
เรื่องของโทรทัศน์
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : เรื่องของโทรทัศน์ โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ประเทศไทยหลังสมัยกึ่งพุทธกาล หรือนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ทีวี หรือ โทรทัศน์ เริ่มมีการแพร่ภาพออกอากาศ แม้ว่าในยุคนั้นเครื่องรับโทรทัศน์จะยังคงมีราคาแพง แต่คนไทยก็ขวนขวายพยายามหาเงินมาซื้อ เพื่อเพิ่มความบันเทิงจากวิทยุที่มีอยู่
สิ่งที่ช่วยให้ภาพบนเครื่องรับโทรทัศน์มีความคมชัด ตามที่ผู้ชมต้องการในยุคแรกคือ เสาอากาศที่ติดตั้งฝังอยู่กับตัวเครื่อง หรือบางยี่ห้อเป็นเสาอากาศแบบเสาคู่วางตั้งบนหลังเครื่องรับ เมื่อเปลี่ยนช่องที่ยุคแรกยังมีเพียงสองสถานีคือ ช่อง 4 บางขุนพรหม ปัจจุบันคือ ช่อง 9 อสมท. และ ช่อง 7 สนามเป้า ปัจจุบันคือ ททบ.5 ผู้ชมก็ต้องเดินไปปรับมุมและองศาการแยกกางของเสาคู่ หรือบางยี่ห้อก็มีปุ่มบิดที่ฐานตั้งของเสา เพื่อเลือกระดับความคมชัดของภาพและเสียง เสาอากาศชนิดเสาคู่แบบนี้มีชื่อเรียกว่า “เสาหนวดจิ้งหรีด” มีขีดความสามารถรับคลื่นได้ในระยะไม่ไกลมากนัก
จนกระทั่งราวปี พ.ศ.2510 วงการโทรทัศน์เมืองไทยเริ่มออกอากาศแพร่ภาพในระบบสีธรรมชาติ ร้านรับซ่อมโทรทัศน์ต่างขึ้นป้าย “รับเปลี่ยนจากระบบ 525 เส้น เป็นระบบ 625 เส้น” ซึ่งหมายความว่าเปลี่ยนแปลงระบบการรับจากเครื่องรับโทรทัศน์ขาวดำเป็นเครื่องรับโทรทัศน์สี ถือเป็นการจุดประกายธุรกิจรับซ่อมโทรทัศน์และโรงเรียนสอนซ่อมโทรทัศน์ ให้กว้างมากขึ้นครั้งใหญ่ของประเทศ
ทันทีที่มีการแพร่ภาพเป็นระบบสีธรรมชาติ และสถานีโทรทัศน์เพิ่มจากสองแห่งเป็นสี่แห่ง เครื่องรับโทรทัศน์ก็แพร่กระจายออกไปตามบ้านเรือน และแพร่ออกไปถึงต่างจังหวัดมากขึ้น สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งมีการไปตั้งสถานีทวนสัญญาณ เพื่อถ่ายทอดสัญญาณส่งไปในพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น ด้านผู้ชมเองก็ต้องหาเสาอากาศมาทำการรับภาพและเสียงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เสาอากาศสูงท่วมหลังคาบ้านหรือสูงเสียดฟ้า จึงมีให้เห็นระเกะระกะไปทั่วประเทศในนามของ “เสาก้างปลา” มิไยที่ใครต่อใครจะกล่าวหาว่าทำให้ทัศนียภาพของบ้านเมืองเสียหายไป แต่เสาก้างปลาก็เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับวงการโทรทัศน์ในยุคนั้น จุดอ่อนเรื่องฝนตกฟ้าร้องลมแรงเสาโยกทำให้ภาพล้มเสียงหายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
จนเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาเมื่อโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกเกิดขึ้นในประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะผู้ชมยังคุ้นชินกับการได้รับชมฟรี และรูปแบบเนื้อหาของรายการก็ยังไม่สามารถเจาะใจผู้ชมได้ โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกจึงยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่ในระยะแรก จนมาถึงการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อมีการควบรวมผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบสมาชิกรายเดือนเกิดขึ้น และให้บริการในนามของ ยูบีซี ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น ทรูวิชั่นส์ ในทุกวันนี้
การควบรวมครั้งนั้นทำให้เกิดช่องทางการรับชมด้วยจานดาวเทียมขึ้นมาในประเทศไทย และจากนั้นจานดาวเทียมก็แพร่หลายตามพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น เพราะสามารถรับชมรายการโทรทัศน์จากประเทศอื่นๆ ได้เกือบทั้งโลก จนทำให้นักธุรกิจไทยจำนวนมากหาช่องทางที่เผยแพร่รายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมากขึ้น ส่งผลให้จานดาวเทียมมีการแข่งขันกันมากขึ้น
เมื่อมีผู้ส่งรายการผ่านดาวเทียมจำนวนนับร้อย ความต้องตัวเลขช่องระดับต้นๆหรือตัวเลขสวยๆ เพื่อการจดจำที่ง่ายสำหรับผู้ชมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ให้บริการจานดาวเทียมบางรายจึงมองเห็นช่องทางทำกำไรจากการ “ล๊อคเลข” เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายจานดาวเทียมตามปรกติ ว่ากันว่าตัวเลขสำหรับเลขช่องสวยๆ บางแห่งมีจำนวนเงินหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว
แต่เชื่อเถอะครับว่าไม่ว่าตัวเลขช่องจะสวยแค่ไหนก็ตาม สถานีโทรทัศน์นั้นๆ จะมีเรทติ้งโด่งดังเพียงใดก็ตาม การที่รายการหรือผู้ผลิตรายการจะอยู่ได้หรือได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพและเนื้อหาของรายการ ที่จะโดนใจผู้ชมมากน้อยเพียงใดมากกว่าสิ่งอื่น อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นก็กลัวจะโดนกล่าวหาว่า “หมาขี้ยกหางตัวเอง” จึงขอเพียงเป็นกำลังใจให้ผู้ผลิตรายการหรือผลิตคอนเทนต์ทั้งหลาย ตั้งมั่นในการผลิตเนื้อหาให้ถูกใจผู้ชมเป็นหลักสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ช่องไหนรับด้วยจานอะไร ท่านก็จะยืนหยัดได้พร้อมกับความสำเร็จที่ตามมาเองครับ
...............................................................
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : เรื่องของโทรทัศน์ โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



