
'ปึ้ง'ป้อง'ปู'ไม่ทำเพื่อ'ตระกูลชินวัตร'
'สุรพงษ์' ป้อง 'ตระกูลชินวัตร' ชี้ไม่ทำเพื่อประโยชน์ครอบครัว ย้ำออกหนังสือเดินทางให้ 'ทักษิณ' ถูกต้องตามระเบียบ ซัด 'ปชป.' หยุดเล่นการเมือง กมธ.ชายแดนสภาฯอัดไม่ประท้วงเขมรยิงฮ.ทร.
22 ธ.ค.54 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานที่ประชุม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้สดถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เรื่องการบริหารงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลเกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทางให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าทำไมกระทรวงการต่างประเทศถึงได้ออกหนังสือเดินทางให้กับอดีตนายกฯ ทั้งนี้เป็นบุคคลที่หลบหนีคดี รวมถึงมีหมายจับอีกหลายคดี และเท็จจริงแค่ไหนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางผ่านสถานทูตไทย ประจำกรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ด้วยตนเอง และหลังจากนั้น วันที่ 26 ต.ค.ทางกระทรวงได้ออกหนังสือเดินทางให้
“การออกหนังสือเดินทางให้ อดีตนายกฯ ไม่เหมือนกับการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ ตามที่กระทรวงต่างประเทศได้ชี้แจง ซึ่งการเปิดโปงความไม่ถูกต้องกฎหมายของฝ่ายค้านไม่ใช่การตามราวี อดีตนายกฯ” นายองอาจ กล่าว
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า การออกหนังสือเดินทางให้อดีตนายกฯ นั้นได้ยึดตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ข้อ 23(7) ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนบุคคลใดที่เห็นว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย และต่างประเทศได้ และตนได้ใช้ดุลยพินิจในฐานะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือเดินทางคืนให้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งนี้ตนพิจารณาแล้วเห็นด้วยว่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาที่ถอนหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการดำเนินการทางการเมือง และเลือกปฏิบัติเพราะมีหลายคนที่เข้าข่ายถูกยกเลิก เหมือนที่พ.ต.ท.ทักษิณโดน แต่กลับไม่ทำ
“ที่เปรียบเทียบพาสปอร์ตเป็นบัตรประชาชนนั้น เพราะบัตรนั้นบ่งบอกว่าเราเป็นคนไทย ดังนั้นการเพิกถอนพาสปอร์ต เหมือนกับการเพิกถอนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งนี้ความจริง พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปไหนมาไหน แทบจะไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางของไทยเลย แต่ใช้ของประเทศอื่น เราน่าจะเบา ๆ กับการดำเนินการทางการเมืองขอร้องอย่าเล่นการเมืองจนเกิดความเสียหาย ควรมาร่วมทำงานอย่างสร้างสรร เพื่อให้ประเทศชาติก้าวต่อไป เพื่อให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายสุรพงษ์ กล่าว
จากนั้นนายองอาจ ถามต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเล่นการเมือง มีแต่นายสุรพงษ์เท่านั้นที่เข้ามาทำงานยแล้วก็ทำเพื่อคน ๆ เดียวทั้งนี้ตนขอความชัดเจนว่า เมื่อศาลตัดสินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้กระทำความผิด และลงโทษให้จำคุก 2 ปีแล้ว แต่พ.ต.ท.ทักษิณได้หนีการลงโทษ ทั้งนี้ตามระเบียบการออกหนังสือเดดินทางปี 2548 ในหมวด 7 ระบุว่าการปฏิเสธหรือยับยั้งการขอหนังสือเดินทาง ข้อที่ 21 (2) ระบุว่าเมื่อผู้ร้องขอหนังสือเดินทางเป็นผู้ถูกดำเนินคดีอาญา หรือถูกออกหมายจับและ(3) ที่ระบุว่าบุคคลที่ศาล หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องสั่งห้ามไม่ให้บุคคลใดเดินทางออกจากราชอาณาจักร กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นำระเบียบดังกล่าวมาพิจารณาเลยใช่หรือไม่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ตนไม่ได้ทำงานการเมืองเพื่อคนๆ เดียว เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถทำให้ประเทศเมียนมาร์เปิดด่านที่อ.แม่สอด จ.ตากได้ ทั้งที่ด่านดังกล่าวปิดมานาน 1 ปี กับ 6 เดือน รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา ลาวด้วย ทั้งนี้ตนขอชี้แจงด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หนังสือเดินทางทั้งที่ถูกออกหมายจับนั้น เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เข้าข่ายการจะปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางตามระเบียบ ข้อ 21(2) เมื่อได้รับแจ้งว่า ผู้ร้องที่ได้รับโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป้นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว ศาล หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเห็นว่าไม่มีควรออกหนังสือเดินทางให้ เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบไม่ครบองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แม้พ.ต.ท.ทักษิณจะมีหมายจับในคดีต่างๆ แต่ศาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งให้ยกเลิกหนังสือเดินทาง
ทั้งนี้นายองอาจ ถามต่อว่า การออกหนังสือเดินทางให้ โดยอ้างว่าไม่มีคำสั่งของศาลหรือตำรวจนั้น เป็นการอ้างระเบียบข้อ21(2) แต่ทำไมไม่พูดถึง(3)ที่ระบุถึงการห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ การระบุว่าศาลไม่มีอำนาจในการให้ข้อมูลเพื่อปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศต้องพิจารณา โดยเฉพาะระเบียบหมวดที่ 7 เรื่องการยับยั้งทำไมกรมสนธิสัญญาระบุแค่ (2) ไม่ระบุ(3) และถือเป็นการลากข้าราชการกรมสนธิสัญญาเข้ามารับผิดชอบกับเรื่องนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตามตนขอฝากคำถามไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยว่า กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปเยือนประเทศพม่าก่อนหน้าที่นายกฯ จะเดินทางไปร่วมหารือผู้นำลุ่มน้ำโขง มีสิ่งที่ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่เป็นการไปเจรจาผลประโยชน์ของครอบครัว
โดยนายสุรพงษ์กล่าวยืนยันว่า การเดินทางไปประเทศพม่านั้นได้ทำทุกอย่างเพื่อประเทศไทย อย่างไรก็ตามนั้นนายพลเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีประเทศพม่ามีความสนิทและชื่นชอบในตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นอย่างมาก และทุกครั้งที่ไปเยือนก็จะพูดถึงแนวคิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่แนะนำเรื่องการบริหารจัดการ และดูแลประชาชนให้มีงานทำ
“การที่บอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการต่าง ๆ เป็นการเล่นการเมืองถูกต้องหรือไม่ คดีที่เกิดขึ้นกับพ.ต.ท.ทักษิณเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นท่านบ้างจะรู้สึกอย่างไร ตลอดชีวิตหาเงินมา 4 หมื่นล้านบาท ไม่ได้โกงกินอย่างน้อยก็มีต้นทุน แต่ไปยึดของเขาหมดไม่ละอายใจบ้างหรือ อยากถามพวกท่านว่าหัวใจทำจากหินหรืออย่างไร” นายสุรพงษ์กล่าว
กมธ.ชายแดนสภาฯอัดไม่ประท้วงเขมรยิงฮ.ทร.
นายสามารถ มะลูลีม ส.ส.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชา ยิงเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือไทย แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ทำหนังสือประท้วงตามหลักสากลที่มีการปฏิบัติ โดยอ้างว่าเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี ว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยให้ความสนใจมากว่าเพราะเหตุใดนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เหตุใดไม่ทำหนังสือประท้วงต่อทางการกัมพูชา ซึ่งการอ้างบรรยากาศความสัมพันธ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยหลักปฏิบัติของสากลที่นานาประเทศทำนั้น เมื่อมีการรุกล้ำอธิปไตย หรือเขตแดนของเพื่อนบ้านก็ต้องทำหนังสือประท้วง เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่า เรายืนยันว่าดินแดนหรือพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเรา แม้ว่าพื้นที่ในหลักหมุดที่ 71-72 จ.ตราด ยังเป็นพื้นที่ซึ่งรอการเจรจาปักปันเขตแดนหรือรอการปักหมุด เพราะต่างฝ่ายก็ยืนยันว่าเป็นพื้นที่ของตน กระทรวงการต่างประเทศ จึงควรที่จะทำหนังสือประท้วงและออกแถลงการณ์ตำหนิผ่านสื่อทั้งไทยและต่างประเทศเทศ เพื่อเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร
“เป็นเรื่องง่ายๆที่ทุกประเทศทำกัน แต่นายสุรพงษ์ กลับไม่ทำ ทั้งหมดเพื่อการรักษาสิทธิและอธิปไตยเหนือดินแดนพื้นที่นี้ การเจรจาก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป ไม่ใช่ยอมรับสภาพแล้วแต่เขาจะว่าอย่างไร ก็ทำตามเขาว่าไป ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่” นายสามารถ กล่าว
นอกจากนี้ นายสามารถ กล่าวอีกว่ากรณีที่ทางการกัมพูชาได้แจ้งว่าจะนำผู้แทนของยูเนสโกหรือ ไอซีซี ขึ้นมาสำรวจความเสียหายในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ที่ยังมีข้อพิพาทรวม 4.6. ตารางกิโลเมตร ที่กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได้ส่งตัวแทนฝ่ายไทยขึ้นไปร่วมสังเกตุการณ์ และยังปล่อยให้มีการรุกล้ำผ่านดินแดนของประเทศไทยใช้เป็นทางขึ้นไปได้โดยสะดวก ไม่มีการประท้วงใดๆ ซึ่งถือเป็นการเสี่ยงและเป็นการเพิ่มน้ำหนักในการต่อสู้ในคดีที่รัฐบาลที่ผ่ารนมาได้ยื่นต่อสู้คัดค้านการขอขึ้นปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิ ทำให้สุ่มเสี่ยงในรูปคดีการต่อสู้ในเวทีนานาชาติ ซึ่งทั้งสองกรณีนั้น คณะกรรมาธิการ จะได้ทำหนังสือเชิญนายสุรพงษ์ และข้าราชการในกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เหตุผล โดยเฉพาะการไม่ออกหนังสือประท้วงหรือแถลงการณ์อ้างสิทธิเหนือดินแดนของไทยทั้งสองจุดต่อไป และจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
อดีตส.ส.ร.50เชื่อ"ทักษิณ"ล็อคสเป็คส.ส.ร.3แน่
นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 (ส.ส.ร.50) ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ถึงการเตรียมยื่นแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยในช่วงเดือน ม.ค.ปีหน้าว่า จุดประสงค์การแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลตนขอดูเนื้อหาการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก่อนว่าจะมีการแก้มาตราใด แต่หากมีแนวโน้มที่จะมีการแก้มาตรา 309 เรื่องการนิรโทษกรรมนั้น ก็เป็นความชัดเจนว่าวัตถุประสงค์เป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนเดียว ให้กลับมามีอำนาจเหมือนเดิม
นายคมสัน กล่าวต่อว่าการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ ก็ย่อมมีสเป็คตรงตามที่พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตนก็ไม่ห่วงการแก้รัฐธรรมนูญว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทางรัฐบาลมีธงชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องคิดให้หนักจากนี้คือหลักทางกฎหมายจะถูกทำลาย เพราะการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องเป็นการแก้เพื่อประชาชน แต่การที่รัฐบาลเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงต้องถามว่าผลประโยชน์ของประชาชนอยู่ที่ไหน
นายคมสัน กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการอ้างถึง 15 ล้านเสียงที่เลือกมาเป็นรัฐบาลนั้น ต้องถามว่าทั้ง 15 ล้านเสียงทั้งหมดต้องการแก้รัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลชอบอ้างเรื่องหลักนิติธรรมอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องหลักความสมเหตุสมผลกลับไม่มี โดยสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำกลับไม่มีหลักเช่นกัน ดังนั้น เมื่อจะมีกระบวนการแบบนี้รัฐบาลก็อย่าอ้างเรื่องหลักยุติธรรม หากจะดำเนินการเรื่องอะไรก็ทำไป แต่อย่ามาอ้างเรื่องหลักนิติธรรมแบบนี้



