ข่าว

อุทกภัยกับหายนะของปท.ไทย

อุทกภัยกับหายนะของปท.ไทย

25 ธ.ค. 2554

บทความพิเศษ 'อุทกภัยกับหายนะของประเทศไทย' โดย 'ศรีราชา เจริญพานิช' ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ

          อุทกภัยน้ำท่วมในประเทศไทยเริ่มมีมากขึ้น หมุนเวียนไปเกือบทุกภาคของประเทศ แต่ที่สาหัสมากๆ คือ อุทกภัยในภาคกลางปี 2554 (ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม) ที่ผ่านมา ตั้งแต่นครสวรรค์ ชัยนาท อยุธยา โดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีน้ำท่วมสูงและขังอยู่เป็นเวลานาน 1 -2 เดือน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจ อุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ชนิดที่ไม่เคยคาดคิด และไม่เคยมีมาก่อน ประมาณการความสูญเสียและเสียหายทางเศรษฐกิจคงมากกว่าล้านล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่นับความเสียหายแก่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชนเป็นล้านครอบครัว แก่พืชผลทางการเกษตร แก่สัตว์น้ำทั้งในและนอกชายฝั่งทะเลอีกนับเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท

          แม้บางส่วนโดยเฉพาะทางธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องเสียหายมากยับเยินจากอุทกภัยครั้งนี้มากมายมหาศาล แต่ก็มีปัญหาคือบริษัทประกันภัยยังรอดูว่าอุทกภัยครั้งนี้เป็นอุทกภัยจริงๆ หรือเป็นเพราะการบริหารจัดการน้ำมีปัญหา เพราะถ้าไม่ใช่อุทกภัยแล้วบริษัทประกันภัยก็จะไม่จ่ายค่าเสียหายหรือหาเรื่องอ้างเพื่อจ่ายน้อยลง

          เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเมื่อตอนต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุมองค์กรสมาคมผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งเอเซีย ณ กรุงโตเกียว ผู้ร่วมประชุมหลายประเทศโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นมาแสดงความเสียใจที่เกิดมหาอุทกภัยในกรุงเทพและปริมณฑล

          นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นกล่าวว่า หากรัฐบาลไทยไม่แก้ไขเรื่องน้ำท่วมอุกทกภัยอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมให้เห็นภายใน 3-6 เดือน เขาก็จะถอนทุน ย้ายโรงงานไปอยู่ประเทศอื่นที่มีความเสี่ยงภัยธรรมชาติน้อยกว่าและค่าแรงงานที่ถูกกว่ามาก เพราะน้ำท่วมครั้งนี้บริษัทประกันภัยของญี่ปุ่นแทบล้มละลาย จำนวนค่าชดเชยเกือบเท่าทุนจดทะเบียน ครั้นจะไปทำประกันภัยต่อกับประเทศอื่น เช่น อังกฤษ บริษัทประกันภัยเหล่านั้นก็จะไม่ยอมรับประกันหรือเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยสูงมาก เพราะความเสี่ยงมีสูงขึ้นมาก

          เท่าที่ผู้เขียนติดตามการทำงานของคณะกรรมการเฉพาะกิจ คณะที่รัฐบาลตั้งขึ้น (คือ กยน. และ กยอ.) ก็มีการประชุมกันอยู่ แต่เพียงแต่ประชุมกัน และมีการวางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขอุทกภัยแล้งก็ยังไม่เพียงพอ คงจะมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม มีเหตุผลและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย ภายในกรอบเวลาที่สั้นมาก เพราะอุทกภัยอาจจะเกิดซ้ำขึ้นในเร็วๆนี้ก็เป็นได้ ไม่มีใครคาดคิดได้ จึงต้องเริ่มปฏิบัติโดยเร็วที่สุด ทันทีที่มีแผนปฏิบัติการนำมาใช้คู่ขนานกันกับหลายๆ มาตรการ

          ผู้เขียนเห็นว่าปฏิบัติการอันนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องสำคัญและควรต้องมีผู้รู้และหลักวิชาการเป็นหลัก อย่าให้การเมืองหรือนักการเมืองมาแทรกแซง เราต้องพาน้ำลงทะเลให้ได้สำเร็จโดยไม่ต่อสู้กับน้ำ เพราะเราไม่มีวันที่สู้กับน้ำได้เลย

          ในทรรศนะของผู้เขียน ขอเสนอปฏิบัติการง่ายๆ เพียง 5 ข้อ ดังต่อไปนี้

          ข้อ 1 ต้องทบทวนการวางผังเมืองให้เป็นระบบ โดยต้องจัดให้มีแหล่งรองรับน้ำและพักน้ำในโครงการต่างๆ และช่องทางในการระบายน้ำออกไปยังคู คลอง แม่น้ำสายหลัก เพื่อออกไปสู่ทะเลหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ได้ จึงต้องทบทวนผังเมืองที่มีอยู่เดิมเสียใหม่ให้สอดคลองกับสภาพปัจจุบัน อาจจะต้องควบคุมระดับผิวดินให้เหมาะสม ไม่ให้มีการถมดินกันได้ตามอำเภอใจ เพราะอาจถมระดับสูงเกินไป หรือไปขวางทางน้ำ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาน้ำไม่อาจถูกระบายออกไปได้ จึงเกิดน้ำท่วม

          ข้อ 2 ต้องให้กรมเจ้าท่าหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยกันขุดลอกแม่น้ำ ลำน้ำ คู คลอง ให้ลึกมากขึ้น และกว้างมากเท่าที่เคยเป็นอยู่สมัยก่อน เพื่อใช้ระบายน้ำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ต้องจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำออกโดยเร็วที่สุด โดยใช้มาตรการเฉียบขาดด้วยการตรวจสอบการรุกล้ำจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ประกอบกับหลักเขตของกรมที่ดิน ก็น่าจะพิสูจน์การรุกล้ำทางสาธารณะได้ทันที ทั้งนี้ เพื่อจะระบายน้ำหรือพาน้ำลงทะเลได้เร็วมากยิ่งขึ้น และควรขุดลอก คู คลอง กำจัดขยะ ผักตบชวาที่กีดขวางการไหลของน้ำออกไปให้หมดด้วย โดยด่วนที่สุด

          ข้อ 3 เชิญชวนให้ประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะในแหล่งที่น้ำท่วมขัง ช่วยเหลือตัวเองโดยขุดบ่อในบ้านและขุดสระขนาดใหญ่ 10-20 ไร่ ในที่สาธารณะที่ของวัดหรือที่บริจาค เพื่อให้เป็นแหล่งพักน้ำ หรือเก็บน้ำไว้ใช้หลังหน้าฝน โดยวิธีชาวบ้านช่วยกันลงขันหรือหาเงินบริจาค โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดิน

          กรณีนี้เคยเกิดขึ้นที่ตำบลพระนาด อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ที่ช่วยกันลงขันได้เงินมา 580,000 บาท ขุดสระขนาด 16 ไร่ ใช้เงินไปเพียง 520,000 กว่าบาท (ผู้รับเหมาใจบุญขุดให้โดยคิดเฉพาะค่าน้ำมัน) ก็ได้น้ำกินน้ำใช้เพื่อการเกษตร จึงเป็นตัวอย่างของการช่วยตัวเอง

          ดังนั้น พวกเราอย่ารีรอ ควรร่วมกันหาเงินโดยร่วมกันบริจาคหรือขอให้วัดหลายวัดร่วมกันเอาเงินทำบุญที่เหลือมาช่วยกันขุดสระขนาดใหญ่ ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ในโอกาสพระองค์ท่านมีพระชนมายุ 7 รอบ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ท่านคงพอพระราชหฤทัยที่เห็นว่าเราพึ่งตนเอง มัวแต่รองบประมาณก็อาจถูกน้ำท่วมไปอีกกี่รอบยังไม่ทราบ จึงขอให้ช่วยตนเองไว้ก่อน

          คนที่บริจาคก็ย่อมได้ผลบุญแน่ทันตาเห็น ถ้าร่วมกันทำมากๆ อาจจะได้สระน้ำเป็นร้อยเป็นพันบ่อ ก็จะเป็นแก้มลิงที่พักน้ำตามแนวทางของในหลวงได้ดี น่าจะถูกกักเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ที่จะท่วมมากๆ คงจะไม่เกิดอีกแล้ว และก็จะไม่มีน้ำแล้งอีกด้วย รายการนี้ เมื่อครั้งผู้ตรวจการแผ่นดินได้ศึกษาเรื่องอุทกภัยเมื่อปีที่แล้วได้ไปเยี่ยมหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ผู้บัญชาการท่านยินดีร่วมมือขุดสระให้ฟรี โดยขอให้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน ค่าเบี้ยเลี้ยงทหารเท่านั้น

          ข้อ 4 ต้องมีการบริหารจัดการน้ำร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำและลงทะเล (ไม่ควรให้มีนักการเมืองมาสั่งการว่าไม่ให้ระบายน้ำเข้าเขตพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของเขา) ต้องมีคณะกรรมการที่เป็นนักวิชาการอิสระที่จะดูแล ตัดสินใจการปล่อยน้ำและระบายน้ำออกสู่แม่น้ำลำคลองเป็นการล่วงหน้า โดยการมีส่วนร่วมของผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยต้องมองภาพรวม มิใช่จะมุ่งป้องกันไม่ให้น้ำเข้าพื้นที่ที่ตนดูแลรับผิดชอบอยู่

          แต่ควรต้องมีการตกลงกันด้วยเหตุผลที่จะยอมให้น้ำผ่านพื้นที่ใด และหากก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ใด พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ต้องชดเชยความเสียหายให้หรือรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ การที่แต่ละพื้นที่สร้างคันกั้นน้ำเพื่อต่อสู้กับน้ำ น่าจะเป็นความคิดที่ผิด น่าจะเปลี่ยนไปคิดว่าทำอย่างไรจะระบายน้ำไปได้เร็ว โดยให้ท่วมน้อยที่สุด ระยะเวลาสั้นที่สุด จะได้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

          ใครเสียหาย รัฐและผู้ได้รับประโยชน์จะเป็นฝ่ายร่วมกันชดเชยให้ตามเหตุผลที่สมควร ก็จะทำให้ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งกันระหว่างผู้อยู่เหนือคันกั้นน้ำกับผู้ที่อยู่ใต้คันกั้นน้ำ (ดังที่เห็นในการกักน้ำระบายน้ำในครั้งที่ผ่านมา) เพราะการที่น้ำท่วมแล้วเสียหายมากก็เพราะน้ำท่วมขังยาวนาน จึงเสียหายมาก ถ้าน้ำท่วมผ่านไปเร็วๆ ระยะสั้นเพียง 2-3 วัน ก็จะเสียหายน้อย จึงต้องเป็นเป็นการระบายน้ำเร็วมากกว่ากักน้ำสู้กับน้ำ

          ข้อ 5 นอกจากนี้ ยังควรคิดวิธีการระบายน้ำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น คลองประดิษฐ์ (ดังที่เห็นทำในโทรทัศน์ที่จังหวัดสมุทรสาคร) และ Express Flood Way โดยใช้ถนนบางสายมาแปลงเป็นคลองส่งน้ำเชื่อมต่อกับคลองใหญ่หรืออุโมงค์สูบน้ำ เช่นถนนวิภาวดีด้านใน หรือใช้เนื้อที่ Motor Way ส่วนที่เหลือมาสร้างแปลงเป็นคลองคอนกรีตช่วยระบายน้ำได้ยามจำเป็น เป็นต้น

          หากรัฐบาลไม่ตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยลงมือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ความน่าเชื่อถือในการป้องกันอุกทกภัยก็จะหมดไป ต่างประเทศคงจะไม่เลือกที่จะเสี่ยงภัย เพราะจะไม่มีบริษัทประกันภัยรับประกันความเสี่ยงจากอุทกภัย ผลร้ายที่จะตามมานั้นคงยากที่จะคาดเดาว่าจะมีมากเพียงใด ถึงวันนั้นรัฐบาลที่เชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มั่นคง ก็อาจจะมีอันเป็นไปอย่างคาดไม่ถึงก็ได้ สาเหตุเพราะความประมาทในเรื่องน้ำ

 

...........

(หมายเหตุ : บทความพิเศษ 'อุทกภัยกับหายนะของประเทศไทย' โดย 'ศรีราชา เจริญพานิช' ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ)