
'ทางด่วนพิเศษ'แก้วิกฤติน้ำท่วมยั่งยืน
'ทางด่วนระบายน้ำพิเศษ' แก้วิกฤติน้ำท่วมอย่างยั่งยืน : โต๊ะรายงานพิเศษ
ความเสียหายอย่างมหาศาลจากมหาอุทกภัย 2554 ก่อให้เกิดความวิตกกังวลให้แก่ประชาชนคนไทยรวมถึงบรรดานักลงทุนจากทั่วโลกที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเป็นอย่างมากว่า ภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และไทยจะมีแผนในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยได้อย่างไร
ล่าสุด คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “น้ำท่วมไทยปี 2554 มหาพิบัติภัยอันดับ 8 โลก หนทางฟื้นความเชื่อมั่นประเทศไทย” เพื่อเสนอแนวทางในการป้องกันและรับมือกับน้ำท่วมใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมี ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย น.ส.สันติวิภา พานิชกุล รองประธานมูลนิธินภามิตร และ นายนิวัฒน์ กองเพียร ผู้สื่อข่าวอิสระในฐานะผู้ประสบภัย ร่วมเสนอความคิดเห็น
ช่วงหนึ่งของการเสวนา ศ.ดร.ธนวัฒน์ ได้เสนอแนวคิดในการป้องกันมหาอุทกภัยไว้อย่างน่าสนใจว่า จากการศึกษาพอจะสรุปสาเหตุที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งนี้ได้ 2 สาเหตุสำคัญ คือ 1.ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนที่เพิ่มสูงกว่าทุกปีประมาณ 9-15 เปอร์เซ็นต์ 2.เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนที่บริหารจัดการน้ำไม่สมดุลระหว่างน้ำไหลเข้าเขื่อนกับน้ำไหลออกจากเขื่อน
“ผมไม่อยากลงในรายละเอียดของปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้ในเขื่อน แต่มีข้อมูลตัวเลขยืนยันชัด ในช่วงพายุพัดเข้าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือมีน้ำไหลเข้าเขื่อนจำนวนมหาศาล แต่กลับมีตัวเลขการปล่อยน้ำลงมาล่างเขื่อนในปริมาณน้อยไม่สมดุลกันเพราะห่วงเรื่องการเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตร สุดท้ายน้ำล้นเขื่อนอั้นไม่ไหวเลยต้องปล่อยลงมาจำนวนมหาศาลจนเกิดน้ำท่วมใหญ่” ศ.ดร.ธนวัฒน์ขยายความ
ศ.ดร.ธนวัฒน์กล่าวอีกว่า มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายร้ายแรงติดอันดับ 8 ของโลก จึงเสนอ 11 มาตรการ เพื่อให้รัฐบาลหาทางออกเรื่องนี้อย่างยั่งยืน ดังนี้
มาตรการที่ 1 สร้างระบบทางด่วนพิเศษระบายน้ำท่วม (Super Express Floodway) ให้ใช้พื้นที่แนวคลองที่มีอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยา ไล่มาทางคลองชัยนาท-ป่าสัก มายังเขื่อนพระราม 6 ต่อด้วยแนวคลองรพีพัฒน์ใต้ ต่อเชื่อมทางใต้กับคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ไปลงทะเลที่คลองด่าน จ.สมุทรปราการ ความยาวประมาณ 200 กิโลเมตรโดยให้ย้ายบ้านและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตามแนวคลองออกไปข้างละ 1 กิโลเมตร แล้วให้ยกคันกั้นน้ำทั้งสองข้างสูง 6 เมตร บริเวณสันคันกั้นน้ำให้ทำเป็นถนนมอเตอร์เวย์ให้รถวิ่งจาก จ.สมุทรปราการไปภาคเหนือและอีสานได้
โดยส่วนบริเวณตรงกลางจะเป็นพื้นที่คลองระบายน้ำซึ่งกว้างถึง 2 กิโลเมตร สามารถจุน้ำได้ถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบายน้ำได้ 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบง่ายๆ คือเราจะมีแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอีก 2 สาย ฤดูแล้งก็ให้ประชาชนทำการเกษตร ฤดูน้ำหลากใช้เป็นคลองระบายน้ำเหนือลงสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท
มาตรการที่ 2 ให้ปรับปรุงระบบระบายน้ำ คู คลอง ให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบถนนไม่ให้ขวางทางน้ำ มาตรการที่ 3 จัดทำแผนแม่บทควบคุมการป้องกันน้ำท่วม สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและควบคุมการใช้น้ำบาดาล มาตรการที่ 4 ปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าและปรับบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งระบบ เพราะปัจจุบันระบบชลประทานของไทยมีเพื่อทำการเกษตรเท่านั้น ไม่ได้รองรับภัยพิบัติ
มาตรการที่ 5 หยุดการเติบโตของกรุงเทพมหานครต้องควบคุมไม่ให้มีประชากรเกิน 15 ล้านคน โดยให้ขยายความเจริญไปสู่เมืองบริวารแทน มาตรการที่ 6 จัดเก็บภาษีน้ำท่วมและการประกันภัยน้ำท่วมเพื่อตั้งกองทุนชดเชยน้ำท่วมทั้งระบบ มาตรการที่ 7 ควบคุมการใช้ที่ดินและผังเมืองซึ่งต้องคำนึงถึงปัญหาน้ำท่วมเป็นหลัก มาตรการที่ 8 ทำแผนแม่บทกำหนดเวลาเพาะปลูกในลุ่มน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ
มาตรการที่ 9 จัดทำมาตรการอนุรักษ์ป้องกันและปกป้องพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมได้ มาตรการที่ 10 เร่งพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ และมาตรการสุดท้ายคือให้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาดูแลเรื่องภัยพิบัติทั้งระบบ มีหน้าที่เตือนภัยล่วงหน้ามีหน้าที่ทำงานวิจัยและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารความรู้เรื่องภัยพิบัติสู่ภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ
สำหรับแนวคิดการจัดสร้าง "ระบบทางด่วนพิเศษระบายน้ำท่วม" หรือ Super Express Floodway นั้นได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมการเสวนามากเป็นพิเศษ โดย "นายเจน" บอกว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการจัดสร้างทางด่วนพิเศษระบายน้ำท่วม หากทำได้จริงเชื่อว่าจะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
“น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมมาก ซึ่งรัฐบาลควรเร่งออกมาตรการการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำอีกโดยด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าแนวคิดการสร้างทางด่วนพิเศษระบายน้ำท่วมเป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจรัฐบาลควรสนับสนุน” นายเจนกล่าว
..............
(หมายเหตุ : 'ทางด่วนระบายน้ำพิเศษ' แก้วิกฤติน้ำท่วมอย่างยั่งยืน : โต๊ะรายงานพิเศษ)



