ข่าว

'กกต.'ชี้แก้รธน.ควรทำประชามติ

'กกต.'ชี้แก้รธน.ควรทำประชามติ

23 ธ.ค. 2554

'ปธ.กกต.' ชี้ แก้รธน. ควรทำประชามติก่อน ต้องคำนึงถึงความจำเป็น-เหมาะสม ปัดแสดงความเห็นเรื่อง 'ส.ส.ร.3' ด้าน 'สดศรี' แนะอย่าผูกมัดปชช.หวั่นขัดแย้ง ห่วงแก้ ม. 309 กระทบ'รัฐ' ชงตั้งศาลเลือกตั้งทำหน้าที่เชือดนักการเมืองโกง

          23 ธ.ค.54 นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยหนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นหากเห็นว่ามีความจำเป็นหรือแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและบ้านเมือง รวมทั้งเห็นว่าวันและเวลาเหมาะสมแล้ว ก็ควรดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ก็ต้องดูด้วยว่าขณะนี้ประเทศเรามีปัญหามากพอที่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยุบองค์กรอิสระ ตนมองว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาไปตามข้อกฎหมาย ซึ่งก็ต้องอยู่ในกรอบ ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นชนวนจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งหรือไม่นั้น ทุกอย่างก็ต้องดูด้วยเหตุผลและความจำเป็น แต่ตนเห็นว่าควรจะทำประชามติ ก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

          อย่างไรก็ตามควรให้สภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการด้วยการวิธีการอย่างไร อย่างไรก็ตามตนขอไม่ออกความคิดเห็นหากจะมีการจัดตั้ง ส.ส.ร.3 ขึ้นมาเหมือนเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2540 และ 2550 เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันอย่างเดียวตลอดไป นอกจากนี้ จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้มีการใช้งบประมาณกว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งการทำประชามติจะมีการใช้งบประมาณที่น้อยกว่า แต่ก็จำเป็นต้องดูทั้งข้อดีและข้อเสียว่าจะคุ้มหรือไม่

          ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้หากมีการทำประชามติจะถือว่า เป็นครั้งแรกที่จะทำประชามติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากการทำประชามติรับรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นเป็นการดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 ซึ่งครั้งนี้หากมีการทำก็จะเป็นไปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 แต่การทำประชามติจะต้องทำโดยองค์กรที่ได้รับการรับรอง คือ กกต. ซึ่งจะดำเนินการรูปแบบคล้ายกับการเลือกตั้ง แต่จะมีความแตกต่างในรายละเอียดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะถามความคิดเห็นเฉพาะบางมาตราว่าควรแก้ไขเฉพาะบางมาตรา หรือจะแก้ไขทั้งฉบับก็ได้ และกกต.ได้มีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลา

          ทั้งนี้ในเรื่องแรงต้านของประชาชนหรือความขัดแย้งนั้น ถ้าไม่ต้องการให้เกิดก็ควรจัดทำก่อนมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หากมีการแก้ไขก่อนแล้วมีการทำประชามติจะถือว่าเป็นการผูกมัดว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจเกิดปัญหาต่อรัฐบาลได้ ส่วนการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร. 3) ขึ้นมานั้นเป็นหน้าที่ของรัฐสภาว่าจะกำหนดรูปแบบอย่างไร จะมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่

          นางสดศรี กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ประชาชนไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุทางการเมืองขึ้นมา ส่วนการแก้ไขมาตรา 237 ที่เกี่ยวเนื่องกับการยุบพรรคการเมืองนั้น หากกลัวว่าจะมีการยุบพรรคการเมืองก็จะต้องรีบแก้ไข เพื่อตัดมาตราดังกล่าวออกไป แต่การจะทำอะไรก็ตามมาตราหลักจะต้องไปแก้ไขที่มาตรา 309 ก่อน ที่มีการนิรโทษกรรมการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ทั้งหมด แต่ต้องมองในระยะยาวว่าการแก้ไขมาตรา 309 อาจจะเกิดวิกฤตทางการเมืองอีกหรือไม่ เนื่องจากคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมาจะเกิดปัญหาทันทีว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมาอีก อาจจะกระทบต่อการเมืองข้างหน้า ซึ่งจะต้องดูให้ดีว่ามีความจำเป็นและผลที่เกิดจาการลบมาตรา 309 หรือไม่

          “ในส่วนของกกต.หรือองค์กรอิสระอื่นก็จะได้รับผลกระทบด้วย เพราะกกต.และองค์กรอิสระอื่นมากจากรัฐธรรมนูญปี 2549 และมีปัญหาต่อมาว่าหากลบมาตราดังกล่าวรัฐบาลจะอยู่ต่อได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ก็มาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งจะมีการโต้แย้งขึ้นมาอีกว่ารัฐบาลเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่” นางสดศรี กล่าว

          เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถ้าจะทำต้องทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายให้ได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดผลอย่างไรบ้าง เราไม่อยากให้เกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นมาอีก เพราะไม่มีผลดีต่อบ้านเมือง กกต.เองไม่ได้กังวลว่าจะถูกยุบหรือถูกให้เลิกไป เพราะอะไรที่ตั้งมาแล้วเลิกไปแต่มีประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กกต.มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว และจัดศาลเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ตัดสินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะการทำงานที่ไม่ได้รับการยอมรับก็จะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา