ข่าว

'ปึ้ง'ป้อง'ปู'ไม่ทำเพื่อ'ตระกูลชินวัตร'

'ปึ้ง'ป้อง'ปู'ไม่ทำเพื่อ'ตระกูลชินวัตร'

22 ธ.ค. 2554

'สุรพงษ์' ป้อง 'ตระกูลชินวัตร' ชี้ไม่ทำเพื่อประโยชน์ครอบครัว ย้ำออกหนังสือเดินทางให้ 'ทักษิณ' ถูกต้องตามระเบียบ ซัด 'ปชป.' หยุดเล่นการเมือง กมธ.ชายแดนสภาฯอัดไม่ประท้วงเขมรยิงฮ.ทร.

          22 ธ.ค.54 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานที่ประชุม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้สดถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เรื่องการบริหารงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลเกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทางให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าทำไมกระทรวงการต่างประเทศถึงได้ออกหนังสือเดินทางให้กับอดีตนายกฯ ทั้งนี้เป็นบุคคลที่หลบหนีคดี รวมถึงมีหมายจับอีกหลายคดี และเท็จจริงแค่ไหนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางผ่านสถานทูตไทย ประจำกรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ด้วยตนเอง และหลังจากนั้น วันที่ 26 ต.ค.ทางกระทรวงได้ออกหนังสือเดินทางให้

          “การออกหนังสือเดินทางให้ อดีตนายกฯ ไม่เหมือนกับการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ ตามที่กระทรวงต่างประเทศได้ชี้แจง ซึ่งการเปิดโปงความไม่ถูกต้องกฎหมายของฝ่ายค้านไม่ใช่การตามราวี อดีตนายกฯ” นายองอาจ กล่าว

          นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า การออกหนังสือเดินทางให้อดีตนายกฯ นั้นได้ยึดตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ข้อ 23(7) ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนบุคคลใดที่เห็นว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย และต่างประเทศได้ และตนได้ใช้ดุลยพินิจในฐานะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือเดินทางคืนให้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งนี้ตนพิจารณาแล้วเห็นด้วยว่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาที่ถอนหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการดำเนินการทางการเมือง และเลือกปฏิบัติเพราะมีหลายคนที่เข้าข่ายถูกยกเลิก เหมือนที่พ.ต.ท.ทักษิณโดน แต่กลับไม่ทำ

          “ที่เปรียบเทียบพาสปอร์ตเป็นบัตรประชาชนนั้น เพราะบัตรนั้นบ่งบอกว่าเราเป็นคนไทย ดังนั้นการเพิกถอนพาสปอร์ต เหมือนกับการเพิกถอนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งนี้ความจริง พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปไหนมาไหน แทบจะไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางของไทยเลย แต่ใช้ของประเทศอื่น เราน่าจะเบา ๆ กับการดำเนินการทางการเมืองขอร้องอย่าเล่นการเมืองจนเกิดความเสียหาย ควรมาร่วมทำงานอย่างสร้างสรร เพื่อให้ประเทศชาติก้าวต่อไป เพื่อให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายสุรพงษ์ กล่าว

          จากนั้นนายองอาจ ถามต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเล่นการเมือง มีแต่นายสุรพงษ์เท่านั้นที่เข้ามาทำงานยแล้วก็ทำเพื่อคน ๆ เดียวทั้งนี้ตนขอความชัดเจนว่า เมื่อศาลตัดสินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้กระทำความผิด และลงโทษให้จำคุก 2 ปีแล้ว แต่พ.ต.ท.ทักษิณได้หนีการลงโทษ ทั้งนี้ตามระเบียบการออกหนังสือเดดินทางปี 2548 ในหมวด 7 ระบุว่าการปฏิเสธหรือยับยั้งการขอหนังสือเดินทาง ข้อที่ 21 (2) ระบุว่าเมื่อผู้ร้องขอหนังสือเดินทางเป็นผู้ถูกดำเนินคดีอาญา หรือถูกออกหมายจับและ(3) ที่ระบุว่าบุคคลที่ศาล หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องสั่งห้ามไม่ให้บุคคลใดเดินทางออกจากราชอาณาจักร กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นำระเบียบดังกล่าวมาพิจารณาเลยใช่หรือไม่

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ตนไม่ได้ทำงานการเมืองเพื่อคนๆ เดียว เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถทำให้ประเทศเมียนมาร์เปิดด่านที่อ.แม่สอด จ.ตากได้ ทั้งที่ด่านดังกล่าวปิดมานาน 1 ปี กับ 6 เดือน รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา ลาวด้วย ทั้งนี้ตนขอชี้แจงด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หนังสือเดินทางทั้งที่ถูกออกหมายจับนั้น เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เข้าข่ายการจะปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางตามระเบียบ ข้อ 21(2) เมื่อได้รับแจ้งว่า ผู้ร้องที่ได้รับโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป้นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว ศาล หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเห็นว่าไม่มีควรออกหนังสือเดินทางให้ เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบไม่ครบองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แม้พ.ต.ท.ทักษิณจะมีหมายจับในคดีต่างๆ แต่ศาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งให้ยกเลิกหนังสือเดินทาง

          ทั้งนี้นายองอาจ ถามต่อว่า การออกหนังสือเดินทางให้ โดยอ้างว่าไม่มีคำสั่งของศาลหรือตำรวจนั้น เป็นการอ้างระเบียบข้อ21(2) แต่ทำไมไม่พูดถึง(3)ที่ระบุถึงการห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ การระบุว่าศาลไม่มีอำนาจในการให้ข้อมูลเพื่อปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศต้องพิจารณา โดยเฉพาะระเบียบหมวดที่ 7 เรื่องการยับยั้งทำไมกรมสนธิสัญญาระบุแค่ (2) ไม่ระบุ(3) และถือเป็นการลากข้าราชการกรมสนธิสัญญาเข้ามารับผิดชอบกับเรื่องนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตามตนขอฝากคำถามไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยว่า กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปเยือนประเทศพม่าก่อนหน้าที่นายกฯ จะเดินทางไปร่วมหารือผู้นำลุ่มน้ำโขง มีสิ่งที่ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่เป็นการไปเจรจาผลประโยชน์ของครอบครัว

          โดยนายสุรพงษ์กล่าวยืนยันว่า การเดินทางไปประเทศพม่านั้นได้ทำทุกอย่างเพื่อประเทศไทย อย่างไรก็ตามนั้นนายพลเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีประเทศพม่ามีความสนิทและชื่นชอบในตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นอย่างมาก และทุกครั้งที่ไปเยือนก็จะพูดถึงแนวคิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่แนะนำเรื่องการบริหารจัดการ และดูแลประชาชนให้มีงานทำ

          “การที่บอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการต่าง ๆ เป็นการเล่นการเมืองถูกต้องหรือไม่ คดีที่เกิดขึ้นกับพ.ต.ท.ทักษิณเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นท่านบ้างจะรู้สึกอย่างไร ตลอดชีวิตหาเงินมา 4 หมื่นล้านบาท ไม่ได้โกงกินอย่างน้อยก็มีต้นทุน แต่ไปยึดของเขาหมดไม่ละอายใจบ้างหรือ อยากถามพวกท่านว่าหัวใจทำจากหินหรืออย่างไร” นายสุรพงษ์กล่าว

 

กมธ.ชายแดนสภาฯอัดไม่ประท้วงเขมรยิงฮ.ทร.


          นายสามารถ มะลูลีม ส.ส.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชา ยิงเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือไทย แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ทำหนังสือประท้วงตามหลักสากลที่มีการปฏิบัติ โดยอ้างว่าเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี ว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยให้ความสนใจมากว่าเพราะเหตุใดนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เหตุใดไม่ทำหนังสือประท้วงต่อทางการกัมพูชา ซึ่งการอ้างบรรยากาศความสัมพันธ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยหลักปฏิบัติของสากลที่นานาประเทศทำนั้น เมื่อมีการรุกล้ำอธิปไตย หรือเขตแดนของเพื่อนบ้านก็ต้องทำหนังสือประท้วง เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่า เรายืนยันว่าดินแดนหรือพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเรา แม้ว่าพื้นที่ในหลักหมุดที่ 71-72 จ.ตราด ยังเป็นพื้นที่ซึ่งรอการเจรจาปักปันเขตแดนหรือรอการปักหมุด เพราะต่างฝ่ายก็ยืนยันว่าเป็นพื้นที่ของตน กระทรวงการต่างประเทศ จึงควรที่จะทำหนังสือประท้วงและออกแถลงการณ์ตำหนิผ่านสื่อทั้งไทยและต่างประเทศเทศ เพื่อเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร

          “เป็นเรื่องง่ายๆที่ทุกประเทศทำกัน แต่นายสุรพงษ์ กลับไม่ทำ ทั้งหมดเพื่อการรักษาสิทธิและอธิปไตยเหนือดินแดนพื้นที่นี้ การเจรจาก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป ไม่ใช่ยอมรับสภาพแล้วแต่เขาจะว่าอย่างไร ก็ทำตามเขาว่าไป ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่” นายสามารถ กล่าว

           นอกจากนี้ นายสามารถ กล่าวอีกว่ากรณีที่ทางการกัมพูชาได้แจ้งว่าจะนำผู้แทนของยูเนสโกหรือ ไอซีซี ขึ้นมาสำรวจความเสียหายในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ที่ยังมีข้อพิพาทรวม 4.6. ตารางกิโลเมตร ที่กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได้ส่งตัวแทนฝ่ายไทยขึ้นไปร่วมสังเกตุการณ์ และยังปล่อยให้มีการรุกล้ำผ่านดินแดนของประเทศไทยใช้เป็นทางขึ้นไปได้โดยสะดวก ไม่มีการประท้วงใดๆ ซึ่งถือเป็นการเสี่ยงและเป็นการเพิ่มน้ำหนักในการต่อสู้ในคดีที่รัฐบาลที่ผ่ารนมาได้ยื่นต่อสู้คัดค้านการขอขึ้นปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิ ทำให้สุ่มเสี่ยงในรูปคดีการต่อสู้ในเวทีนานาชาติ ซึ่งทั้งสองกรณีนั้น คณะกรรมาธิการ จะได้ทำหนังสือเชิญนายสุรพงษ์ และข้าราชการในกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เหตุผล โดยเฉพาะการไม่ออกหนังสือประท้วงหรือแถลงการณ์อ้างสิทธิเหนือดินแดนของไทยทั้งสองจุดต่อไป และจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

 

อดีตส.ส.ร.50เชื่อ"ทักษิณ"ล็อคสเป็คส.ส.ร.3แน่


                นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 (ส.ส.ร.50) ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ถึงการเตรียมยื่นแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยในช่วงเดือน ม.ค.ปีหน้าว่า จุดประสงค์การแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลตนขอดูเนื้อหาการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก่อนว่าจะมีการแก้มาตราใด แต่หากมีแนวโน้มที่จะมีการแก้มาตรา 309 เรื่องการนิรโทษกรรมนั้น ก็เป็นความชัดเจนว่าวัตถุประสงค์เป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนเดียว ให้กลับมามีอำนาจเหมือนเดิม

                นายคมสัน กล่าวต่อว่าการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ ก็ย่อมมีสเป็คตรงตามที่พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตนก็ไม่ห่วงการแก้รัฐธรรมนูญว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทางรัฐบาลมีธงชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องคิดให้หนักจากนี้คือหลักทางกฎหมายจะถูกทำลาย เพราะการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องเป็นการแก้เพื่อประชาชน แต่การที่รัฐบาลเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงต้องถามว่าผลประโยชน์ของประชาชนอยู่ที่ไหน

                นายคมสัน กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการอ้างถึง 15 ล้านเสียงที่เลือกมาเป็นรัฐบาลนั้น ต้องถามว่าทั้ง 15 ล้านเสียงทั้งหมดต้องการแก้รัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลชอบอ้างเรื่องหลักนิติธรรมอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องหลักความสมเหตุสมผลกลับไม่มี โดยสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำกลับไม่มีหลักเช่นกัน ดังนั้น เมื่อจะมีกระบวนการแบบนี้รัฐบาลก็อย่าอ้างเรื่องหลักยุติธรรม หากจะดำเนินการเรื่องอะไรก็ทำไป แต่อย่ามาอ้างเรื่องหลักนิติธรรมแบบนี้