ข่าว

เศรษฐกิจพอเพียงกับวิกฤติโลก

เศรษฐกิจพอเพียงกับวิกฤติโลก

26 ธ.ค. 2554

เศรษฐกิจพอเพียงกับวิกฤติโลก : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

               โลกในเวลานี้กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติในหลายอย่าง ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร วิกฤติประชากร วิกฤติจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2554 มีความตอนหนึ่งว่า “...เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้โลกพ้นวิกฤติได้...”
 
               จากพระราชดำรัสข้างต้น นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้แสดงทัศนะในที่ประชุมของคณะกรรมการเตรียมงานประชุมประจำปี 2554 ของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (มพพ.) เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 ที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีความโดยสรุปได้ดังนี้
 
               อภิมหาอันตรายที่ประเทศไทยและโลกประสบอยู่ มี 3 ประเด็นใหญ่ คือ การมีประชากรหนาแน่นเกินไป วัตถุนิยมบริโภคนิยมมากเกินไป และคุณธรรมความดีน้อยเกินไป
 
               ในประเด็นของการมีประชากรหนาแน่นเกินไป นั้น เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีประชากรไม่ถึง 20 ล้านคน แต่ปัจจุบันมีถึง 67 ล้านคน ขณะที่ประชากรโลก เมื่อ 60 ปีที่แล้ว มีประมาณ 2,000 ล้านคน แต่ปัจจุบันมี 70,000 ล้านคน ขณะที่ทรัพยากรที่ดินมีเท่าเดิม แต่ป่าไม้และแหล่งน้ำจืดลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่ออากาศและสิ่งแวดล้อม ความต้องการทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่า แร่ธาตุ รวมทั้งการแก่งแย่งช่วงชิงทรัพยากร ได้สร้างอันตรายต่อมนุษย์และธรรมชาติ รวมทั้งได้กลายเป็นปัญหาทั้งของไทยและโลกซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
 
               ในประเด็นของวัตถุนิยมบริโภคนิยมมากเกินไป เกิดจากกระแสที่ทำให้คนส่วนหนึ่งสะสมความร่ำรวยและวัตถุต่างๆ จนเกินความจำเป็น แต่ขณะเดียวกันก็มีคนอีกส่วนหนึ่งอยู่ในสภาพที่อดอยากขาดแคลน กล่าวคือ มีประชากรประมาณ 1,000 ล้านคนทั่วโลกยังคงไม่มีอาหารบริโภคอย่างพอเพียง แต่คนที่ร่ำรวยซึ่งมีจำนวนน้อยกลับกินทิ้งกินขว้าง ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี้ ย่อมจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การแย่งชิงและการใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน ดังที่เคยเกิดขึ้นในทวีปแอฟริกามาแล้ว
 
               ประเด็นสุดท้าย คือคุณธรรมความดีน้อยไป การขาดแคลนทรัพยากร และการบริโภคนิยมวัตถุนิยม เมื่อรวมเข้ากับคุณธรรมความดีที่ลดน้อยถอยลงของผู้คนในปัจจุบัน ก็ทำให้คนแสดงสิ่งที่เป็นด้านมืดหรือสันดานดิบของตนออกมามากขึ้น ทั้งในเรื่องความโลภ ความโกรธ ความเกลียด ความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ การมีมิจฉาทิฐิ จนละเลยหรือหลงลืมสิ่งดีๆ ของมนุษย์ เช่น ความรัก ความมีไมตรีจิต ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความสามัคคี ความซื่อสัตย์สุจริต ความถูกต้อง ความกตัญญูกตเวที เป็นต้น
 
               โลกในยุคปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อหมื่นปีก่อน เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่มนุษย์ครองโลก และมนุษย์เองนั่นแหละที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและการเสียสมดุลของโลก ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อธรรมชาติและมนุษยชาติ รวมทั้งปัญหาระหว่างมนุษย์ในเรื่องของความขาดแคลน และความขัดแย้งต่างๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้น จนอาจนำไปสู่สงครามใหญ่
 
               ดังนั้น การนำเศรษฐกิจพอเพียง หรือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการแก้ไขวิกฤติของประเทศไทยและของโลก จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราเป็นคนที่มีความพอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน มีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต และใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่อย่างรอบคอบ ระมัดระวัง และมีเหตุผล การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นแผนงานในระดับชาติและระดับโลก จะทำให้เกิดขบวนการทางสังคม ที่ร่วมกันขับเคลื่อนปรัชญาดังกล่าวอย่างเหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ของแต่ละกรณี ซึ่งคุณไพบูลย์เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาและแก้ปัญหาที่เป็นอภิมหาอันตรายของไทยและของโลกได้ แม้จะต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างยิ่งยวด
 
               ในวาระปีใหม่ 2555 ที่กำลังจะมาถึงนี้ หากท่านผู้อ่านน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนสำหรับปีหน้า ผมก็เชื่อว่าท่านจะมีสติ มีปัญญาและมีความสุข
 
               ยิ่งไปกว่านั้น ท่านก็จะได้ชื่อว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤติและอภิมหาอันตรายของประเทศและของโลกด้วยครับ