ข่าว

'มาร์ค'อัด'แดง'ต้องเคารพกระบวนการยธ.

'มาร์ค'อัด'แดง'ต้องเคารพกระบวนการยธ.

23 ธ.ค. 2554

'มาร์ค' อัด 'เสื้อแดง' ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม หลังจี้ศาลปล่อยตัว 'กี้ร์' เผย ปชป. เดินหน้าถอดถอน 'ปึ้ง' คืนพาสปอร์ต 'แม้ว' เตือน ขรก. ประจำทำงานตรงไปตรงมา พร้อมหนุนหากแก้รธน.ควรทำประชามติ

                      23 ธ.ค.54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการ “ฟ้าวันใหม่กับอภิสิทธ์” ทางบลูสกายทีวี เคเบิ้ลทีวี ว่าการที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้อง และ กดดันให้มีการประกันตัวนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงนั้น หากอยากให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติไม่ขัดแย้ง ก็ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม เวลาที่ศาลตัดสินออกมาเป็นที่พอใจก็ไม่ว่าอะไร แต่พอเวลาศาลตัดสินวินิจฉัยเรื่องใด ไม่ตรงก็โวยวายว่า 2 มาตรฐาน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ความขัดแย้งก็ไม่มีวันจบ และจะกลายเป็นว่า อ้างว่าความขัดแย้งจะต้องดำรงอยู่ต่อไปจนกระทั่งคนกลุ่มหนึ่งได้สิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องและเป็นหลักปฎิบัติกับคนอื่นหรือไม่                     

 

                      นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงในการตอบกระทู้ถามสดในการออกพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า เห็นว่านายสุรพงษ์แทบไม่ได้ตอบคำถามในพฤติกรรมของตัวเอง แต่การอ้างว่าทำตามระเบียบไม่น่าจะถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ้างเพียงแค่ว่า ตัวพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว แปลว่าไม่มีคำสั่งห้ามออกนอกราชอณาจักรซึ่งไม่จริง เพราะคำสั่งนั้นศาลออกไว้ ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะหนีไปก็ไม่ได้แปลว่าคำสั่งนั้นหายไป เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ของนายสุรพงษ์ผิดระเบียบ ดังนั้นพรรคจึงเดินหน้าในการถอดถอน ซึ่งขณะนี้กำลังให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมายไปยกร่างรายละเอียดอยู่ว่า เกี่ยวข้องกับใครอย่างไรบ้าง รวมถึงข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศด้วยเพราะมีอำนาจหน้าที่แล้วทำผิดก็ต้องโดนด้วย

                      นายอภิสิทธิ์ก ล่าวต่อว่า ส่วนที่ นายสุรพงษ์ อ้างว่า คำอธิบายของกรมสนธิสัญญา ที่ตนอ่านมาก็ไม่ตรง ซึ่งตนก็ถามว่าตกลงแล้วมีคำสั่งศาลหรือไม่ คำตอบก็คือ มี เมื่อมีก็เข้าข่าย ส่วนทีแล้วเจ้าตัวจะอยู่ในหรือนอกประเทศก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนในวงเล็บก็ไม่ได้แปลว่าคำอธิบายนั้นถูกต้อง เพราะโฆษกศาลยุติธรรมก็ชี้แจงแล้วว่า ศาลคงไม่มีหน้าที่ประกาศคดีต่างๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คำถามคือ เมื่อได้รับคำขอที่จะมีหนังสือเดินทางเมื่อปลายเดือนต.ค.ที่ผ่านมาได้มีการสอบถามหน่วยงานใดบ้าง เพื่อที่จะได้ฟังความเห็นว่า สมควรที่จะออกหนังสือเดินทางให้หรือไม่ ทั้งนี้หน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายตรวจสอบ ต้องดูแลว่า มีการฝ่าฝืนระเบียบอะไรหรือไม่ เมื่อมีก็ใช้อำนาจของเราในการตรวจสอบ

                      ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงการต่างประเทศจะอ้างได้หรือไม่ว่า อัยการไม่แจ้งมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีหมายจับ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงทราบอยู่แล้วว่า สถานะของบุคคลที่มีคำขอมาเป็นอย่างไร ก็สามารถที่จะประสานงานหยุดได้อยู่แล้ว และคงเป็นไปไม่ได้ว่า ศาล อัยการ ตำรวจ ทำแต่ละคดีแล้วต้องมาคอยแจ้งหน่วยงานต่างๆอยู่ตลอดเวลา แต่กระทรวงการต่างประเทศมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามเกณฑ์ ตามระเบียบหรือไม่ ซึ่งเจตนาของระเบียบก็ชัดเจนอยู่แล้ว ตนถามว่าหนังสือเดินทางมีไว้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง บุคคลซึ่งต้องการตัวให้มารับโทษตามคำพิพากษา รัฐควรจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้หรือไม่ ถ้าจะอำนวยความสะดวกคือให้เดินทางกลับมารับโทษอย่างเดียว

                      เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการประสานงานกันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ตนไม่เชื่อว่าเป็นปัญหาในการประสานงาน เพราะเรื่องนี้เป็นนโยบาย เนื่องจากตัวนายสุรพงษ์พูดเองว่า จะทำเรื่องนี้ให้เป็นของขวัญปีใหม่

                       อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงข้าราชการที่อาจจะมีส่วนร่วม  นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเตือนอยู่ตลอดว่า ใครมีอำนาจหน้าที่ ที่เป็นฝ่ายประจำขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะถึงเวลาแล้วก็จะเป็นความรับผิดชอบตามกฏหมายของเขาด้วย อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่มีความตั้งใจทำงาน ไม่เฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ รวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆด้วย แต่ก็มีบางคนที่หวังความก้าวหน้าด้วยวิธีการแบบนี้ พวกนี้ตนคิดว้าสังคมจะต้องจับตาดูและเขาก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาเอง

                       เมื่อถามว่า ภาพที่ออกมาเหมือนกับสะท้อนว่าข้าราชการพร้อมที่จะปฏิบัติตามรัฐบาลชุดนี้ทุกเรื่อง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่เชื่ออย่างนั้น แต่เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ต้องการทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่อยากตอบสนองแม้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่เพื่อความก้าวหน้า ซึ่งตนก็เตือนแล้วว่าในอดีตที่คนเหล่านี้ก็ต้องรับผิด และวันนั้นฝ่ายการเมืองเขาก็ไม่มาช่วย

                       ส่วนเรื่องที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าดีเอสไอได้ลบข้อมูลหมายจับ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าว่า เรื่องนี้ก็จะตรวจสอบทั้งหมดและเอกสารต่างๆมีการแจ้งไปค่อนข้างชัด เพียงแต่เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในแง่ของการแจ้ง นายสุรพงษ์ก็มาเล่นคำในทำนอง ไม่ได้บอกว่าให้เพิกถอนหรือไม่ได้บอกว่า ไม่ให้ออกให้ ซึ่งการไม่ให้ออกให้อย่างไรเขาก็ไม่บอกอยู่แล้วเพราะเรากำลังพูดถึงสิ่งที่เขาส่งไปปี 2551 แต่คำถามคือตอนขอปี 2554 ได้ฟังความเห็นอย่างไร

                       "เรื่องนี้สะท้อนปัญหาหลายอย่างคือ การลำดับความไม่สำคัญของเรื่องที่จะต้องทำ แต่รัฐบาลนี้ก็หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้รัฐบาลหยุดหมกหมุ่น อยากให้มาหมกหมุ่นปัญหาและนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนมากกว่าแล้วทุกอย่างจะเดินไปได้"

 

“มาร์ค” หนุนหากแก้รธน.ควรทำประชามติ  ค้านแก้ ม. 190

                      นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงกรณีที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เสนอให้ทำประชามติก่อนเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดความขัดแย้งในสังคมว่า ตนกำลังรอดูว่า ข้อเสนอเรื่อง ส.ส.ร.เป็นอย่างไร ซึ่งตนค่อนข้างจะเห็นด้วยว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมา ถ้าอยากจะแก้ไขปรับปรุงแล้วผ่านประชามติก็จะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งตนไม่ได้ติดใจขั้นตอนการทำมติว่าจะก่อนหรือหลังการแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนที่พรรคชาติไทยพัฒนาออกมาระบุว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่าเรื่องนี้ถูกระบุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเป็นรัฐบาลก็ต้องสนับสนุนนโยบายของตัวเอง

                       ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ต้องการที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ความจริงแล้วมาตรา 190 แก้ไขไปรอบหนึ่งแล้ว และที่มาของมาตรา 190 ก็เพราะในอดีตมีปัญหาเรื่องการไปทำสัญญาต่างๆและกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม ขาดการมีส่วนร่วมของเจ้าของประเทศ และที่ได้แก้ไขไปเป็นเพราะถ้อยคำไม่อื้อต่อการทำงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งเราก็ได้แก้ตามสมควรแล้วที่จะสามารถออกกฏหมายและรัฐบาลมีความคล่องตัว การมีส่วนร่วมและโปร่งใสมากขึ้น ก็น่าจะพอดีแล้ว แต่หากมีข้อเสนอที่ดีกว่าก็ต้องระบุออกมาว่า เป็นอย่างไร

                       เมื่อถามว่า มาตรา 190 อาจจะเป็นอุปสรรคต่อบางคนที่ทำธุรกิจข้ามชาติแล้วอาศัยรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยืนยันว่า การดำเนินนโยบายต้องระมัดระวังอย่างมากในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนและถ้าเอาสถานะของความเป็นรัฐไปเอื้อประโยชน์ให้กับคนๆหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสุดท้ายก็จะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่รมว.ต่างประเทศพูดว่าทุกอย่างดีหมด ที่จริงแล้วใม่ใช่ สมัยพล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯคือ สมัยที่มีการเผาสถานทูตและเกิดปัญหาทางการเมืองทั้งในพม่าและประเทศไทยสืบเนื่องมาจากการไปทำธุรกิจของคนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจทั้ง 2 ประเทศ

                       ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้นักวิชาการทั้งนายมีชัย ฤชุพันธ์และนายสุเมธ ตันติเวชกุล ออกมาติงว่า ไม่ควรที่จะแก้มาตรา 112 นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนคิดว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯยืนยันคัดค้านหนักแน่นก็ควรใช้ความเป็นผู้นำในพรรคเพื่อไทยมีมติออกมาเลยว่า เรื่องนี้ให้หยุดเสีย แล้วไปทำแนวทางที่มีคณะกรรมการที่ปรึกษาหรืออะไรก็ทำไป

                       เมื่อถามต่อว่า คิดว่า ร.ต.อ.เฉลิมจะฟังนักวิชาการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “เห็นคุณเฉลิมขึงขังเองว่า ตัวเองขอคัดค้านถึงที่สุดก็ต้องเชื่อบารมีคุณเฉลิมในพรรคเพื่อไทย"


จี้ "คณิต" แสดงจุดยืนคำนิยามนักโทษการเมือง

                       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงกรณีนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ให้ความเห็นว่าดีใจที่รัฐบาลจะปฏิบัติเติมที่เสนอในการแยกขังนักโทษคดีการเมืองแต่จะไม่เข้าไปดูรายชื่อนักโทษที่แยกขังว่าเป็นใครบ้างว่า ท่านคงไม่มีหน้าที่ในการไปดูรายชื่อ แต่ท่านจะต้องพูดให้ชัดว่า หลักเกณฑ์คืออะไร ตนเห็นท่านให้สัมภาษณ์คดีที่เกี่ยวข้องกับการไปใช้อาวุธมันไม่ใช่ เมื่อมันไม่ใช่ตนคิดว่า ท่านก็จะต้องแสดงจุดยืน ถ้ามีกรณีของคนกระทำความผิดโดยใช้อาวุธท่านยังสนับสนุนให้แยกขังหรือไม่ มิฉะนั้นคอป.ก็ต้องกลายเป็นเหมือนกับว่า ยอมรับหรือสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล และจะทำให้คอป.ถูกดึงเข้ามาสู่ความขัดแย้ง ตนอยากให้คอป.อยู่ในสถานะที่ทุกฝ่ายยอมรับและสนับสนุนให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่คอป.เสนอมาตนเห็นว่ามีหลักการและเหตุผลแต่ตนอาจจะไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็อยู่ในข่ายที่ยอมรับได้ ตอนนี้ที่สุ่มเสี่ยงคือการถูกแปลงสารไปใช้ผลประโยชน์เพื่อฝ่ายการเมือง ดังนั้นคอป.ก็ต้องระมัดระวัง

 ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์อ้างว่า จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูตัวบุคคล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะเป็นกลไกหลักเกณฑ์อะไร แต่ถ้ามีการเลือกปฏิบัติเราก็คงจะตรวจสอบและมีการรับผิดชอบกัน เพราะถ้าไม่มีอำนาจตามกฎหมายเขาก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่คงจะต้องดูว่าอ้างระเบียบอะไร อย่าไรก็ตามเห็นว่าควรจะมีการเปิดเผยรายชื่อนักโทษที่มีการแยกขังให้สาธารณชนรับรู้ เพราะเราจะได้รู้ว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือไม่