
'ปธ.ศาลรธน.'แนะแก้นิสัยคนดีกว่าแก้รธน.
'ปธ.ศาลรธน.' แนะ แก้นิสัยคนดีกว่าแก้ รธน. ค้านแก้ ม.112 ย้อนคนคิดแก้ต้องการหมิ่นสถาบันโดยไม่ผิดกม. เผยผลพิจารณาคดีเป็นไปตามเป้า รับคดี 'ตู่' อาจมีแรงกดดัน ไม่หวั่นพิจารณาไปตามหน้าที่
29 ธ.ค.54 นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าตอนนี้เท่าที่รับฟังยังไม่รู้ว่าจะแก้กันอย่างไร บางฝ่ายก็บอกว่ามี 6-7 ประเด็นที่ต้องแก้ ขณะที่อีกฝ่ายก็บอกว่าให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ จึงยังอยู่ในช่วงสับสนอยู่ อย่างไรก็ตามเห็นว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แก้ไขอย่างไรก็มีช่องเล็กช่องน้อยหรือหลีกเลี่ยง หลุดรอดไปได้ทั้งนั้น เพราะบ้านเราถือว่า คนที่เลี่ยงกฎหมาย ถือเป็นนักกฎหมายที่เก่ง ดังนั้นกฎหมายเขียนอย่างไรก็ได้ถ้าคนมีคุณธรรม ปัญหาก็ไม่เกิด ถ้าคนมีคุณธรรม รู้สิทธิและหน้าที่ปัญหาจะไม่เกิด แก้นิสัยคนดีกว่าไปแก้กฎหมาย
“เขียนรัฐธรรมนูญให้ดีอย่างไร ก็จะมีคนหลีกเลี่ยง มีคนเอารัฐธรรมนูญไปเป็นเครื่องมือของตนเอง แล้วก็จะมีการพูดว่า ถ้ามีความเห็นแบบนี้ต้องถูกถ้าไม่เห็นด้วยก็ผิดเหมือนอย่างนักวิชาการบางกลุ่มเคยพูดว่า ไม่ว่าศาลจะตัดสินคดีอย่างไร เค้าไม่เห็นด้วยทั้งนั้น ซึ่งความเห็นมันก็คือความเห็นที่อาจจะไม่ตรงกันได้ แต่มันอยู่ที่ว่าใครมีหน้าที่อะไร” นายวสันต์ กล่าว
นายวสันต์ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่จะยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ว่า ในประมวลกฎหมายอาญามีหมวดความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ อยู่ในมาตรา 130-135 ที่บัญญัติในลักษณะเป็นการคุ้มครองประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ ว่าใครจะดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายมิได้ มีทั้งโทษจำคุกและปรับ ดังนั้นถ้ายกเลิกปวิ.อาญามาตรา 112 ถามว่า เราจะคุ้มครองแต่ประมุขรัฐต่างประเทศเท่านั้นใช่หรือไม่ จะไม่คุ้มครองประมุขรัฐไทยจะไม่คุ้มครองใช่หรือไม่ ซึ่งตนเห็นเหมือนกับนักกฎหมายหลายคนที่แสดงความเห็นก่อนหน้านี้ว่า คนที่คิดจะเลิกมาตรา 112 เขาต้องการที่จะหมิ่นสถาบันฯโดยไม่ผิดกฎหมายใช่หรือไม่ ซึ่งกฎหมายอยู่ดี ๆ ถ้าเขาไม่ไปหมิ่นก็ไม่มีใครเดือดร้อน
“ถ้าจะยกเลิกมาตรา 112 มันก็ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ด้วย และถ้าเราทำจริง ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศแรกที่ยกย่องประมุขต่างประเทศ ยิ่งกว่าประมุขของเราเองแล้วก็จะได้ลงบันทึกในกินเนสบุ๊กเลย” นายวสันต์ กล่าว
'ประธานศาลรธน.'เผยผลพิจารณาคดีเป็นไปตามเป้า
วันเดียวกัน นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ได้แถลงความคืบหน้าในการพิจารณาคดีว่า เป็นไปตามที่ได้ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเข้ามารับตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องของปี 2551-2552 ให้แล้วเสร็จในปีนี้ซึ่งก็พิจารณาได้จนหมด รวมถึงมีการพิจารณาวินิจฉัยคดีในปี 2554ไปแล้ว 94 คดี ยังเหลือคดีค้างการพิจารณาของปี 53 จำนวน 18 คดีและคดีที่รับไว้พิจารณาในปี 54 จำนวน 19 คดี รวม 37 เรื่อง ซึ่งก็ตั้งใจจะให้แล้วเสร็จในปี 2555 และคาดว่าในปีหน้าจะมีคดีที่เป็นของร้อน ของหนัก เข้ามาเรื่อยๆ ส่วนตัวคดีที่เข้ามาเรื่องความยากไม่ค่อยหวั่นเท่าไร แต่บางครั้งจะมีเรื่องของกระแสกดดันตามเข้ามาด้วย ซึ่งก็ไม่ค่อยสนใจ อาจเพราะด้วยความเป็นผู้พิพากษาอาชีพ เคยเผชิญหน้ามาหมด และก็เคยตัดสินประหารชีวิตมาพอสมควร ก็จะใช้วิธีทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้
เมื่อถามว่าคดีร้อน ๆ ที่จะเข้ามาในปีหน้าอย่างคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอให้วินิจฉัยสมาชิกสภาพการเป็นส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เกรงกระแสกดดันศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวสันต์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่และอย่าตีตนไปก่อนไข้ เพราะยังไม่รู้เลยว่าคำร้องที่จะยื่นให้วินิจฉัยอะไร ยื่นมาแล้วอาจกลายเป็นนายจตุพรชนะก็ได้ ซึ่งตนไม่เคยเห็นใครเป็นความแล้วจะบอกก่อนเลยว่าตัวเองแพ้
เมื่อถามว่าต่อ การที่ยอมให้นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มาเจรจาเพื่อให้ยุติคดีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ หมิ่นประมาทอาจทำให้การพิจารณาคดีในอนาคตถูกคัดค้านไม่ให้เป็นองค์คณะ นายวสันต์ กล่าวว่า นายจารุพงศ์ เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเมื่อเขามาจะไม่ให้ตนคุยด้วยหรือ อีกทั้งถ้าคิดอย่างนี้ก็คุยกับใครไม่ได้เลย และองค์คณะเป็นเรื่องของการอนาคตยังตอบไม่ได้



