ข่าว

ไม้ผลัดใบที่เกาหลีเหนือ

ไม้ผลัดใบที่เกาหลีเหนือ

23 ธ.ค. 2554

ไม้ผลัดใบที่เกาหลีเหนือ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

               อสัญกรรมของประธานาธิบดีคิม จอง อิล แห่งเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความปริวิตกแก่ประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับคาบสมุทรเกาหลี อันได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย และสหรัฐ เนื่องจากไม่แน่ใจต่อเหตุการณ์ภายในประเทศของเกาหลีเหนือภายหลังการเปลี่ยนแปลงผู้นำคนใหม่ และสถานการณ์ภายนอกที่จะติดตามมา
 
               เกาหลีเหนือเป็นประเทศหลังม่านมืดที่อยู่ในความลึกลับมาโดยตลอด ทำให้ชาวโลกไม่ค่อยทราบความเป็นไปของประเทศนี้มากนัก เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่เกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยแรงสนับสนุนของสหภาพโซเวียต ในขณะที่สหรัฐส่งเสริมให้เกิดประเทศเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีเหนือและใต้เป็นเสมือนเวทีประลองกำลังทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ สังคม และการโฆษณาชวนเชื่อ ของรัสเซียและสหรัฐ มาเป็นเวลานาน

               เกาหลีเหนือมีรูปแบบการปกครองทำนองเดียวกับโซเวียต คือมีพรรคการเมืองพรรคเดี่ยว ซึ่งของเกาหลีเหนือก็คือพรรคแรงงานเกาหลี โดยยึดถืออุดมการณ์จูเซ่ ที่คิม อิล ซุง ประธานาธิบดีคนแรกเป็นผู้บัญญัติขึ้น อุดมการณ์จูเซ่ มีหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การมีเอกราชทางการเมือง การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ และการปกป้องอธิปไตยด้วยตนเอง พรรคแรงงานเกาหลีเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีความสำคัญสูงสุด และมีอิทธิพลต่อรัฐบาล ผ่านสมัชชาสภาประชาชนสูงสุด โดยพรรคจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาฯ จำนวน 687 คน ทุก 5 ปี
 
               คิม อิล ซุง ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2537 ภายหลังปกครองประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ร่วม 50 ปี  และ คิม จอง อิล บุตรชาย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำแทน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้เกาหลีเหนือประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตเพราะขาดอาหารเป็นจำนวนถึง 1 ล้านคน แต่ คิม จอง อิล ก็ยึดมั่นในแนวทางสังคมนิยมและอุดมการณ์จูเซ่ของบิดา อย่างไรก็ตาม เขาก็เริ่มผ่อนปรนความเข้มงวดต่างๆ ลง และในปี พ.ศ. 2545 ได้ดำเนินการทดลองการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้วยการลดบัตรปันส่วนอาหาร แล้วจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนนำเงินรายได้ไปจับจ่ายซื้อสินค้าตามท้องตลาดเอง รวมทั้งการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ แต่ความสัมพันธ์ของสองเกาหลีเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ เนื่องจากเกาหลีเหนือยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องอุดมการณ์และการทหารมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ
 
               แม้ว่า คิม จอง อิล จะมีภาพลักษณ์ของผู้นำเผด็จการ ที่โหดเหี้ยม และบ้าอำนาจ แต่หลายคนที่มีโอกาสได้พบปะกับเขา ต่างก็กล่าวว่าเขาเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความรอบรู้ และชอบชีวิตที่สำเริงสำราญ ทั้งงานเลี้ยงที่หรูหรา อาหารรสเลิศ ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด รวมทั้งสาวงาม ซึ่งความเป็นเพลย์บอย ทำให้เขามีข่าวคาวกับสตรีหลายคน

               การถึงแก่อสัญกรรม ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองอุดตัน ในวัย 69 ปี ของ คิม จอง อิล ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทั้งในเกาหลีเหนือเอง และประเทศภายนอก แม้ว่าจะเป็นที่คาดหมายว่า คิม จอง อึน ลูกชายคนสุดท้องวัย 27 ปีของท่านผู้นำน่าจะเป็นผู้สืบอำนาจ แต่ประวัติของเขาเท่าที่รู้ก็มีเพียงสำเร็จการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ ชอบบาสเกตบอล วาดการ์ตูน และโปรดปราน ฌอง โคล์ด แวนแดม นักแสดงชาวเบลเยียม ผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า
 
               คิม จอง อึน ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายพล 4 ดาว ของกองทัพเกาหลี และว่ากันว่าการที่เกาหลีเหนือยิงตอร์ปิโดใส่เรือยามฝั่งเกาหลีใต้ หรือยิงปืนใหญ่ถล่มเกาะของเวียดนามใต้นั้น เป็นการแสดงบทบาททางทหารเพื่อสนับสนุนนายพลหนุ่มน้อยผู้นี้ แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับผู้นำใหม่ของเกาหลีเหนือก็คือ เขาจะต้องทำงานร่วมกับเหล่าผู้อาวุโสทั้งในพรรค กองทัพ และรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่คร่ำหวอดมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา นอกจากนี้การถึงแก่อสัญกรรมของคิม จอง อิล นอกจากทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลงแล้ว ยังทำให้ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลาโหม และประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ ซึ่งคิม จอง อิล ครองอยู่ว่างลงด้วย ซึ่งทั้ง 3 ตำแหน่งดังกล่าวล้วนมีอิทธิพลและบทบาทอย่างสูงต่อการกำหนดทิศทางและอนาคตของเกาหลีเหนือ
 
               ช่วงเวลาต่อไปนี้คงจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งของเกาหลีเหนือ และบทพิสูจน์ความสามารถของคิม จอง อึน  ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งตระกูลคิม