
รายงานพิเศษ : 'น้ำ'
รายงานพิเศษ : ลาทีปีกระต่าย : 'น้ำ'
สถานการณ์ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในรอบปี "กระต่าย" จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก "น้ำ" ด้วยพลันที่มวลน้ำเหนือมหาศาลทะลักผ่านสรรพสิ่งรายทาง ไม่เพียงกวาดทำลายทรัพย์สินพังภินท์มหาศาล หากแต่การมาถึงของ "มวลน้ำ" ยังนำมาซึ่ง"น้ำ"ในอีกหลากหลายมิติ หลายชีวิตเดือดร้อนแสนสาหัสเพราะ "น้ำ" คนหลายจำพวกฉกฉวยโอกาสสูบเลือดเนื้อผู้ประสบภัยจาก "น้ำ" หลายคนกุมอำนาจเปิดสงคราม "น้ำเน่า" ชิงความได้เปรียบทางการเมือง ทว่าท่ามกลางความโศกสลดและสิ้นหวัง แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้ปรากฏขึ้นด้วยพลังถักทอ "น้ำจิตน้ำใจ" คนไทยที่ยื่นมือนับร้อยนับพันซับ "น้ำตา" ประคองก้าวผ่านทุกข์ระทมจนเห็น "ยิ้มทั้งน้ำตา"
โศกนาฏกรรมน้ำกลืนเมือง
ช่วงกรกฎาคมต่อเนื่องธันวาคม 2554 คือห้วงทุกข์ของชาวไทยโดยแท้ เมื่อมวลน้ำกว่า 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ไหลบ่าจากภาคเหนือ ลงสู่ลุ่มเจ้าพระยากลืนกินนครสวรรค์ไว้ใต้บาดาล จากนั้นจู่โจมโถมใส่พระนครศรีอยุธยาลามถึงปทุมธานี จมบ้านเรือนประชาชนและนิคมอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งสวนอุตสาหกรรมโรจนะ-บางปะอิน-สหรัตนนคร-นวนคร ปิดท้ายที่บางกะดี
มวลอุทกภัยแบ่งออกเป็น 3 ทัพ ทัพแรกโจมตีฝั่งตะวันออก สายน้ำไหลผ่าน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ลงคลองหกวาผ่านประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ ท่วมกรุงเทพฯ ด้านสายไหม มีนบุรี คลองสามวา คันนายาว ลาดกระบัง ทัพที่สองโจมตีฝั่งตะวันตก น้ำทุ่งจากทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ทุ่งพระยาบันลือ จ.ปทุมธานี ทุ่งพระพิมล จ.นนทบุรี เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ที่ไม่มีใครคาดคิดอย่าง อ.บางกรวย อ.ไทรน้อย อ.บางบัวทอง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นอกจากนี้ ยังทะลักลงคลองมหาสวัสดิ์จู่โจมฝั่งธนบุรีแทบทุกตารางนิ้ว และทัพหลวงทะลวงกลางเมือง ฝ่าด่านประตูระบายน้ำคลองเปรมประชากร สู่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ขยายวงเข้าท่วมพื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ บางเขน ลาดพร้าว จตุจักร โดยที่สะพานควายและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิรอดหวุดหวิดด้วยแนวกั้นของคลองบางซื่อ
ข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บันทึกประวัติศาสตร์มหาพิบัติภัยแห่งปี 2554 เอาไว้ว่า มีประชาชนเดือดร้อน 44 จังหวัด รวม 4,086,138 ครอบครัว หรือ 13,595,192 คน เสียชีวิต 744 ศพ สูญหาย 3 ราย บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลัง เสียหายบางส่วน 96,833 หลัง ถนน 13,961 สาย พื้นที่เกษตรกรรมเสียหายประมาณ 11,200,000 ไร่ ขณะเดียวกัน ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) รายงานวันที่ 26 ธันวาคมว่า ยังเหลือพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 6 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ ประชาชนเดือดร้อนถึง 4,036,948 คน
น้ำตาริน..ไหลนองแผ่นดิน
ซากแห่งความสูญเสียจากการโถมซัดของมหานที... หยาดน้ำแห่งความทุกข์ระทมผสานเสียงร่ำไห้ดังระงม... กว่า 10 ล้านชีวิตลอยคอรอความช่วยเหลือ บางคนสะอื้นไห้ยามเมื่อน้ำเพิ่มระดับจมบ้านลงต่อหน้า บางคนแทบสิ้นสติเมื่อต้นข้าวดอกรวงสีเหลืองทองรอเก็บเกี่ยวยืนต้นตาย เช่นเดียวกับบรรดาผู้ประกอบการร้านค้าต่างตกในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว จำหาที่พักพิงดั่งคนเร่ร่อน
หลายถนนกลายเป็นคลองมองไปทางไหนมีแต่น้ำกับเรือ สายเอเชีย และพหลโยธินถูกตัดขาด การสัญจรระหว่างภาคเหนือเชื่อมภาคกลางสะดุด ส่วนสายใต้ทันทีที่ถนนเพชรเกษมและทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง-สุพรรณบุรี เป็นอัมพาต ถนนพระรามที่ 2 คือทางรอดที่เหลืออยู่ ส่งผลให้เส้นทางล่องใต้ติดขัดอย่างหนัก
วิกฤติครั้งนี้ธนาคารโลกประเมินความเสียหาย 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือความเสียหายทางเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงกับหลั่งน้ำตาในการปราศรัยต่อหน้าประชาชนถึง 3 ครั้งในรอบสัปดาห์ โดยย้ำว่า "รัฐบาลทำดีที่สุดแล้ว แต่หลายสถานการณ์ถือเป็นเหตุสุดวิสัย" พร้อมสัญญาว่า "ทันทีที่น้ำลดเราจะเข้าสู่โหมดฟื้นฟูทันที"
เช่นเดียวกับชายอกสามศอกที่ชื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ขณะสวมกอดนักธุรกิจไต้หวันเมื่อเห็นซากของนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคจมบาดาล ไม่เว้นแม้คุณชาย สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งแถลงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้า สัญญาว่าจะปกป้องกรุงเทพฯ ชั้นในอย่างสุดกำลัง ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกว่า 20 เขตจะเร่งฟื้นฟูเยียวยา
น้ำลดตอผุด
7 ตุลาคม 2554 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ สั่งตั้งวอร์รูมดอนเมืองเป็นศูนย์บัญชาการรวมหน่วยงานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย และแจ้งเตือนภัยประชาชน ภายใต้การบริหารของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในนามศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ทว่าการทำงานของ ศปภ.กลับโดนวิพากษ์วิจารณ์ถึงเอกภาพ หนำซ้ำการเตือนภัยครั้งแรกเมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ตุลาคม โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนึ่งใน ศปภ.พร้อมด้วยทีมโฆษก ศปภ. ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กลับสร้างความตื่นตระหนก ว่า "ประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ไม่สามารถรับปริมาณน้ำที่ไหลทะลักมาได้ ทำให้น้ำทะลักหลายพื้นที่ของ จ.ปทุมธานี และกรุงเทพฯ ตอนเหนือ โดยเฉพาะหมู่บ้านไวท์เฮ้าส์ และหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี จะมีน้ำท่วมสูง 50-100 เซนติเมตร ดังนั้นขอให้ประชาชนอพยพ" ส่งผลให้ชาวบ้านเก็บข้าวของหนีตายโกลาหล ถัดมาไม่ถึงชั่วโมง พล.ต.อ.ประชาแถลงแก้ว่าสถานการณ์ไม่ถึงขั้นวิกฤติขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เล่นเอาผู้คนงงไปตามๆ กัน วันรุ่งขึ้นนายปลอดประสพยืนยันว่า "ในการแถลงไม่มีคำว่าอพยพ แค่ให้เก็บของได้แล้ว เอาไม่อยู่ น่าจะเป็นบทเรียนสื่อสารภาวะวิกฤติที่คนขวัญผวาตกใจง่าย"
29 ตุลาคม พล.ต.อ.ประชามีคำสั่งด่วนย้าย ศปภ. ไปอยู่บริเวณอาคารเอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต เพราะที่มั่นที่ดอนเมืองน้ำสูงกว่า 1 เมตร เจ้าหน้าที่เร่งย้ายผู้อพยพหลายพันคนไปอยู่ตามจุดต่างๆ แต่กลับทิ้งสิ่งของบริจาคจำนวนมากลอยเกลื่อนอาคารผู้โดยสาร ยิ่งกว่านั้น สื่อมวลชนและสังคมออนไลน์ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดการสิ่งของบริจาคและถุงยังชีพของรัฐบาลส่อเค้าจัดซื้อแพงเกินจริง แถมเรือ สุขาเคลื่อนที่ยังโดนสวมชื่อหาเสียง รวมทั้งการจัดการน้ำที่ผิดพลาดใน 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ กระทั่งพรรคฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชาพร้อมถอดออกจากตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม และ ผอ.ศปภ. แต่เจ้าตัวรอดมาได้ด้วยเสียงโหวต 273 ต่อ 188
น้ำเน่า-สงครามน้ำเน่ายิ่งกว่า
หลังจากท่วมขังหลายเดือนจากต้องหนีน้ำหลาก ชาวบ้านเผชิญปัญหาน้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นอย่างในพื้นที่ลำลูกกา จ.ปทุมธานี บางบัวทอง-บางใหญ่ จ.นนทบุรี อีกทั้งเขตดอนเมืองบางส่วน ที่สำคัญปัญหาขยะล้นเมืองเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีขยะตกค้างกว่า 3 หมื่นตัน เหล่านี้คือแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคร้าย ซึ่งจะกลายเป็นมัจจุราชเงียบคุกคามเหยื่อผู้ประสบภัยในอนาคต อีกมุมหนึ่งประชาชนด้วยกันกลับประพฤติตนฉกฉวยโอกาสขูดรีดเลือดเนื้อจากคนกำลังยากเข็ญ โดยขึ้นค่าเรือ อาหาร และสินค้าจำเป็นแพงหลายเท่าตัว
น้ำเหนือได้เปลือยสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ เมื่อสงครามปกป้องพื้นที่อุบัติ โดยมีแนวกั้นเป็นบังเกอร์รบ ทั้งเพื่อปกป้องพื้นที่และแบ่งเบาน้ำให้ไปท่วมที่อื่นด้วย ขณะบางส่วนยกพวกลุกฮือเปิดประตูระบายน้ำ ทว่าคนอีกบางพื้นที่ผนึกกำลังปกป้องประตูระบายน้ำอย่างสุดกำลัง ความขัดแย้งลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายวงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แล้วพื้นที่เล่า ราวกับผู้คนกำลังทำสงครามกองโจรรบรากันเอง
ไม่เว้นศึก 3 เส้าระหว่าง กทม. ศปภ. และกรมชลประทาน เล่นเกมชิงเหลี่ยมไม่ยอมให้น้ำผ่านพื้นที่รับผิดชอบของตน โดยถือเอาชะตากรรมของประชาชนเป็นเดิมพัน
"ยิ้มทั้งน้ำตา" ฮีโร่จิตอาสาพาข้ามทุกข์
ในสภาวะความสิ้นหวังผู้ประสบภัยนับล้านชีวิตเผชิญความทุกข์ระทม อีกมุมหนึ่งหลายล้านชีวิตในเมืองหลวงอยู่อาการหวาดผวากับภาพเหตุกาารณ์มวลน้ำมหาศาลทะลักเข้ากลืนเมืองนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี จ่อทลายแนวกั้นเคลื่อนสู่พระนคร กระแสตื่น "น้ำ" ทำให้ผู้คนเร่งกักตุนเสบียงอาหาร น้ำดื่ม ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น กระทั่งสินค้าเกลี้ยงห้างสรรพสินค้า รัฐบาลถึงขั้นอนุมัติให้นำเข้าน้ำดื่มเข้าจากมาเลเซียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แถมยื้อแย่งวัสดุอุปกรณ์สำหรับรับมือ "น้ำ" ไม่ว่าจะเป็นทราย อิฐบล็อก หรือปูน เนื่องจากได้รับข้อมูลข่าวสารที่สับสน
ถึงกระนั้นเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามได้ผุดขึ้นบรรเทาความทุกข์ของผู้คน เมื่อกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยยอมสละทรัพย์สินเงินทอง เวลา แรงกาย และแรงใจ ผนึกกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบพิบัติภัยธรรมชาติด้วย "จิตอาสา" โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
จิตอาสาโลกไซเบอร์... กลุ่มไทยฟลัด, ด็อกเตอร์มีฟลัด, รู้สู้ฟลัด, ไทย ไฟท์ ฟลัด หรืออาสาฝ่าน้ำท่วม และอีกมาก ได้ช่วยกันจัดทำระบบฐานข้อมูลเครือข่ายภาคประชาชนติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำความรู้ด้านวิชาชีพด้านต่างๆ ของสมาชิก สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวมประสานงานช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในการแจ้งข้อมูลข่าวสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตเรื่องเส้นทางน้ำ พื้นที่ไหนน้ำจะท่วมมากน้อยเท่าใด บางกลุ่มรวบรวมข้อมูลดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม รู้เท่าทันโรคภัยที่มากับน้ำ ขณะที่เครือข่ายอาสาสมัครคนพิการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ แนะนำวิธีให้คนพิการสู้วิกฤติน้ำ พร้อมเป็นตัวกลางประสานให้หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย
จิตอาสาตะลุยฝ่าวิกฤติ... เมื่อมวลน้ำปริมาณมหาศาลโอบล้อมบ้านเรือนประชาชนทำให้หลายชีวิตติดเกาะเมือง กลุ่มออฟโรดแคริบเบียน กลุ่มเดินป่าอาสากู้ภัย และมูลนิธิร่วมกตัญญู อาสาตะลุยน้ำส่งเสบียง รวมทั้งจิตอาสาจากภูธรอย่างมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ และอาสาสาละวิน ส่งทีมงานหลายสิบชีวิตลุยปฏิบัติภารกิจอาสาสู้น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยต่อแพบรรทุกข้าวสาร อาหารแห้ง และสิ่งของเครื่องใช้สำหรับประทังชีวิต ถ่อไปช่วยคนในชุมชนต่างๆ
จิตอาสาพลังนักศึกษา... การช่วยเพื่อนคนไทยในยากทุกข์ได้ขยายวงไปสู่กลุ่มนักศึกษารวมตัวกันตระเวนช่วยผู้เดือดร้อน เช่นเดียวกับองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนาม "พลังอาสาสีชมพู" เปิดรับบริจาคสิ่งของและเปิดศูนย์พักพิง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บริหารจัดการศูนย์พักพิงรองรับผู้ประสบภัยราว 4,000 ชีวิต ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กลุ่มอาสาดุสิต เหล่านักศึกษาจัดแยกสิ่งของบรรจุถุงยังชีพนำไปช่วยชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ แถมยังปั้นจุลินทรีย์บอล หรืออีเอ็มบอล สำหรับแก้ปัญหาน้ำเน่า
จิตอาสาช่วยโฮ่ง-เหมียว... ชะตากรรมของสัตว์เลี้ยงไม่ต่างไปจากเจ้านายของพวกมัน หรืออาจเลวร้ายยิ่งกว่า โดยเฉพาะสุนัขและแมวถูกปล่อยทิ้งจำนวนมาก เนื่องจากเจ้าของบางคนจำต้องหนีเอาชีวิตรอด จนอาจหลงลืมเพื่อนต่างสายพันธุ์ให้ต่อสู้กับความหิวโซอย่างน่าอนาถใจ ด้วยเหตุนี้เครือข่ายวิชาชีพสัตวแพทย์ช่วยน้ำท่วม ระดมสัตวแพทย์และบุคคลในสายวิชาชีพเกี่ยวกับสัตว์ นั่งเรือนำอาหารเม็ดไปให้ หากตัวไหนป่วยก็รีบรักษาทันที ขณะที่กลุ่มหนึ่งเสียงเพื่อตูบเหมียว ตั้งทีมช่วยเป็นกระบอกเสียงแทนสุนัข และแมว ในฐานะที่พวกมันคือ "สิ่งมีชีวิต" ที่ประสบภัยเช่นเดียวกับคน ดังนั้นเป็นสิทธิที่พวกมันจะได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกัน
ที่ลืมไม่ได้เลย... ถือเป็น "ฮีโร่จิตอาสาตัวจริง" ประชาชนทุกคน พวกคุณคือบุคคลแห่งปี เช่นกันกับหน่วยงาน องค์กรภาคเอกชน ผู้ปิดทองหลังพระทั้งหลาย อันร่วมสะท้อนว่า ถึงอย่างไร "คนไทยก็ไม่ทิ้งกัน" ถือเป็นความงามที่ผุดพรายขึ้นมาท่ามกลางโศกนาฏกรรม ช่วยกระชากให้หลายล้านชีวิตพ้นขอบหลุมแห่งความระทมแบบ "ยิ้มทั้งน้ำตา"
......................
(หมายเหตุ : รายงานพิเศษ : ลาทีปีกระต่าย : 'น้ำ')



