
ครม.โยกย้าย7ผู้ว่าฯรวมเมืองชลเซ่นม็อบ
ครม.มีมติเห็นชอบโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด 7 ตำแหน่ง รวมถึงผู้ว่าฯเมืองชลบุรีเซ่นม็อบเสื้อแดงล้มประชุมผู้นำอาเซียน บัญญัติเผยกก.สมานฉันท์ฯปชป.หนุนทำประชามติ อนุพงษ์ ขู่ฟ้องใครผูกโยงฆ่า สนธิ "ธานี"เรียกประชุมทีมสอบคดีสนธิยันไม่เลี้ยงสตรีผู้สูงศักด
(6พ.ค.) นายวิชัย ศรีขวัญปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เสนอรายชื่อข้าราชการระดับ 10 ที่กระทรวงมหาดไทย ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจาณามี ดังนี้ 1. นายวีระวิทย์ วิวัฒนวานิช พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน 2. นายสุรพล พงษ์ทัดสิริกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา
3. นายเสนีย์ จิตตเกษม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดศรีษะเกษ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี 4. นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน 5. นายระพี ผ่องบุพกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดศรีษะเกษ 6. ว่าที่ร.ต.พงษ์ศักดิ์ พลายเวช พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ให้ดำรงตำแหน่งนักปกครอง 10 กระทรวงมหาดไทย 7. นายวัลลภ พริ้งพงษ์ รองอธิบดีกมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
ล่าสุดที่ประชุมครม.เห็นชอบตามนั้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
บัญญัติเผยกก.สมานฉันท์ปชป.หนุนทำประชามติ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของของพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมประชุมหารือถึงท่าทีของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคเข้าร่วมรับฟังด้วย
ภายหลังการหารือ 2 ชั่วโมง นายบัญญัติ เปิดเผยว่า เป็นเพียงการหารือเพื่อกำหนดกรอบก่อนที่จะเข้าประชุมกับคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันที่ 7 พ.ค. หลังจากที่ดูอำนาจหน้าที่แล้วมี 2 ประเด็น ที่คณะกรรมการฯชุดนี้ต้องทำคือ การสร้างแนวทางความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น และ 2. การพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่า ต้องทำ 2 ประเด็นดังกล่าว ให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการตลอดจนเนื้อหาสาระ ก็ไม่ควรขัดแนวทางการสร้างสมานฉันท์ จึงหนีไม่พ้นและจำเป็นต้องดึงทุกภาคส่วนเข้าร่วม เพื่อรับฟังปัญหาอย่างกว้างขวางด้วย
กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่พรรคการเมืองอื่นเสนอเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราต่าง ๆ นั้นมีคำถามตามมาว่า พรรคประชาธิปัตย์มีท่าทีอย่างไร ซึ่งที่ประชุมได้นำเอาข้อศึกษาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเคยทำที่มีตนเป็นประธานศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบในการใช้รัฐธรรมนูญ รวมถึงรายงานข้อศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบจากการใช้รัฐธรรมนูญสภาผู้แทนราษฎร ที่ตั้งขึ้นสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเมื่อดูผลการศึกษาทั้งสองส่วน ผลกระทบจริง ๆ จากการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 50 มีน้อยมาก โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเมือง ซึ่งจากรายงานในส่วนของสภาระบุว่า ไม่มีผลกระทบ ที่ประชุมของคณะกรรมการในส่วนของพรรคเอง คงจะไม่เสนออะไร แต่จะรับฟังข้อเสนอจากพรรคการเมืองอื่นมากกว่า ซึ่งจากการรับฟังแล้วก็จะนำมาทำให้ข้อเสนอเหล่านั้น ให้สังคมยอมรับได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องช่วยกัน หรือทำให้สังคมรับได้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่มีข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายบัญญัติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคมองว่าเร็วเกินไป ที่จะเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งเมื่อดูรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบของสภาผู้แทนราษฎร ที่ใช้เวลาถึง 120 วัน ในการศึกษา ก็ไม่พบว่ามีผลกระทบอย่างใด ภารกิจของคณะกรรมการ คือตรงไหนที่ช่วยตบแต่งหรือให้สังคมยอมรับได้ต้องช่วยกัน
ส่วนกรณีม.190 ที่เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญาต่าง ๆ ของรัฐบาลต้องนำเสนอเข้ารัฐสภาเพื่อให้รับทราบ ซึ่งหากแก้ไขให้ชัดเจนขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะรับได้ นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงม. 265 และ 266 ที่ส.ส.ต่างบ่นว่า มีข้อจำกัดถึงอำนาจหน้าที่ หลังจากรับฟังปัญหาจากประชาชนและจะไปติดต่อหน่วยงานราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ มันจะกลายเป็นว่าส.ส.เข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของส่วนราชการ รวมถึงมีการพูดถึงกรณีให้ส.ส.เป็นรัฐมนตรีได้ แต่กลับเป็นเลขานุการรัฐมนตรีไม่ได้ จะทำให้เป็นว่าคนที่ไม่เคยเป็นเลขารัฐมนตรี และจะก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีเลย จะทำให้การทำงานมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งน่าจะเปิดโอกาสให้ทำหน้าที่ดังกล่าว เพื่อเป็นการศึกษางานล่วงหน้า โดยการประสานงานกับรัฐมนตรี และส.ส. รวมถึงหน่วยราชการ ซึ่งจะทำให้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งหลายคนก็เห็นด้วยกับการแก้ไข เพื่อให้กลับไปทำงานได้ ส่วนใหญ่รายงานของสภาสอดคล้องกับผลการศึกษาพรรคตลอดมา
คณะกรรมการในส่วนของพรรคจะเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ จัดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยดึงทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด โดยไม่น้อยไปกว่าระยะเวลา ที่ใช้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ภารกิจสร้างความสมานฉันท์ สวนทางกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการหารือถึงม. 237 ที่เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งและมีโทษถึงยุบพรรคการเมืองหรือไม่ นายบัญญัติ กล่าวว่า ดูจากผลการศึกษาผลกระทบของรัฐธรรมนูญทั้งในส่วนของพรรคและรายงานจากสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่เอ่ยถึงผลกระทบใด ๆ ดังนั้นในส่วนของพรรคก็ไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว แต่จะไปรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองอื่น
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่ต้องเปิดทำประชามติเพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งประเทศในการแก้ไขรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสมานฉันท์ชุดใหญ่ว่ามีความเห็นอย่างไร หากคณะกรรมการชุดดังกล่าวตระหนักในหน้าที่ใน 2 ประเด็นหลัก ก็จะขัดแย้งกัน สุดท้ายน่าจะใช้วิธีการทำประชามติ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติจากประชาชนมาก่อน หากอยู่ ๆ จะมาแก้ไขกันเองก็ไม่เหมาะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของคณะกรรมการทั้ง 8 คน มีความเห็นขัดแย้งกันหรือไม่ นายบัญญัติ กล่าวว่า “ ไม่มี ”
“ชินวรณ์”ยันพรรคร่วมเดินหน้าสร้างรธน.ฉบับสมานฉันท์
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)แถลงภายหลังการประชุมว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีมติว่าเราต้องการเห็นการทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำงานเพื่อส่วนร่วม และได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกพรรคการเมืองและทุกภาคส่วน ซึ่งกระบวนการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ขอให้ทำงานอย่างอิสระ และจะไม่มีการกดดันจากพรรคการเมืองใด ๆ
ส่วนคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะประชุมและมีมติออกมาอย่างไรพรรคร่วมรัฐบาลก็ยินดีให้ความร่วมมือเพราะช่วยกันหาข้อยุติและปัญหาทางการเมืองต่อไป และขอวิงวอนให้ประชาชนทุกคนที่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงมาร่วมกันแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวนำประเด็นจากทุกพรรคการเมืองจากทุกฝ่ายมาศึกษาเพื่อหาข้อยุติต่อไป ซึ่งหวังว่าคณะกรรมการชุดนี้จะศึกษาหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้ และขอให้ทุกฝ่ายรวมใจกันหยุดทำร้ายประเทศไทย
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากรรมการคณะกรรมการสมาฉันท์ฯได้รับแรงกดดันจากแกนนำพรรคนั้นไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะพรรคชาติไทยพัฒนา เพราะนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ออกมายืนยันแล้วว่าพร้อมให้การสนับสนุนคณะทำงานอย่างเต็มที่
นอกจากนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังได้มีการหารือกันว่าในระหว่างการปิดสมัยการประชุมรัฐสภา ขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีตอบกระทู้ถามทั่วไปลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อที่จะให้ส.ส.นำคำชี้แจงดังกล่าวไปชี้แจงต่อประชาชนในสมัยที่มีการปิดการประชุมด้วย นอกจากนี้อยากเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และเร่งทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุก
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลได้มีการหารือกันหรือไม่ว่าควรจะทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชินวรณ์กล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวหารือกันว่าเมื่อต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้วจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์หรือไม่ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลมี 2 แนวความคิดคือ 1.เปิดกว้างให้ประชาชนเสนอความคิดเห็นเพื่อนเสนอประเด็นต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทำในรูปของการตั้งอนุกรรมการฯลงไปเก็บข้อมูล และ2.ให้คณะกรรมการฯรวบรวมประเด็นและอาจนำไปสู่การทำประชามติ แต่อย่างไรก็ตามหากคณะกรรมการฯได้ข้อยุติแล้วว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนเสนอ หรือให้ประชาชน 50,000 รายชื่อเข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไข จากนั้นก็อาจใช้วิธีการด้วยการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมร่างร่วมคิดเหมือนกับส.ส.ร.แต่อย่างไรก็ตามหากคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเห็นอย่างไรพรรคร่วมรัฐบาลก็สนับสนุนแต่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ประเมินสถานการณ์ว่าอีก 1 ปีจะมีการยุบสภาและพรรคภูมิใจไทยก็จะได้กลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะร่วมรัฐบาลเพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมาย และแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ส่วนพรรคจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของอนาคต
คนที่ยุบสภาได้คือนายกฯและขอให้ความมั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลตจะนำพาบ้านเมืองไปสู่การแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเมือง ส่วนเป้าหมายการแข่งขันทางการเมืองจะเป็นอย่างไรนั้นเราจะยึดถือเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ส่วนรัฐธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมาใหม่ก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความสมานฉันท์เป็นการแก้จุดอ่อนเพื่อสร้างจุดแข็ง เพราะประชาชนไม่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่มาจากคมช.หรือรัฐธรรมนูญที่เกิดจากวิกฤติ
“อนุพงษ์”ขู่เอาผิดใครโยงเอี่ยวฆ่าสนธิ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีเหตุลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ที่ระบุว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องว่า ทุกประเด็นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพ เราพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่าง เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ หากตำรวจขอความร่วมมือใดมากองทัพพร้อมจะให้ความร่วมมือ หากไปถึงบุคคลใดก็ต้องถูกดำเนินคดี
เมื่อถามว่า นายสนธิระบุมีทหารยศ จ.ส.อ. เป็นผู้ปฏิบัติการกองทัพตรวจสอบอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตามหลักการตำรวจจะทำเรื่องแจ้งมาว่าเป็นใคร ก็ต้องดำเนินการตามหลักการและมีวิธีการตามขั้นตอนสืบสวนสอบสวน
ถามว่านายสนธิ ปักใจเชื่อว่าการลอบสังหารมีกองทัพอยู่เบื้องหลัง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หากมีใครในกองทัพทำความผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าใครทั้งสิ้น
เมื่อถามถึงกระสุนปืนยิงนายสนธิมีสัญลักษณ์อาร์ทีเอตรวจสอบทราบหรือยังว่าเป็นของหน่วยใด พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นตัวเรื่อง แต่เตรียมข้อมูลไว้
ส่วนที่มีการเชื่อมความสัมพันธ์ของท่านกับคุณหญิงวิริยา ชวกุล ว่าอาจมีส่วนในการลอบสังหารครั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่ใช่ท่านผู้หญิง ต้องไปถามท่านผู้หญิงเอง ผมไม่เคยได้ยินคำถามนี้ว่ามาจากไหน หากถามเรื่องท่านผู้หญิงก็ต้องถามท่านผู้หญิง”
ผู้สื่อข่าวถามว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล พยายามผูกโยงว่าท่านเกี่ยวข้องกับการสังหาร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ใครก็แล้วแต่ที่กล่าวหาผม ผมจะใช้สิทธิตามกฎหมาย หากท่านพูดท่านต้องรับผิดชอบ รวมทั้งสื่อหากเขาไม่ได้พูดแล้วสื่อนำเสนอก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ หากไปโยงกับท่านอื่นผมพูดแล้วจะเป็นประเด็น อย่าเอาผมไปโยงกับใคร”
ต่อข้อถามที่ว่า เป็นการบีบให้ท่านหาคนผิดมาให้ได้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “หากสมมุติว่าผมทำได้ ก็ต้องทำ หากใครมีความผิดแล้ว ผมให้การสนับสนุนได้ก็ต้องเอามา หากผมไปจับส่งเดชไม่มีหลักฐานไม่มีอำนาจจะไปทำได้อย่างไร หากแจ้งมาก็ต้องสนับสนุนทุกอย่างในการหาคนผิดให้ได้”
เมื่อถามว่า นายสนธิพยายามโยงเรื่องอำนาจใหม่ระหว่างกองทัพกับกลุ่มการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีแน่นอน ตนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง
"ธานี"เรียกประชุมทีมสอบคดีสนธิยันไม่เลี้ยงสตรีผู้สูงศักดิ์
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 6 พฤษภาคม พล.ต.อ. ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดียิงถล่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยภายหลังการประชุมได้กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีว่า การประชุมในวันนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าของคดี มีประเด็นสั่งการให้กลับไปช่วยทำงานเพิ่มเติมเรื่องพยานหลักฐานทางคดี เนื่องจากพยานหลักฐานบางชิ้นยังดำเนินการไม่เรียบร้อย จึงเร่งรัดให้ทำงานโดยมีกำหนดเวลา
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสนธิ ออกมาพูดถึงสตรีผู้สูงศักดิ์เป็นผู้บงการ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ไม่รู้ เรื่องนี้ต้องไปถามนายสนธิเอง ส่วนข้อมูลที่นายสนธิแถลงจะตรงกับการสืบสวนของตำรวจหรือไม่นั้น บอกไม่ได้เพราะเป็นเรื่องงการสืบสวน แต่ใครพูดอะไรก็ต้องรับฟัง ข้อมูลทุกข้อมูลมีประโยชน์หมดเพียงแต่เราต้องมาพิจารณาว่ามีประโยชน์รูปคดีมากแค่ไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ในขณะนี้สามารถจับกุมคนร้ายได้หรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า แล้วแต่พยานหลักฐานจะสาวไปถึง ก็ต้องดำเนินตามขั้นตอนขบวนการ คดีมีความละเอียดอ่อน สำหรับกรณีที่นายสนธิออกมาระบุว่าเป็นฝีมือกลุ่มทหารแนวทางการสืบสวนจะต้องเป็นไปทางนั้นหรือไม่ ยังไม่สามารถระบุได้แต่ข้อมูลที่ใครพูดเราก็ฟังแล้วมาพิจารณาว่าพยานหลักฐานไปตามนั้นหรือไม่ แต่คดีนี้คงต้องเสร็จก่อนที่ตนเองจะเกษียณอายุราชการ
ส่วนกลุ่มมือปืนจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนมีสีหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า กลุ่มมือปืนเราตรวจสอบไปหลายชุดแล้ว แต่พยานหลักฐานยังไม่สาวไปถึงกลุ่มใด แต่ทางการสืบสวนเราก็ยังสืบสวนต่อไป เราได้ไปสอบปากคำคนขับรถและการ์ดที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว แต่เรายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะเป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวน
ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่นายสนธิระบุว่ามีทหารยศจ่าสิบเอกเป็นผู้ยิงเอ็ม 79 พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ไม่รู้ในเรื่องนี้ ส่วนกรณีอาวุธสงครามที่ใช้ก่อเหตุปล้นร้านทองที่พัทยาซึ่งมีการจับกุมได้นั้น ได้สั่งการให้ตรวจสอบโดยให้ส่งมาตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อเปรียบเทียบอาวุธที่คนร้ายใช้ในคดีนี้ด้วย ส่วนอาวุธสงครามที่ให้ส่งมาตรวจก่อนหน้านี้นั้นยังไม่พบอาวุธที่เกี่ยวข้องกับคดีเลย ถ้าเจอก็คงจับคนร้ายได้แล้ว
ผู้สื่อสื่อข่าวถามว่าคดีนี้ถือว่าไม่คืบหน้าหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ไม่เพราะการทำงานต้องมีความรอบคอบ มันจะมีประโยชน์อะไรหากเร่งรีบแล้วจับใครมาก็ไม่ทราบว่าใช่คนร้ายหรือไม่ แต่คดีนี้จะเสร็จก่อนเกษียณราชการอีก 4 เดือนหรือไม่นั้นต้องแล้วแต่พยานหลักฐาน ถ้ารอถึง 4 เดือนก็ช้ามากใครเขาจะรอ ถ้าได้พยานหลักฐานสำคัญก็อาจเสร็จเร็วถ้าไม่ได้ก็ต้องดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้ตำรวจทราบตัวคนร้ายแล้วหาหลักฐาน หรือหาหลักฐานเพื่อสาวไปยังคนร้าย พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า การทำงานของตำรวจถ้าไม่มีหลักฐานก็จะถูกต่อว่าว่าไปจับใครมา ทุกวันนี้ต้องดูที่พยานหลักฐานเพื่อนำไปขอหมายจับ ส่วนกรณีที่หากไม่พบอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ลงมือจะไม่สามารถนำไปสู่การจับกุมได้หรือไม่นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ว่าของกลางที่คนร้ายใช้ทำผิดก็ถือเป็นหลักฐานที่แน่นหนามั่นคง ไม่เช่นนั้นก็จะหาว่าตำรวจไปจับแพะอีก
พล.ต.อ.ธานี ยังกล่าวถึงกลุ่มมือปืนที่จับตาว่าเป็นผู้ก่อเหตุว่า ตรวจนี้เรากำลังตรวจสอบข้อมูลแต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าเป็นกลุ่มใด ส่วนที่มีการระบุว่าลูกปืนเป็นของทหาร พล.ร.9 ได้ถามไปยังกองทัพให้ตรวจสอบแล้วต้องรอให้ตอบมาก่อน
ส่วนกรณีที่นายสนธิออกมาแถลงข่าวถึงกรณีถูกยิงนั้น พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า เราก็รับฟังแต่ต้องตรวจสอบ บางคนก็มาให้ข่าวทางโน้นทางนี้เราก็รับฟังแต่ก็ต้องตรวจสอบว่าจริงเท็จอย่างไร เป็นแนวทางการสืบสวนอยู่แล้ว เราต้องดูความเป็นไปได้ ก่อนที่จะพูดถึงคนบงการเราต้องจับคนร้ายให้ได้ก่อน แล้วค่อยสาวไปว่าเป็นของใคร ตามขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่าตำรวจมีการหารือเพื่อป้องกันการก่อเหตุทำร้ายนายสนธิซ้ำอีกหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ ที่ 25 เม.ย. ที่ได้ไปประชุมเรื่องนี้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้สั่งการในเรื่องการป้องกันการกระทำผิดอย่างเต็มที่ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาถือว่าการป้องกันไม่ดี ยังจับคนร้ายไม่ได้ด้านการปราบปรามก็ไม่ได้ผล หากเกิดเหตุอีกก็ต้องรับผิดชอบแล้วทีนี้ ถือว่าการป้องกันล้มเหลว ต้องดำเนินการตามสัดส่วนสั่งการไปแล้วในที่ประชุม เป็นเรื่องปกติของตำรวจระบบงานต้องป้องกันให้ดี หรือเมื่อเกิดเหตุแล้วก็ต้องจับคนร้ายให้ได้ ถ้าคนใส่ใจในการทำหน้าที่
"อนุพงษ์” รับได้งบกองทัพถูกตัด
ที่ท้องสนามหลวง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงการตัดงบประมาณของกองทัพบกว่า ไม่มีปัญหา เมื่อประเทศมีความยากลำบากเรื่องงบประมาณ ความจำเป็นด้านการทหารแม้จำเป็น แต่หากเทียบความจำเป็นด้านอื่นมีมากกว่า งบด้านการทหารก็ต้องปรับ ไม่ว่าจะปรับอย่างไรกองทัพรับได้หมด ซึ่งงบประมาณจะตัดเท่าใดกองทัพก็ต้องมาปรับว่าอย่างไรเหมาะสมกับแผนงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นปรับงบกองทัพบกหมื่นล้านบาทรับได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เท่าไหร่ก็รับได้
ส่วนจะกระทบต่อการจัดซื้อรถยานเกราะยูเครนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรียนในหลักการแล้วว่า จะกระทบอะไรก็รับได้ หากมีความจำเป็นตัดก็ต้องตัด จำนวนที่จะถูกตัดน่าจะประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัดเท่าไหร่กองทัพรับได้ ส่วนงบประมาณจะจัดสรรอย่างไร กองทัพมีคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณ จะไปพิจารณาว่าจะตัดในส่วนใด คงไม่ใช่ตนสั่ง หน่วยเกี่ยวข้องก็จะพิจารณาและเข้าคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณในคณะการชุดใหญ่ของกองทัพบก
"ประวิตร”ป้องงบกองทัพหากจำเป็นต้องเดินหน้าตามแผน
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ท้องสนามหลวง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีกล่าวปฏิญาณตนเนื่องในวันกำลังสำรอง โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และคณะนายทหารระดับสูงกองทัพบก รวมถึงข้าราชการทหารจากกองบัญชาการรักษาดินแดน และประชาชนเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพียง
พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลจะตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ของกระทรวงกลาโหม จำนวน 11 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาทว่า เรื่องงบประมาณยังไม่ชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกัน แต่เมื่องบประมาณของประเทศลดลงประมาณ 2 แสนล้านบาท ดังนั้น คงจะกระทบทุกกระทรวง
ทั้งนี้คงต้องพูดจากันเพราะการปรับงบตามแผนกองทัพต้องดูเรื่องยุทโธปกรณ์หลักของกองทัพ ขณะนี้งบประมาณกองทัพคิดเป็น 1.5 ของจีดีพี ซึ่งถือว่ายังน้อยน่าจะปรับขยับขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งคงต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง ทั้งนี้ในคณะรัฐมนตรีมีการพูดคุยงบกองทัพแต่ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด
ต่อข้อถามที่ว่า ที่ยังไม่สิ้นสุดติดขัดเรื่องใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องความต้องการ ความจำเป็นของกองทัพในการใช้งบประมาณ ซึ่งรายละเอียดคงต้องพูดคุยกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณรู้ดี ทั้งนี้ คงไม่จำเป็นต้องเรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพหารือ เพราะตนรู้ถึงความต้องการของเหล่าทัพดีว่าความต้องการยุทโธปกรณ์ในระยะยาวเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า กองทัพบกถูกตัดงบถึงหมื่นล้านบาทจะกระทบโครงการหลักหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นนั้น เป็นเพียงชั้นต้น คงต้องพูดกันอีก
ส่วนโครงการที่เหล่าทัพเสนอมายังคงดำเนินการต่อไปหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงต้องดำเนินการตามแผนต่อไป เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ากลาโหมจะไม่ตัดงบประมาณรายจ่าย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่ต้องมีการพูดถึงความจำเป็น อย่าพูดให้เป็นประเด็น ทั้งนี้ กองทัพไม่ได้ต่อรอง แต่พูดถึงความต้องการ และหลักความจำเป็น ทุกอย่างมีข้อเท็จจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณที่กองทัพเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรเกี่ยวกับสลายการชุมนุมจะกระทบหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม กองทัพก็จะชี้แจงว่าอะไรที่มีความจำเป็นในการใช้ยุทโธปกรณ์ เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เมื่อมอบงานก็ต้องมอบงบประมาณให้
ถามว่า การตัดงบไม่เท่ากันอาจเกิดปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลได้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เกี่ยว อย่าพูดนอกประเด็นพูดแต่เรื่องของกลาโหม อย่าพูดเกี่ยวข้องพรรคร่วม เพราะเป็นเรื่องรัฐบาลกับพรรคร่วม
ตำรวจนครบาลพร้อมดูแลความสงบประชุมผู้นำสธ.อาเซียน
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 6 พ.ค. พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยและการรักษาความปลอดภัย ในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนที่ รร.ดุสิตธานี ในวันที่ 7 พ.ค.ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความสงบเรียบร้อยในภาพรวม โดยใช้กำลัง ตร.ทั้งหมด 6 กองร้อย 900 นาย แบ่งเป็นกองร้อยควบคุมฝูงชน จากกองบังคับการตร.ปฎิบัติการพิเศษ (191) จำนวน 2 กองร้อย ร่วมกับ ตร.ท้องที่กองบังคับการตร.นครบาล 5 อีก 1 กองร้อย ตร.กองปราบปราบ 1 กองร้อย และ ตร.ตระเวนชายแดน 2 กองร้อย ดูแลโดยรอบพื้นที่ที่มีการจัดงาน ส่วนการดูแลความปลอดภัยรมว.และผู้นำอาเซียนที่เข้าประชุมนั้น เป็นหน้าที่ของ ตร.สันติบาลเป็นผู้ดำเนินการ และเชื่อว่ากำลังที่มีอยู่จะดูแลความสงบเรียบร้อยได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร อีกทั้งยังไม่มีรายงานด้านการข่าว ของการชุมชนคัดค้าน แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการสืบสวนหาข่าวตลอดเวลา และเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแน่นอน
นอกจากนี้โฆษกนครบาลยังกล่าวถึง การดูแลความสงบเรียบร้อยของกลุ่มเสื้อแดง ในวันที่ 10 พ.ค.ที่วัดไผ่เขียวว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ควบคุมสั่งการกำลังตร.ในการปฎิบัติหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย โดยใช้กำลังตร.กองร้อยควบคุมฝูงชนและกำลังตร.นครบาล 2 จำนวน 2 กองร้อย เชื่อว่าจะดูแลรักษาสถานการณ์ได้ไม่น่ามีปัญหา เพราะยังไม่มีรายงานของกลุ่มเคลื่อนไหวคัดค้าน และไม่มีรายงานเหตุที่คาดว่าจะรุนแรงแต่อย่างไร ส่วนเหตุจราจลของกลุ่มผู้ชุมชนเสื้อแดงที่บุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยนั้น ความคืบหน้าล่าสุด ทางพนง.สอบสวนได้ออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 11 คน เป็นการออกหมายจับตามภาพที่ปรากฏภายหลังตรวจสอบว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยในเบื้องต้นยังไม่มีใครติดต่อขอเข้ามอบตัวแต่อย่างไร



