ข่าว

'นิธิ'ชี้ปีหน้าไม่สุดโต่งไม่นองเลือด

'นิธิ'ชี้ปีหน้าไม่สุดโต่งไม่นองเลือด

27 ธ.ค. 2554

‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ชี้ สังคมไทยก้าวพ้น 'ทักษิณ' ไปแล้ว คาดปีหน้าถ้าแต่ละฝ่ายไม่สุดโต่ง ก็ไม่นองเลือด โดย 'เหมือนแพร ศรีสุวรรณ' ศูนย์ข่าว TCIJ

          ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ นักคิด นักเขียน ผู้จับตามองสังคมไทยมายาวนานในแทบทุกบริบท ท่ามกลางสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองที่ความคิดต่างลุกลามเป็นความเกลียดชัง และดูประหนึ่งว่า สังคมไทยยังก้าวไม่พ้นคนคนเดียวมาตลอด 5-6 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ ศ.ดร.นิธิ พยายามบอกกล่าวแก่สังคมมาโดยตลอดว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องคน ทว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีนายห้างดูไบเป็นแค่ตัวประกอบเล็กๆ ของเรื่องราวเท่านั้น

          การเปลี่ยนแปลงนำความขัดแย้งมาสู่สังคมเสมอไม่ว่าที่ใดในโลก ศ.ดร.นิธิ ยืนยันเช่นนั้น สิ่งที่สังคมไทยต้องตระหนักคือจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะลดแรงกระทบกระทั่งอย่างไร ปีนี้สังคมไทยเป็นอย่างไร ปีหน้าจะไปทางไหน และอนาคตเราจะสร้างสรรค์สังคมไทยจะซากหักพังของความขัดแย้งอย่างไร

          ศ.ดร.นิธิ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่คำอธิบายของเขาน่าจะช่วยดึงสติของสังคมกลับมา และพิจารณารากเหง้าปัญหาอย่างจริงจัง ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มต้น ศ.ดร.นิธิ อธิบายถึงพื้นฐานที่มาของสถานการณ์ในสังคมไทย ณ ขณะนี้ว่า สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

          เราต้องเข้าใจว่าตอนนี้ประเทศไทยยืนอยู่ตรงจุดไหน จะได้พอมองเห็นว่าอนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไร ผมคิดว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากๆ ไม่ได้เปลี่ยนแค่ GDP (Gross Domestic Product- ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เพิ่มขึ้น หรือโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อสังคมพื้นฐานทั้งสิ้น

          ถ้าเราหันกลับไปดูระยะ 30-40 ปีที่ผ่านมา คนไทยหรือคนส่วนใหญ่ในประเทศได้เปลี่ยนตัวเองอย่างมโหฬาร ปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งของคนไทยอาศัยอยู่ในเขตเมือง รับข่าวสารข้อมูลเยอะมาก มีมาตรฐานการครองชีพไม่เหมือนเก่า สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นสังคมชาติ (National Socity) เพิ่งเด่นชัดในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา

          โดยก่อนหน้าเป็นเพียงชาติที่ไม่มีสำนึกของคนเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อสังคมกำลังเปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งไปสู่สภาวะหนึ่ง ถามว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ที่ผ่านมาทั่วโลก ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงจะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ คือ เกิดความขัดแย้ง (Conflict) มีความขัดแย้งสูงในสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จะเป็นความขัดแย้งที่จับอาวุธขึ้นสู้กันหรือความขัดแย้งในลักษณะอื่นๆ ก็ตาม

          แต่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันนี้คนจำนวนมาก พูดถึงแต่เรื่องทักษิณ ทำให้ปัญหามันแคบลง เหลือแค่ว่าเอาหรือไม่เอาทักษิณ แต่จริงๆ แล้วทักษิณก็เป็นเพียงตัวละครหรือสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนผ่านทางสังคมเท่านั้น เพราะต่อให้ทักษิณตาย ความขัดแย้งเหล่านี้ผมว่าก็ไม่จบ

          เราต้องเข้าใจที่มาของความขัดแย้งที่กว้างกว่าคนที่ชื่อทักษิณ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปคือ ไม่ว่าปีหน้าหรือปีถัดไป ผมคิดว่าความขัดแย้งในสังคมไทยจะไม่จบลงง่ายๆ แต่จะแปรรูปออกมาเป็นอย่างไรนั้นผมไม่ทราบ ซึ่งถ้าจะปรับตัว ก็ต้องปรับให้เป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งอาจจะทะเลาะกัน แต่ไม่ถึงกับต้องตีกัน จะใช้วิธีสกปรกก็ได้ แต่อย่าฆ่ากัน สาดสีใส่กันก็ได้ ไม่เป็นไร เหมือนอย่างนักการเมืองทั่วโลกเขาทำกัน แม้จะมาจากกระบวนการที่ย่ำแย่ เลวร้าย แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็ไม่ตีหัวกัน ไม่ฆ่ากัน

 

ยังมีอะไรอีกที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่อาจารย์ว่า

          ในสังคมที่เปลี่ยนผ่านทุกแห่ง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันหมดทุกแห่งคือความคิดแบบถอนรากถอนโคน (Radicalism) จะขยายตัว จะเอาเจ้า-ไม่เอาเจ้า หรือซ้ายจัด ขวาจัดก็ตาม ตัวอย่างเช่นกรณีพันธมิตรฯ ที่กล่าวว่า คนโง่ๆ อย่ามาปกครองประเทศ เดี๋ยวฉันปกครองเอง ซึ่งก็เป็นความคิดสุดโต่ง ถอนรากถอนโคนชนิดหนึ่งเช่นกัน นอกจากนี้ โครงสร้างอำนาจทั้งโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มันจะไม่อยู่คงที่ ปรับเปลี่ยนตัวมันเอง หรือถูกคนอื่นบังคับให้ปรับเปลี่ยนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

          ประเด็นถัดมาในสังคมที่เปลี่ยนผ่านมักจะรับมือกับความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ ได้ไม่ค่อยดี เช่น กรณีสงครามกลางเมืองในอเมริกามีการทะเลาะกันเรื่องทาส แต่ไม่มีโอกาสเจรจากันเหมือนวิกฤตอื่นๆ ที่แก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา จนผันแปรไปสู่สงครามกลางเมืองได้อย่างรวดเร็ว สรุปคือ สังคมที่เปลี่ยนผ่านรับความเสี่ยงด้านต่างๆ ได้น้อยลง หันไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย

          ยกตัวอย่างช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เราเกิดวิกฤติในระดับรัฐจนกระทบกับความเสี่ยงระดับบุคคล ถามว่า เรารับวิกฤติครั้งนั้นได้ดีหรือไม่ ผมว่า เรารับได้ไม่ดีนัก แต่ในปี 2540 สังคมไทยมีหมอนกันกระทบมากพอที่จะทำให้คนเหล่านั้นกลับไปปลูกผัก ปลูกหญ้ากิน ความเดือดร้อนจึงไม่มากมายนัก ไม่ถึงขนาดอดตาย และมีภาพดีๆ เกิดขึ้น บางแห่งเปิดให้ชาวบ้านเข้ามาทำกินในที่ดินตนเอง จะเห็นว่าสังคมไทยรับความเปลี่ยนแปลงได้พอสมควรแต่ไม่ถึงขนาดดีเลิศ

          แต่ครั้งนี้ถ้าเกิดความเสี่ยงขนาดนั้นอีก เราจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ดีเท่าเก่าหรือไม่ ผมสงสัยว่าเราจะยังมีที่สำหรับกลับไปปลูกผัก ปลูกหญ้าหรือไม่ เรื่องที่น่ากลัวอย่างหนึ่งคือประเทศไทยไม่ได้สร้างเครือข่ายความปลอดภัยในชีวิตไว้เพียงพอ

 

การไม่มีเครือข่ายความปลอดภัยในชีวิตอย่างเพียงพออย่างที่อาจารย์ว่า จะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร

          ถ้าคุณไม่สามารถสร้างระบบความปลอดภัยในชีวิตและสังคมเพียงพอ ถามว่าประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง มันทำได้เยอะมาก ในหลายประเทศล้มรัฐบาลไปเลย ก่อจลาจลขึ้น ผมว่าสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน แต่กลับยังมีบางกลุ่มหวังว่าจะรักษาโครงสร้างเดิมเอาไว้ ทั้งที่คนจำนวนมากไม่ใช่คนแบบเก่าอีกแล้ว เขาเข้ามาอยู่ในการเมือง เข้ามากำหนดนโยบายสาธารณะมากยิ่งขึ้น จะบอกให้ทุกอย่างเหมือนเดิมหมดมันเป็นไปไม่ได้

 

แต่หลังจากรัฐธรรมนูญ ปี 40 อาจารย์ไม่คิดหรือว่าภาคประชาชนเข้มแข็งมากขึ้น

          ไม่แน่ว่ามันจะเข้มแข็งมากขึ้น ตอนนี้กลุ่มการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ใช้ทรัพยากรโดยตรง เช่น กลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก-บ้านกรูด ถ้าสังเกตจะพบว่า กลุ่มเหล่านี้ลดน้อยลงทุกวัน แต่กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ คือกลุ่มแรงงานในระบบกลับมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นโดยอาศัยกฎหมาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

          ขณะเดียวกันมีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก ที่เคลื่อนไหวช่วงหลังจากน้ำท่วมทำให้เห็นว่ามีคนจำนวนมาก ในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบแล้วออกมาชุมนุมเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ไม่มั่นใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับความช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด ซึ่งพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้เคลื่อนไหวไม่ออก

ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องสร้างกลไกหรือโครงสร้างรองรับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อที่จะไม่ต้องจับอาวุธมาฆ่ากัน

          ผมเห็นด้วย แต่ทำได้หรือไม่ ไม่แน่ใจ ถ้าจะทำ เราต้องเข้าใจก่อนว่าความขัดแย้งในประเทศมันเริ่มต้นจากไหน มูลเหตุที่ลึกกว่าบุคคล ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง

          แล้วอย่าไปเจาะจงเรื่องสีเสื้อ แต่อยู่ที่สังคมส่วนใหญ่ ถ้าสังคมส่วนใหญ่มองว่าสีเสื้อต่างๆ สุดโต่งเกินไป ไม่ช่วยแก้ปัญหา เขาก็ไม่ไปร่วมด้วย แต่ตอนที่เสื้อเหลือง เสื้อแดงชุมนุมขนาดใหญ่แล้วประสบความสำเร็จ จะเห็นว่าคนที่เข้าร่วมชุมนุมมีทัศนคติต่อการเมืองว่าต้องไปให้สุดโต่ง  ซึ่ง ณ ขณะนี้ ผมกลับคิดว่าสังคมไทยมีสติมากขึ้น เป็นต้นว่าเสื้อเหลืองขณะนี้ไม่สามารถดึงความสุดโต่งนั้นมาได้ จึงไม่สามารถดึงมวลชนให้เข้าร่วมได้ในช่วงปลายรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะสุดโต่งเกินไป

 

ความสุดโต่งที่ว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความรุนแรงอีกรอบได้หรือเปล่า

          เป็นไปได้ ถ้าสมมติว่าใครก็ตามที่ไม่รอบคอบเพียงพอแล้วจัดการยึดอำนาจอีกครั้งในช่วงระยะเวลานี้ เพราะคนอื่นต่อรองไม่ได้เลย ยกเว้นใช้ความรุนแรงต่อรอง แต่อีก 6 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างไรไม่ทราบ

 

เมื่อไหร่สังคมไทยจะก้าวข้ามคนที่ชื่อทักษิณ เพราะนั่นดูจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยยับยั้งความรุนแรง

          จริงๆ แล้ว ผมกลับคิดว่าเขาก้าวข้ามไปแล้ว แต่เนื่องจากว่าประชาชนจำนวนมากใช้ทักษิณเป็นสัญลักษณ์ของการได้รับการเอาใจใส่จากภาครัฐเป็นเวลาต่อเนื่องมา 5 ปี และเขาก็ยังไม่มีสัญลักษณ์อื่น ฉะนั้น เขาจะยึดเรื่องทักษิณ เวลาพูดกับคนเสื้อแดงเขาก็จะเอาทักษิณอยู่อย่างเดียวนี่แหละ

          ถามว่าทำไมถึงไม่ก้าวข้ามทักษิณ ผมว่ามันก้าวข้ามไปแล้วในแง่ที่ว่าเขารู้ชัดว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร มันคือความเอาใจใส่ การที่เขามีส่วนแบ่งในทรัพยากรกลางมากขึ้น แต่ถ้าพูดกันลอยๆมันไม่มีพลัง เขาเลยใช้คำว่า ‘ทักษิณ’เพราะเสื้อแดงรายบุคคลเขาไม่แคร์เรื่องตัวบุคคล จะเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือใครก็ได้

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อแดงกับรัฐบาล ในอนาคตจะมีผลกระทบอะไรกับสังคมไทยปีหน้ามากน้อยแค่ไหน

          อย่าลืมว่าการตั้งรัฐบาลครั้งนี้พวกเสื้อแดงถูกกีดกันทั้งจากฝ่ายตรงข้าม และในกลุ่มพรรคเพื่อไทยด้วยกัน ไม่มีใครสามารถใช้มวลชนเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้สักคนเดียว เพราะความเป็นเครื่องมือทางการเมืองมันถูกลดความสำคัญลง ทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง แต่ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้เลย แต่เป็นลักษณะเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้เหมือนอย่างเก่า

 

ปัจจัยบ้านเลขที่ 111 ที่จะพ้นโทษตัดสิทธิ 5 ปี คุณว่าจะส่งผลด้วยหรือเปล่า

          ผมเดาว่า ไม่ว่าจะมี 111 เข้ามาร่วมหรือไม่ คิดว่าเสื้อแดงจำนวนหนึ่งจะขัดแย้งกับรัฐบาลในอนาคตข้างหน้า แต่มันมีสิ่งที่ไม่ตอบสนองต่อความใฝ่ฝันทางการเมือง  คือ มีคนเสื้อแดงจำนวนมากถูกจับกุมในข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเยอะมาก  แต่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บอกว่าเราจะปกป้องสถาบันกษัตริย์ด้วยการจับกุมผู้หมิ่นสถาบันให้หมด

          รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือน ปิด URL ไปแล้วกว่า 60,000 เว็บไซต์ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่ง 2 ปี ปิด URL ไปแค่ 70,000 เว็บไซต์ ถ้าเอาสถิตินี้เป็นตัวตั้งก็คงไม่ต้องมี URL เหลืออยู่ในประเทศไทยอีกแล้ว

 

เรื่องการหมิ่นสถาบันก็ดูจะเป็นปมหนึ่งที่น่าวิตก สังคมจะต้องมีสติกับเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง

          คิดว่ามีสติเวลานี้ มันยากมากๆ ผมเพิ่งอ่านบทความของรอยัลลิสต์ (Royalist) คนหนึ่งเรื่องการต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา พบว่า เขาไม่ได้อ่านอะไรสักอย่าง เราจะพูดถึงสติโดยไม่รอบรู้ไม่ได้ ไม่เห็นด้วยแต่จะตอบโต้เขาอย่างไรก็ว่าไป

          ไม่ใช่เกิดจากการหลับตาไม่ดูคนอื่น กูจะเอาของกูอย่างนี้ ซึ่งมันจะนำไปสู่การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก เช่น หากสภาตั้งกรรมาธิการเพื่อแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ เพียงแค่นี้ก็อาจมีบางคนมองว่าสถาบันกษัตริย์ถูกล่วงละเมิด และไปคาดการณ์ว่าหากมีการยึดอำนาจตอนนี้จะมีผู้สนับสนุนเยอะ เพราะไม่ได้อ่านมาก่อนว่าสถานการณ์จริงๆ เป็นอย่างไร

          ผมเห็นด้วยกับคนอื่นๆจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าโทษไม่ได้สัดส่วนกัน ประการที่สอง คือการเปิดให้ใครก็ได้มีสิทธิที่จะฟ้องร้อง ทำให้เกิดปัญหาอย่างมาก อย่างน้อยที่สุดต้องแก้ 2 เรื่อง คือ อำนาจวินิจฉัยว่าความเห็นสมควรฟ้องต้องเป็นของบางกลุ่ม บางองค์กรเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันทางการเมือง ฉะนั้น ต้องเอาปัจจัยทางการเมืองมาพิจารณา

          สมมติว่าอากงทำจริง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ถ้าผมเป็นคนวินิจฉัย ผมจะไม่ฟ้อง เพราะไม่คุ้ม การตัดสินให้แกติดคุกด้วยเรื่องนี้ ไม่ต้องถึง 20 ปีหรอก ปีเดียวก็ทำให้กระทบกระเทือนกับสถาบันอย่างมาก คนอายุ 61 ปี ช่างมันเถอะอีกไม่นานก็ตายแล้ว

 

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในปีหน้า สังคมควรจับตาดูประเด็นใดบ้าง เพื่อให้รัฐธรรมนูญออกมาตอบโจทย์ทุกฝ่าย

          ก็ควรระวังเรื่องนักวิชาการที่จะเป็นฝ่ายที่ถูกเลือกมา คิดว่าน่าจะกดดันว่าการเลือกนักวิชาการทั้ง 20 คน ขอให้ประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย รัฐบาลอาจจะเสนอ 200 ชื่อแล้วให้ประชาชนเลือกมา 20 คน ไม่ใช่รัฐบาลเลือกเอาเองทั้ง 20 คน หรือจะตั้งกรรมการจากฝ่ายต่างๆ เลือกนักวิชาการก็ได้

 

......................

(หมายเหตุ : ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ชี้สังคมไทยก้าวพ้น ‘ทักษิณ’ไปแล้ว คาดปีหน้าถ้าแต่ละฝ่ายไม่สุดโต่งก็ไม่นองเลือด โดย เหมือนแพร ศรีสุวรรณ ศูนย์ข่าว TCIJ : http://www.tcijthai.com/)