
'ปึ้ง'ใช้คดีฆ่านักธุรกิจซาอุฯนำทาง'ปู'เยือน
"สุรพงษ์" โวพบพยานปากเอกคดีฆ่านักธุรกิจชาวซาอุฯ พร้อมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวังใช้ปูทาง "ยิ่งลักษณ์" เยือนซาอุฯ ปีหน้า หวังกระชับสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ดีเอสไอมึนยังไม่ได้รับการประสานจาก กต.เรื่องนี้ เผยคดีนี้จำเลยทั้ง 5 เป็นตำรวจไม่มีใครหนีไปกัมพูชา
22ธ.ค.2554 แหล่งข่าวใกล้ชิดนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายสุรพงษ์ได้มีความพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบีย ล่าสุด กต.ได้รับการติดต่อจากบุคคลคนหนึ่งซึ่งเป็นพยานปากเอกในคดีฆ่านักธุรกิจชาวซาอุฯ และยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความคืบหน้าของคดี ซึ่งพยานคนดังกล่าวเคยอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา และเป็นบุคคลที่รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าคำให้การจะสามารถนำไปสู่การเอาผิดผู้ที่ถูกออกหมายจับทั้ง 5 คนได้
แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวอีกว่า การที่ทางการไทยสามารถติดตามพยานคนดังกล่าวได้ ทำให้ซาอุฯพอใจอย่างมาก และเห็นถึงความจริงใจ และเอาจริงเอาจังในการติดตามคดี ที่จะมีผลต่อการพิจารณาความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์ มีแผนจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ โดยคาดว่า ในปีหน้า น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีแผนเดินทางเยือนซาอุฯเพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย - ซาอุฯ ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น
DSIมึนยันจำเลยทั้ง5ไม่ได้หนีไปเขมร
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศระบุสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งหลบหนีไปประเทศกัมพูชาว่า ดีเอสไอยังไม่ได้รับการประสานข้อมูลกรณีดังกล่าว และยังไม่ทราบข้อมูลที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาระบุ
ด้านพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดกรณีดังกล่าวเช่นกัน แต่คดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวรี่นั้น ดีเอสไอสั่งฟ้องจำเลย 5 คน คือพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอมกับพวก ซึ่งไม่พบว่าจำเลยคนใดหลบหนีไปต่างประเทศ โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล
รายละเอียดคำฟ้องคดี
สำหรับการรื้อฟื้นคดีฆ่านายอัลรูไวลี่ของดีเอสไอนั้น อัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเป็นคดีหมายดำ อ.119/2553 โดยมี พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตผบช.ภ.5 พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจ นอกราชการ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา สืบเนื่องจากกรณีนายอัลรูไวลี่ประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย หายตัวไปเมื่อเดือนก.พ.2533
คำฟ้องของอัยการ ระบุว่า เมื่อประมาณปี 2530 เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์กับรัฐบาลประเทศอิหร่าน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะต์ เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา รวมทั้งสาเหตุที่รัฐบาลซาอุฯ ทำการปราบปรามสลายการชุมนุมของกลุ่มประท้วงที่เป็นมุสลิมนิกายชีอะต์ที่ไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุฯ ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่นักการทูตของรัฐบาลประเทศซาอุฯ ในประเทศต่างๆ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตของสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยเสียชีวิต 1 คน เหตุเกิดที่บริเวณแขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ ได้แจ้งร้องขอต่อรัฐบาลไทยให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่สถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่นักการทูตอย่างเต็มที่ และแจ้งเตือนถึงกรมตำรวจในขณะนั้น รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทยในเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง
แต่ต่อมาวันที่ 1 ก.พ. 2533 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตซาอุฯ อีก 2 ครั้ง ทำให้นักการทูตของซาอุฯ เสียชีวิตรวม 3 ราย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา กทม.รัฐบาลไทยในขณะนั้น สั่งการให้ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ ดำเนินการติดตามและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ต่อมาระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ. 2533 ต่อเนื่องกัน พล.ต.ท.สมคิด จำเลยที่ 1 ขณะนั้น มียศเป็น พ.ต.ท. ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผู้กำกับการ สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จำเลยที่ 2 และ พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผู้กำกับการ สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี จำเลยที่ 3 ขณะนั้น มียศ ร.ต.อ. ดำรงตำแหน่งรองสารวัตร ส่วน พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี นายตำรวจนอกราชการ จำเลยที่ 4 ยศ ร.ต.ท. ดำรงตำแหน่งรองสารวัตร และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง จำเลยที่ 5 ยศ จ.ส.ต. ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ (ผบ.หมู่) ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตามสืบสวนจับกุมคนร้าย ที่ฆ่านักการทูตซาอุฯ ดังกล่าว
จำเลยทั้ง 5 กับพวกได้ร่วมกันลักพาตัว นายอัล-รูไวลี่ เนื่องจากจำเลยทั้ง 5 เข้าใจว่า นายอัล-รูไวลี่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนักการทูตซาอุฯ เพราะมีความขัดแย้งกันเรื่องจัดส่งแรงงานไทย จำเลยทั้ง 5 บังคับนำตัว นายอัล-รูไวลี่ ไปหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังไว้ที่โรงแรมฉิมพลี แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กทม. บังคับข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อย และทำร้ายร่างกายโดยวิธีการต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อซักถามข้อเท็จจริงเพื่อให้นายอัล-รูไวลี่ ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่านักการทูตซาอุฯ ซึ่งจำเลยทั้ง 5 มีเจตนาฆ่า นายอัล-รูไวลี่ จนถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อปกปิดความผิด
ในชั้นการพิจารณาคดีของศาลอาญา ศาลได้เบิกตัว พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีต ผบช.ประจำสำนักงานตำรวจ นักโทษที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตคดีฆ่านางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ภรรยา และลูกนายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชร พยานสำคัญคดีเพชรซาอุฯ ขึ้นเบิกความเป็นพยานฝ่ายโจทก์ โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน



