
ว่าด้วยกับดักและขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
ว่าด้วยกับดักและขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected]
กระแสการรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่หลายคนมักจะเรียกง่ายๆ ว่า "กฎหมายหมิ่น" นั้น มีมิติที่น่าสนใจยิ่ง
แต่ผมจะไม่ตั้งคำถามว่า "ควรแก้ หรือไม่ควรแก้" หรือ "ควรยกเลิก หรือไม่ควรยกเลิก"
คำถามของผมจะยืนอยู่ในอีกมุมหนึ่งว่า "ทำไมการต่อต้านการแก้กฎหมายเหล่านี้จึงดูเหมือนกับไม่มีลักษณะที่รุนแรงหรือเป็นระบบมากนัก เมื่อเทียบกับกระแสของบรรดาฝ่ายที่ต้องการให้แก้ ซึ่งมักจะให้ความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และดูเหมือนกับว่าจะสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง?”
แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าจะไม่มีกระแสการต่อต้านการแก้ไขมาตราดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายทหารเอง หรือจากฝ่ายขบวนการหลายสี ฯลฯ
คำถามอาจจะไม่ใช่ง่ายๆ ว่ากระแสฝ่ายไหนมากกว่ากัน และกระแสฝ่ายไหนจุดขึ้น หรือใครวาดภาพให้ใครน่ากลัวกว่ากัน
สำหรับผมสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจจะเป็นลักษณะของบรรยากาศที่เหมือนกับหมอกควัน และกับดักในการเคลื่อนไหวในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในช่วงนี้
การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในความหมายว่าการเปลี่ยนแปลงจากประชาธิปไตยแบบรัฐประหาร มาสู่ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะของฝ่ายที่กุมชัยชนะจากการเลือกตั้งที่พวกเขารอคอยมานานหลายปี และสูญเสียเลือดเนื้อมามิใช่น้อย
ผมคิดว่าจะเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงเรื่องมาตรา 112 นั้น ก็คงจะต้องเข้าใจในบริบทของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน เพราะมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
ดังนั้นแทนที่จะมองว่าพรรคเพื่อไทยหักหลังเสื้อแดง ผมกลับคิดว่า เรื่องที่สำคัญก็คือยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้กับมีความเสี่ยงและความเปราะบางอยู่มิใช่น้อย
ฝ่ายผลักดันการแก้ไขบางกลุ่มอาจจะไม่รู้ตัวว่าทุกคนมีความเป็นสลิ่มอยู่ในตัวเอง เมื่อพวกเขาเผลอแสดงความอกหักและผิดหวังกับมวลชนและองค์กร
พูดกันง่ายๆ เราควรจะมาตั้งคำถามว่าอะไรคือเส้นทางที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่? ซึ่งอย่างน้อยสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ (แม้ว่าจะดำเนินไปพร้อมๆ กัน แต่ความหนัก-เบา หลัก-รอง อาจไม่เหมือนกัน) ระหว่างการเรียกร้องความยุติธรรมจากการปราบปรามเมื่อสองปีที่ผ่านมา และปีที่แล้ว การล้มล้างผลพวงรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมผ่านนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ และการแก้ไขมาตรา 112
ที่อภิปรายเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไร แต่ผมคิดว่าไม่ควรละเลยเรื่องราวอันสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนผ่านในช่วงนี้
เพราะอย่าลืมว่า ไม่ว่าเราจะไม่ให้ค่ากับรัฐธรรมนูญมากแค่ไหน เพราะว่ามีหลายฉบับ ฉีกได้บ่อยๆ และองค์กรด้านตุลาการก็ไม่ได้ปกป้องรัฐธรรมนูญด้วยอ้างคำพิพากษาเก่าของตนเอง ซึ่งเป็นคำพิพากษาในยุคเผด็จการ และไม่ได้เข้ากับหลักกฎหมายเป็นใหญ่ รัฐธรรมนูญก็ยังจะเป็นหลักในการกำหนดเรื่องราวอีกหลายเรื่อง
ดังนั้นการปล่อยให้กระแสแก้ 112 มีที่ยืนมากๆ อาจไม่ได้หมายถึงการปรับตัว หรือการตั้งรับแบบเพลี่ยงพล้ำของบรรดาผู้เคลื่อนไหวในระบอบที่ฝ่ายรณรงค์คิดว่าตนนั้นท้าทายคนเหล่านั้นได้ แต่ควรสังเกตการเคลื่อนไหวท้าทายจากฝ่ายนั้นที่พยายามเสนอว่า ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติก่อน เพราะรัฐธรรมนูญวันนี้ผ่านการทำประชามติ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝ่ายกุมอำนาจเลือกตั้งวันนี้ไม่สามารถได้รับความไว้วางใจและความเห็นพ้องต้องกันกับสื่อได้ ลองคิดดูว่า ถ้าท่ามกลางการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญกลับมีการโจมตีกันเรื่องกระแสการเปลี่ยนแปลง 112 แล้วมาผูกโยงกับการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่ากระบวนการการเปลี่ยนแปลงอีกหลายเรื่องคงจะถูกบิดเปลี่ยนหรือทำให้ล่าช้าไปไม่มากก็น้อย



