
'ดร.โกร่ง'ลั่นลาออกหากงานกยอ.ลุล่วง
'ดร.โกร่ง'เผยรองาน กยอ.เป็นรูปธรรมจะลาออก แนะระยะสั้นต้องปรับโครงสร้างพื้นฐาน ประตูน้ำ คู คลอง
เมื่อเวลา 14.00 น. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้จัดงานวันกำพล วัชรพล ประจำปี 2554 โดยมี นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย(กยอ.) ปาฐากถาพิเศษ เรื่องความหวังประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอุทกภัย ว่า มหาอุทกภัย ปี 2554 ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากน้ำจะเข้าท่วมไร่นาแล้วยังท่วมโรงงานอุตสาหกรรม ที่เป็นหัวใจในพื้นที่ 7 แห่ง อีกทั้งยังท่วมสนามบินดอนเมืองและถนน ทำให้ภาคการท่องเที่ยวที่เสียหายจำนวนมาก โดยการดำเนินการเฉพาะหน้านั้นรัฐบาลมีคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย(กฟย.) ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลยังตั้ง กยอ.และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ((กยน.) โดยคณะกรรมการกยอ.และกยน. มีลักษณะงานรีบด่วน เป็นเรื่องระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว โดยเรื่องระยะสั้นนั้น ในอีก 12 เดือนแม้ฝนจะตกมากกว่าที่ผ่านมา มั่นใจว่าปัญหาอุทกภัยจะไม่ร้ายแรง รวมทั้งจะไม่สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติและประชาชนเหมือนปีนี้ เพราะตนได้เฝ้าดูการป้องกันและการบรรเทาแล้ว
นายวีรพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีปัญหาหลายอย่าง ประกอบด้วย ความไม่มีเอกภาพในการจัดการบริหารน้ำ เริ่มต้นจากทัศนคติ ของกรมที่เกี่ยวกับน้ำ และผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลพื้นที่ที่น้ำผ่าน ยังมีทัศนคติที่ต้องแก้ไข ซึ่งปกติแล้วประเทศไทยไม่มีน้ำมาก และทัศนคติของผู้บริหารน้ำต้องหาน้ำกับกักเก็บน้ำ โดยเฉพาะกรมชลประทานก็ต้องให้น้ำ ไม่ใช่ระบายน้ำ
"สิ่งแรกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ไม่ใช่จะคิดเพียงหาน้ำ เก็บน้ำและส่งน้ำ เท่านั้น เพราะเมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้นต้องเปลี่ยนหาทางระบายน้ำลงทะเลเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเกิดอุทกภัย สำหรับเรื่องที่ 2 ที่บกพร่องคือการไม่ได้เตรียมการเครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีการสร้างคันคู ตั้งแต่ปี 2527 สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้รับการดูแล ปล่อยปละละเลย ไม่มีการตั้งงบประมาณเสริมคัน คู หรือขุดลอกคลอง ไม่ได้ตรวจดูเครื่องสูบน้ำว่ายังมีครบถ้วนหรือไม่ อีกทั้งคัน คู ชำรุดและล้าสมัยเป็ยอย่างมาก ขณะที่นิคมอุตสาหกรรม จะทำระบบสูบน้ำ ป้องกันน้ำ แต่ปีนี้ฝนตกมากจึงทำให้นเข้าไปภายในได้" นายวีรพงษ์ กล่าว
นายวีรพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า หากจะแก้ไขข้อบกพร่องทั้ง 2 เรื่องนี้ ก็ต้องการจัดตั้งองค์กรที่จะบริหารน้ำอย่างเป็นเอกภาพ ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีกรมชลประทาน เป็นรัฐบาลดูแลคูคลองต่างๆ และมีจังหวัดที่มีอำนาจดูแลพื้นที่ อีกทั้งยังมีเทศบาล มหานคร ที่ลงทุนเรื่องของน้ำ จึงเป็นเจ้าของเครื่องมือที่ลงทุนและมีอำนาจจัดการบริการ เมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ทุกฝ่ายก็ดูพื้นที่ที่รับผิดชอบ ทำให้งานไม่สอดคล้องกัน ทำให้กรุงเทพฯ เป็นที่ขวางน้ำขนาดใหญ่จากนครสวรรค์ ที่จะลงทะเล เพราะฉะนั้นหากจัดตั้งองค์กรที่เป็นเอกภาพ เพียงองค์กรเดียว เพื่อบริหารจัดการน้ำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และสามารถจัดตั้งได้ก่อนน้ำหลากปี 2555 ซึ่งหากแก้ไขก็จะลดปัญหาลงไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว
แนะระยะสั้นต้องปรับโครงสร้างพื้นฐาน ประตูน้ำ คู คลอง
ส่วนเรื่องระยะสั้นนั้น นายวีรพงษ์ กล่าววว่า ต้องดูโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการส่งน้ำ ที่ต้องปรับปรุง เสริมสร้าง และแก้ไข เช่นประตูน้ำต่างๆ ตั้งแต่ประตูน้ำพระอินทร์ราชา ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ที่พังเสียหาย รวมทั้งคันคูตามแนวพระราชดำริทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก ผนังคันคู ที่ทรุดโทรม ซึ่งตนเสนอว่าผนังกั้นน้ำที่ทำชั่วคราวก็ควรทำถาวร เช่น คันกั้นคลองระพีพัฒน์ และคันกั้นคลองรังสิตที่ควรเพิ่มระดับให้สูง ซึ่งต่างประเทศใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และกล้องซีซีทีวี ควบคุมประตูระบายน้ำ แต่ประเทศไทยยังใช้คน สำหรับฝั่งตะวันตก ยอมรับว่ามีปัญหามากกว่าฝั่งตะวันออก เพราะคู คลองไม่เป็นระเบียบ ไม่มีระบบคลองแบบคลองรังสิต แต่มีคลองหลัก 3-4 สายคือคลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองทวีวัฒนา รวมทั้งคลองของเอกชนที่ทำสวน ซึ่งฝั่งตะวันตกยังไม่มีระบบแข็งแรงเหมือนฝั่งตะวันออก จึงต้องเสริมคันคู ขุดลอกคลอง และขุดคลองลัดเร่งด่วน เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ปี 2555 จะต้องเริ่มตั้งแต่ขื่อน ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งลงเจ้าพระยามารวมกันที่ปากน้ำโพ ที่แม้จะมีระบบชะลอน้ำ แต่ก็ต้องมีองค์กรที่มาดูน้ำตั้งแต่ต้นฤดู เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ระบายน้ำออกมา ไม่ต้องรอให้ถึงปลายฤดู เมื่อน้ำระบายอกมาแล้วก็จะผ่านมาลงปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ก็ต้องติดตามดูว่าเป็นอย่างไร จะให้ผ่านเขื่อนชัยนาท เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนทุ่งช้าง มากน้อยแค่ไหน ส่วนจ.อยุธยา จะให้ผ่านมาไม่ได้ เพราะจะเข้า ปทุมธานี กรุงเทพมาหนคร แนวคิดง่าย ๆ หากมีอุทกภัยเกิดขึ้นอีกในปี 2555 เมื่อไหลมายังปากน้ำโพ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือให้ลงท่าจีน ลงคลองระพีพัฒน์ และลงจ้าพระยา ก็จะไม่ทำให้เกิดอุทกภัย" นายวีรพงษ์ กล่าว
นายวีระพงษ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่จะต้องทำในอีก 12 เดือน ก็ต้องทำของเก่าให้มั่นคง โดยเริ่มจากทางเหนือ ตั้งแต่หนอง คลองบึง อาทิ บึงบอระเพ็ด ที่จะทำอย่างไรให้เป็นแก้มลิง ซึ่งทางเหนือต้องเป็นที่ชะลอน้ำ ให้ลงมาถึงปากน้ำโพช้าที่สุด เพื่อรอดูท่าทีของน้ำว่าเป็นอย่างไร เมื่อถึงปากน้ำโพ จุดไหนเป็นแก้มลิงได้ก็ทำ พอมาถึงชัยนาท อ่างทอง สิงหบุรี ก็แบ่ง 3 ส่วน ส่วนแรก ลงแม่น้ำท่าจีน ส่วนที่สองระบายลงน้ำลงคลองระพีพัฒน์ เพื่อให้น้ำลงแม่น้ำบางปะกง และส่วนสุดท้ายจะน้ำเข้ามาในระบบคูคลองของกทม. โดยใช้คลองแสนแสบลงคลองพระโขนเพื่อระบายออกแม่น้ำเจ้าพระยา
นายวีระพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า การที่นำน้ำผ่านแม่น้ำบางปะกงจะต้องหาดูว่าทำอย่างไรให้น้ำผ่านเป็นระเบียบ โดยฟลัดเวย์ ขณะเดียวกันก็ต้องคุยกับชาวบ้านว่าจะขอให้น้ำผ่าน อย่าเพาะปลูก แต่หากน้ำเข้าท่วมจริงก็ต้องชดเชย ตามหลักน้ำจะหลากก็ได้ แต่ให้หลากน้อยที่สุด หลากอย่างมีระเบียบ อยู่ในการควบคุมให้สามารถลงทะเลอย่างมีระเบียบ จะกั้นไม่ได้ เพราะจะเสียหายมาก
นอกจากนี้ นายวีรพงษ์ กล่าวอีกว่าสิ่งหนึ่งที่จะต้องทำ คือ ศูนย์ข้อมูลน้ำ เพราะที่ผ่านมามีความผิดพลาดมากในเรื่องของข้อมูล และโครงสร้างการบริหารน้ำ ที่ไม่มีการปรับปรุงข้อมูลเป็นระยะเวลานาน ซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงข้อมูล การบริหารก็จะผิดพลาด และเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ซึ่งเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลา 12 เดือนอีกเรื่อง คือระบบเตือนภัย เมื่อถึงเดือน ก.ค.และ ส.ค. ปี 2555 จะต้องบอกได้จุดที่ตั้งบ้านเรือนอยู่จะท่วมหรือไม่ ซึ่งต้องบอกให้ได้ก่อนประมาณ 1 เดือน เพราะฉะนั้นการปรับปรุงระบบพนยากรณ์การปรับปรุงพฤติกรรมน้ำ เพื่อให้สามารถส่งสัญญานเตือนภัยให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง จะต้องได้รับรู้ก่อน เพื่อจะได้รู้ตัวว่าต้องประสบภัยพิบัติหรือไม่ และหากทำได้ตามที่บอกนั้นแม้ฝนจะตกมามากเท่าหรือมากกว่าปีนี้ ภัยพิบัติอย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้ต้องไม่เกิด โดยนายกรัฐมนตรีก็ได้รับปากจะเร่งให้หน่วยงานต่างๆ เร่งทำตามแผนงานที่วางไว้แล้ว ซึ่งจะงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาทเท่านั้น
สำหรับคันกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมจะต้องปรับใหม่ให้มีความสูงมากขึ้น ซึ่งได้ขอให้วิศกรรมสถาน และไจก้า เร่งออกมาตรฐาน เพื่อทำให้นิคมทอุตสาหกรรมที่จมน้ำ 7 แห่ง และนิคมฯบางชันกับนิคมลาดกระบัง ให้สามารถลงทุนปรับปรุงคันคู และระบบระบายน้ำ ทั้งท่อน้ำ เครื่องสูบน้ำ ซึ่งจะให้สินเชื่อราคาถูกระยะยาว ผ่านทางธนาคารออมสิน เพื่อให้เร่งทำให้ทันน้ำหลากในปีหน้า
ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูทั้งระบบ โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีความแปลกเพราะแม่น้ำที่ตกจากทางเหนือ ภูเขาจะรวบรวมน้ำไหลผ่าน ปิง วัง ยม น่าน และส่งมาท่วมนครสวรรค์ทุกปี แต่ยังขาดแม่น้ำยมยังเป็นฟันหลออยู่แห่งเดียวที่ยังไม่มีเขื่อน ก็ต้องพิจารณาว่าจะต้องทำอย่างไรให้มีโครงสร้างครบถ้วน และขณะนี้ควรตัดสินใจแล้วว่าจะทำอย่างไร สำหรับพื้นที่เหนือ จ.นครสวรรค์ขึ้นไปต้องเรียกว่าว่าเขตชะลอน้ำ ซึ่งโครงการปลูกป่า จะชะลอน้ำได้ดีที่สุด พร้อมหาพื้นที่หนอง บึง เป็นแก้มลิง โดยไม่ต้องรบกวนพื้นที่ของประชาชน เพราะที่ลุ่มที่พัฒนาได้มีจำนวนมากก่อนถึงนครสวรรค์ ที่ไม่ได้รับการดูแลมานาน
“จ.นครสวรค์ ก็ต้องดูว่าขจะทำอย่างไร เพราะน้ำท่วมซ้ำซาก เกือบทุกปี และใต้ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ต้องเรียกเขตน้ำเดิม เพราะฉะนั้นการเสริมคันคู ในแม่น้ำหลัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำสะแกกรัง การขุดลอกต้องให้ลึกลง โดยเฉพาะหน้าเขื่อนชัยนาท ที่ไม่มีการขุดลอกมานาน ทำให้การรับน้ำไม่ดี ก็ต้องขุดลอก พื้นที่ใต้จาก จ.ชัยนาทก็เป็นอ่างทอง สิงหบุรี ก็แบ่ง 3 ส่วน โดยให้ไปทางตะวันตตก ลงแม่น้ำท่าจีน อาจต้องขุดลอก เสริมตลิ่ง ทำประตูน้ำ สำหรับฝั่งพระนคร เริ่มตั้งแต่คลองรังสิต เสริมคันคู ประตูน้ำ ยกถนน ขุดลอกคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อสูบน้ำลงแม่น้ำบางปะกง เพราะแม่น้ำบางปะกงสูงกว่าแม่น้ำเจ้าระยา ส่วนกลางในกรุงเทพฯ ก็ต้องเป็นที่น้ำผ่าน ไม่ใช่น้ำแห้งไม่ยอมให้ผ่าน โดยจะใช้อุโมงค์ส่งน้ำให้เต็มที่ทั้งหมด และระหว่างทางหากที่ไหนเป็นแก้มลิงได้ก็สร้างแก้มลิงให้มากขึ้น ซึ่งหากทำได้ทั้งหมดนี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นแผนทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยาว ซึ่งจะเสนอให้คณะรัฐมนตีพิจารณาไม่เกินกลางเดือน มกราคม 2555 ซึ่งขณะนี้ยกร่างเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อผ่านครม.แล้วก็จะแปลเป็นร่างแผนงาน และเริ่มประมูลปิดงานได้ทันที เมื่อจัดทำแผนเป็นรูปธรรมภายใน 1-2 ปีนั้น ผมจะลาออกจากตำแหน่ง ประธาน กยอ." นายวีรพงษ์กล่าว



