั้น แต่เวลานี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะต้องขึ้นอยู่กับอีก 3-6 เดือนข้างหน้า หรืออีก 1-2 ปีข้างหน้า ว่าประเทศไทยจะทำอะไรให้นักลงทุนต่างชาติได้เห็นจริงๆ ว่าสามารถป้องกันปัญหานี้ได้จริงๆ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก" นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้ มองว่าการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติจะพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ หลักสถิติ ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศเสี่ยงจากน้ำท่วมในอันดับต้นๆ ของโลก แต่หากมองในกลุ่มประเทศเสี่ยงอันดับต้นๆ ก็อยู่ใกล้กับประเทศไทยแทบทั้งนั้น และหากดูที่ความเสี่ยงจากปัญหาพายุ แผ่นดินไหว ถือว่าประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงในด้านนี้ ดังนั้นหลักด้านสถิติถือว่าไทยไม่ได้แย่เลย
ที่สำคัญคือประเด็นถัดมาคือ การบริหารจัดการ ถือว่าสำคัญมากๆ ประเทศไทยจึงต้องแสดงศักยภาพในเรื่องการจัดการน้ำได้อย่างถาวร ซึ่งหากทำไม่ได้มันจะกลายเป็นปัญหาในระยะยาว
...................
(หมายเหตุ : รายงานพิเศษ : 'ฟื้นเชื่อมั่น-บริหารจัดการ โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปีมังกร' โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ)



