ข่าว

'มาร์ค'ปล่อยคดี'ครรชิต'เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

'มาร์ค'ปล่อยคดี'ครรชิต'เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

28 ธ.ค. 2554

'มาร์ค'ปล่อยคดี'ครรชิต'เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อัด'เพื่อไทย'ชี้นำเนื้อหารัฐธรรมนูญ พร้อมค้านรัฐบาลโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14ล้านล้านให้ ธปท.

                 28 ธ.ค.54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายจับ นายครรชิต ทับสุวรรณ สส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พรรคเห็นว่าที่นายครรชิตมอบตัวคือเรื่องที่ถูกต้องแล้ว หากบริสุทธิ์ก็ควรจะต่อสู้คดีต่อไป ส่วนประเด็นการให้รัฐสภาให้เอกสิทธิ์คุ้มครองนายครรชิตนั้น ก็ว่าไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อ นายครรชิต ดำรงตำแหน่ง สส.ก็ควรจะมาประชุมตามปกติ ทั้งนี้ทราบว่าสภายังไม่มีการบรรจุวาระเพื่อหารือประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด


'มาร์ค'อัด'เพื่อไทย'ชี้นำเนื้อหารัฐธรรมนูญ

                 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยังเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่องว่า ยังคงไม่ชัดเจน และสร้างความสับสนว่าตกลงพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาลจะดำเนินการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) อย่างมีอิสระหรือไม่ อย่างไร เพราะถึงจะมีแนวทางการตั้ง ส.ส.ร.มาตลอดแต่กลับมีการชี้นำว่าจะให้แก้ไขในมาตราใดบ้าง ทั้งนี้ในส่วนของเนื้อหาควรจะปล่อยให้ส.ส.ร.เป็นผู้กำหนดเอง ไม่ควรมีการชี้นำก่อน อีกทั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยไม่สามารถแยกออกจากกันได้

                 นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงข้อถกเถียงในการแก้ไขกฎหมายโดยเฉพาะม.112 ของประมวลกฎหมายอาญาว่า มีความซ้อนกันอยู่ระหว่างรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยมีพฤติกรรมลักษณะที่ว่าในบางเรื่องหากรัฐบาลอยากทำ แต่ไม่อยากแสดงตัวก็บอกเป็นเรื่องของพรรค บางเรื่องรัฐบาลอยากทำแต่พรรคไม่อยากแสดงตัวก็จะไปหากลไกอื่นมารับ

ค้านรัฐบาลโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14ล้านล้านให้ ธปท.

                 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมจะโอนภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า จะเป็นสร้างบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธปท.และทำให้เกิดภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับประเทศ ทั้งนี้ตนเห็นว่า  การที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักภาระเรื่องการเงินการคลังให้พ้นจากตัวเอง เพื่อให้ธปท.รับผิดชอบ เป็นหลักไม่ถูกต้อง  และการที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธปท.นั้นไม่มีความจำเป็น เพราะเมื่อ4ปีที่แล้ว ก็มีการแก้ไขกฎหมายมาแล้ว

                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ทีผ่านมาการให้สัมภาษณ์จากบุคคลในรัฐบาลยังมีลักษณะพาดพิง ในลักษณะกดดัน เสมือนธปท.ไม่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริง ทั้งนี้ตนอยากจะเตือนว่าท่าทีดังกล่าวจะส่งกระทบกับความเชื่อมั่นในสถานการณ์ ในช่วงที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเรื่องเหล่านี้ขยายวงออกไป นอกจากจะส่งผลกระทบในเนื่องภาพรวมวินัยแล้ว ยังกระทบขีดความสามารถในการบริหารของธปท.อาทิในเรื่องเงินเฟ้อ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันพวน
 
                 “การที่ธปท.ไม่สามารถชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังมีภาระในเรื่องดูแลไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนเกินไป และเมื่อย้อนกลับไปดูจะเห็นว่า เมื่อมีเหตุการณ์ความผันผวน หน่วยงานต่างๆก็มักให้ ธปท.เข้าไปจัดการ แต่เวลาธปท.จัดการแล้วมีภาระ ก็ไปบ่นว่าทำไมไม่เอาเงินมาทำแบบอื่น อันนี้คือสิ่งที่เราอยากจะย้ำว่าเราควรจะแก้ไข สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลผมย้ำเสมอว่าเราควรจะเข้าใจว่าจุดยืนและแนวคิดการแก้ปัญหาอาจไม่ตรงกัน แต่ขอให้พูดคุยกันเป็นการภายในว่าความเห็นไม่ตรงกันอยู่บนสมมติฐานในเรื่องใด”นายอภิสิทธิ์กล่าว

                 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ในภาพรวมด้านนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นกำลังส่งผลในหลายด้านซึ่งเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและไม่ส่งผลดีกับประชาชน อาทิ การไม่ทบทวนลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ จนนำมาสู่การสร้างภาระให้กับประชาชนในรูปแบบการกู้เงินกองทุนต่างๆ และจากเดิมที่พรรคเพื่อไทย ชอบกล่าวหารัฐบาลที่แล้วว่าเก่งแต่กู้ แต่รัฐบาลนี้ก็กู้อย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่นเลยนอกจากนั้นความพยายามผลักดันนโยบายบางเรื่องมักย้อนกลับไปที่ประชาชน เช่น การที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ประกาศลดใช้ไฟฟ้าฟรีจาก 90 หน่วย เหลือ 50 หน่วยนั้น จะเป็นการนิยามกลุ่มประชาชนที่สมควรได้รับการละเว้นจากค่าไฟฟ้าใหม่ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวต้องสะท้อนความเป็นธรรมในสังคม เพราะผู้ที่ใช้ไฟฟ้ามากก็ควรจะเสียค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้า แต่นโยบายกลับตอกย้ำความไม่เป็นธรรม และทำให้คนจนต้องรับภาระมากขึ้น