
เงาหลังผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่
เปิดโลกวันอาทิตย์ : เงาหลังผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่ โดย... อุไรวรรณ นอร์มา
โลกทั้งใบกำลังจับจ้องไปยังนายคิม จอง อึน บุตรชายคนสุดท้องในสามคน ทายาทการเมืองของนายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ
ผู้จากไปในวัย 69 ปีเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ขณะที่ผู้สื่อข่าว นักวิเคราะห์ และรัฐบาลต่างชาติ พยายามอ่านระหว่างบรรทัด หรือแปลความหมายจากกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ถูกจัดวางทยอยเผยแพร่ผ่านเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อจากเกาหลีเหนือเป็นระยะ เพื่อคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเกาหลีเหนือ จะราบรื่นหรือไม่ และจะไปในทิศทางใด
สื่อทางการโสมแดงโหมสรรเสริญหนุ่มคิม ว่าเป็น "ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่" เป็น "สหายที่เคารพ" และเป็น "สหายผู้มีเกียรติ" แต่ไม่ได้บอกว่า
ลูกชายคนนี้ ได้มาแทนที่บิดาในฐานะผู้นำกองทัพ หรือผู้นำพรรคกรรมกร อันเป็นหัวโขนที่ต้องอาศัยความชอบธรรมอย่างสูง
มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างลูกชายสองคนที่ก้าวขึ้นมาแทนที่บิดาในชาติคอมมิวนิสต์ปริศนา
เมื่อ คิม อิล ซุง ประธานาธิบดีผู้สถาปนาเกาหลีเหนือ ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2537 นั้น คิม จอง อิล บุตรชาย ได้เรียนรู้งานในกองทัพและพรรคกรรมกรนาน 20 ปี นับจากได้รับการวางตัวเป็นทายาทการเมืองในปี 2517 แต่คิม จอง อึน เพิ่งได้รับการเปิดตัวเป็นทายาทการเมืองรุ่นที่ 3 ของตระกูลคิมต่อหน้าสาธารณะ ได้เพียง 15 เดือน และตำแหน่งเดียวที่มีคือ รองประธานคณะกรรมการกลางทหาร ของพรรคกรรมกร
เข้าใจกันว่า คิม จอง อิล ต้องเร่งผ่องถ่ายอำนาจให้เร็วขึ้น เพราะปัญหาสุขภาพทรุดลง หลังมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบเมื่อ 3 ปีก่อน
จอง อึน ยังเติบโตในพื้นเพครอบครัวที่ต่างจากบิดา โดยขณะที่ คิม จอง อิล ต้องรับมือกับการสูญเสียมารดา ผ่านสงครามเกาหลี และความยากจนสมัยวัยรุ่น แต่จอง อึน โตมาบนกองเงินกองทอง เข้าโรงเรียนนานาชาติในสวิตเซอร์แลนด์
ผู้เป็นพ่อผ่านการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับพี่น้อง แต่คิม จอง อึน เพียงอยู่เฉยๆ เมื่อพี่ชายอย่างคิม ยอง นัม พูดชัดว่า ไม่อยากรับไม้ต่อจากพ่อ (หรืออาจเป็นเพราะพฤติกรรมไม่เข้าตาพ่อ ทั้งยังวิจารณ์ระบบสืบทอดอำนาจอย่างเปิดเผย) ส่วนพี่ชายอีกคนคือ คิม จอง ชอล ไม่เป็นที่โปรดปรานเพราะปัญหาบุคลิกภาพ แต่ควาแตกต่างกันมากที่สุดของคิมคนพ่อกับลูกคือ ความเคารพศรัทธาจากประชาชน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาพสมมติที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดหลังยุคคิม จอง อิล ก็คือ ระบบผู้นำร่วม โดยหนุ่มคิมจากตระกูลผู้ปกครองแต่ด้อยประสบการณ์ จะสวมหัวโขน ด้วยแรงหนุนจากกลุ่มบิ๊กทหารและพรรคกรรมกร ภายใต้สองกำลังหลักในครอบครัวคือนางฮุย คยอง ฮุย น้าสาว กับจาง ซอง แต็ก น้าเขยที่พุ่งแรงสู่ตำแหน่งระดับสูงทางทหารและการเมือง นับตั้งแต่กระบวนการวางตัวผู้สืบทอดเริ่มขึ้นสองปีที่แล้ว
ทั้งสองอายุ 65 ปี มีวัยวุฒิมากพอในสังคมที่ยังเคารพผู้อาวุโสอยู่มาก ขณะที่คิม จอง อึน เมื่อปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกหลังสูญเสียบิดาเมื่อวันอังคาร ในอนุสรณ์สถานคิมซูซัน ว่าที่ผู้นำใหม่กลายเป็นเด็กน้อยท่ามกลางบุคคลใกล้ชิดบิดา วัย 60-80 ปี
ภาพถ่ายใบสุดท้ายของคิม จอง อิล ที่สำนักข่าวกลางเกาหลีหนือนำออกเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ จะโดยตั้งใจหรือไม่ แต่ดั่งบอกใบ้ว่า คุณน้าทั้งสองมีความสำคัญต่อ คิม จอง อึน เพียงใด ในภาพถ่ายนี้ คิม จอง อิล กำลังลงบันไดเลื่อนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในกรุงเปียงยาง ตามด้วยกลุ่มคนด้านหลังที่ประกอบด้วย คิม คยอง ฮุย และสามี ยืนขนาบ "ทายาท" ด้านบนและด้านล่าง
จาง ซอง แต็ก เกิดเมื่อปี 2489 อ่อนกว่าคิม จอง อิล 4 ปี พาตัวเองเข้ามาพัวพันกับตระกูลคิมช่วงปลายทศวรรษหลังปี 2503 สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย คิม อิล ซุง สถานที่พบรักกับภรรยาในอนาคต ที่เป็นถึงบุตรสาวผู้นำประเทศ คิม อิล ซุง แต่ครอบครัวฝ่ายหญิงไม่เห็นด้วย และสั่งย้ายจางจากสถาบันการศึกษาชั้นนำไปอยู่ที่ไกลๆ แต่ทั้งคู่ก็ยังดื้อคบกัน และแต่งงานกันจนได้ในปี 2515 ขณะที่ทั้งคู่อายุ 26 ปี
จางเริ่มทำงานในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ต้นทศวรรษหลังปี 2513 จากนั้น ใช้เวลาไม่กี่ปีก็พุ่งไกลถึงศูนย์กลางอำนาจ ในปี 2535 ได้รับเลือกเข้าสู่คณะผู้แทนกลาง ของคณะกรรมการกลางของพรรคกรรมกร ก่อนตกอับในปี 2547 และหายหน้าไปสองปี เป็นช่องว่างในแฟ้มประวัติ ที่ยังเป็นปริศนาว่าเพราะอะไรแน่
รายงานบางกระแสระบุว่า จางไม่ถูกกับนางโค ยอง ฮี ภรรยาคนที่สองของคิม จอง อิล ที่ปักใจเชื่อว่าจางคิดเป็นใหญ่ มีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง อาทิ ตั้งกลุ่มภายในพรรคและกองทัพ จึงถูกสั่งกักบริเวณในบ้านพัก และขับออกจากอำนาจ แต่ภรรยาของเขาได้ช่วยเหลือพาสามีกลับมาผงาดอีกครั้ง
แต่ขณะที่กำลังกู้ชื่อเสียงในพรรคกลับคืน สองสามีภรรยาเจอข่าวร้าย เมื่อ จาง กึม ซอง บุตรสาวคนเดียวของทั้งสอง ซึ่งศึกษาในกรุงปารีส ได้ฆ่าตัวตายในปี 2549 โดยมีรายงานว่า เธอต้องการแต่งงานกับชายต่างชาติแต่พ่อแม่ขัดขวาง
การร่วงลงจากอำนาจของจางอาจเริ่มมาตั้งแต่ปี 2546 หลังจากนายฮวาง จาง ย็อพ ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ที่เคยเป็นถึงเลขาธิการพรรคกรรมกรเกาหลี ทั้งยังเป็นญาติของจาง พูดว่า จางคนนี้แหล่ะที่อาจจะได้ขึ้นมาแทนที่คิม หากเกิดรัฐประหาร
หลังเกิดเรื่อง บรรดาคนสนิทและญาติพี่น้องของจาง ที่เคยมีตำแหน่งใหญ่โตภายในกองทัพ หรือสถาบันอำนาจต่างๆ ถูกปลด หรือลดยศตำแหน่งไปตามกันๆ แต่ไม่มีใครรู้ชะตากรรมที่แน่ชัด กระทั่งมีข่าวออกมาเมื่อต้นปี 2548 ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงและสมาชิกในครอบครัวของจางมากถึง 80 คนถูกส่งไปค่ายกักกันนักโทษการเมืองของเกาหลีเหนือ
แต่แล้วในปี 2549 จางถูกเรียกตัวกลับมาอยู่ข้างกายเป็นมือขวาของคิม จอง อิล อีกครั้งโดยไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด และสั่งสมอิทธิพลเพิ่มขึ้นเรื่อยมานับจากนั้น ด้วยตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารของพรรคกรรมกร กำกับดูแลสำนักข่าวกรอง และสถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอีกหลายแห่ง และสูงสุดคือ การนั่งเก้าอี้รองประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมแห่งชาติ เมื่อเดือนเมษายน 2552 ซึ่งเป็นเหมือนผู้นำหมายเลขสองของเกาหลีเหนือ
บรรดาคนใกล้ชิดที่ตกอับไปด้วยกันในปี 2547 ก็ถูกดึงกลับมา รวมทั้ง นายจี แจ เรียง เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำจีน ที่เคยทำงานร่วมกันมาในสันนิบาตเยาวชนสังคมนิยมในทศวรรษ 1990 ขณะที่ศัตรูคนสำคัญอย่าง นายรี เจ กัง รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและองค์กรของพรรคกรรมกร เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาจากอุบัติเหตุรถยนต์ ก่อนที่จางจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการทหารแห่งชาติ
นอกจากนี้ จางยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการกลางของพรรคกรรมกร ซึ่งคิม จอง อึน เป็นรองประธาน คณะกรรมการชุดนี้จะมีบทบาทสำคัญในกิจการต่างๆ ไปจนกว่าผู้สืบทอดตำแหน่งจะขึ้นกุมบังเหียน ที่คาดกันว่าน่าจะเกิดขึ้นในอีกราว 3 ปีข้างหน้าหลังพ้นช่วงไว้ทุกข์
จาง ซอง แต็ก ยังมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกองทัพ ผ่านพี่ชายสองคนที่เคยนั่งตำแหน่งสูงอยู่ในกองทัพแม้ตอนนี้เสียชีวิตหมดแล้ว
นายฮวาง จอง ย็อพ กล่าวว่า จางเป็นคนซ่อนอารมณ์เก่งอย่างน่ากลัว ครั้งหนึ่ง คิม จอง อิล เมามาก และตบหน้าจางอย่างแรงต่อหน้าคนในงานเลี้ยง แต่จางแค่หัวเราะออกมาเท่านั้น
ฝ่ายข่าวเกาหลีใต้ให้ความสนใจมือขวาของคิม จอง อิล มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่า คนผู้นี้มีบทบาทมาพักใหญ่ ในการบริหารกิจการบ้านเมือง นับจากคิม จอง อิล ล้มป่วย และเชื่อว่า ไม่เพียงแต่ดูแลกระบวนการผ่องถ่ายอำนาจหาผู้สืบทอดเท่านั้น แต่จาง ซอง แต็ก ยังเป็นผู้มีบทบาทด้านนโยบายความมั่นคง เศรษฐกิจและการทหาร ตลอดจนโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน และการปรับโฉมเปียงยางให้ทันสมัย จนทำให้บางคนมองว่า จางอาจเป็นคนที่มีศักยภาพและมีอิทธิพลต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจเกาหลีเหนือ ถึงขั้นบอกกันว่า จางคือคนที่จีนอยากให้ขึ้นมาแทนที่คิม จอง อิล
ส่วน คิม คยอง ฮุย น้องสาวของคิม จอง อิล ไม่ทำตัวโดดเด่นมานานหลายสิบปี กระทั่งปี 2552 เริ่มติดตามพี่ชายไปดูงานทั่วประเทศ นางคิมเป็นผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมเบา ของคณะกรรมการกลางพรรคกรรมกร ตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างมากนับจากเกาหลีเหนือยกให้ภาคอุตสาหกรรม มีความสำคัญเป็นอันดับแรกในปี 2552 นอกจากนี้ ยังได้รับการแต่งตั้งอยู่ในกรมการเมืองเมื่อปีที่แล้ว และได้รับการแต่งตั้งเป็นนายพลสี่ดาวในกองทัพประชาชนเกาหลี เช่นเดียวกับหลานชาย เชื่อกันว่า นางคิม เป็นคนอารมณ์ร้าย สุขภาพไม่ดีนักเพราะติดเหล้ามายาวนาน
อีกด้านหนึ่ง เป็นไปได้ว่า คิม จอง อิล อาจพยายามถ่วงอิทธิพล จาง ซอง แต็ก ด้วยการวางตัว รี ยอง โฮ ประธานเสนาธิการทหารร่วมกองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ วัย 68 ปี เป็นหนึ่งในคณะกรรมการกลางทหารของพรรคกรรมกรเมื่อปีที่แล้ว นายรี ยอง โฮ เป็นคนใกล้ชิดของคิม จอง อิล แต่ก็มีสัมพันธ์แนบแน่นกับจางด้วย
ความสำคัญของรี ยอง โฮ เห็นได้จากการมีชื่อเป็นหมายเลข 4 ในรายนามคณะกรรมการจัดพิธีศพ ตำแหน่งของรี ยอง โฮ ในกองทัพ และในโผอื่นๆ หมายความว่า บุคคลผู้นี้จะอยู่ในสามแกนอำนาจ ได้แก่ กองทัพ คณะกรรมาธิการทหารกลางของพรรคกรรมกร และคณะกรรมการถาวรของกรมการเมือง
ยังมีอีกคนที่ไม่ควรมองข้าม ก็คือ คิม ยอง นัม ประธานสภาเปรซิเดียม ที่มักทำหน้าที่ผู้แทนประเทศและเป็นประมุขในนามของเกาหลีเหนือ หลายคนที่เคยพบกับบุคคลผู้นี้ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม และเชื่อว่าความฉลาดและภาวะผู้นำของเขาในสภาประชาชนสูงสุด จะยังมีความสำคัญเช่นกันในการดำรงรักษาการสนับสนุนของชนชั้นนำเกาหลีเหนือให้กับ จอง อึน
เช่นเดียวกับ โช ยัง ริม ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปีที่แล้ว ครอบครัวของเขา มีสัมพันธ์แนบแน่นยาวนานกับครอบครัวคิม บุตรชายของเขาคือ โช ซอน ฮุน เป็นผู้อำนวยการกระทรวงต่างประเทศ
...............................................
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เงาหลังผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่ โดย... อุไรวรรณ นอร์มา )



