
ลุ่มน้ำโขงกับผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง
หลังจากการประชุมสุดยอดครั้งที่ 4 ของผู้นำรัฐบาลจาก 6 ประเทศในลุ่มน้ำโขง (จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม) ที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (พม่า)
หลังจากการประชุมสุดยอดครั้งที่ 4 ของผู้นำรัฐบาลจาก 6 ประเทศในลุ่มน้ำโขง (จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม) ที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (พม่า)
ซึ่งจบลงด้วยการที่ผู้นำรัฐบาลจากทั้ง 6 ประเทศ ได้มีมติร่วมกันในการรับรองเอาแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ ที่จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาความร่วมมือในลุ่มน้ำโขงในช่วง 10 ปีข้างหน้า (2012-2022) กำลังจุดประกายแห่งความหวังของการพัฒนาอนุภูมิภาคแห่งนี้ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าให้กับผู้คนอยู่ไม่น้อย
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อจากนี้ อาจอยู่ที่ ผลประโยชน์และความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา และจีน ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง นั่นเอง
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์ประชาธิปไตย และความไม่สงบในพม่า ที่เคยเป็นอุปสรรค เริ่มคลี่คลาย เมื่อรัฐบาลทหารพม่า เริ่มยอมรับในบทบาทของ อองซาน ซูจี ในทางการเมือง และฝ่าย ซูจีเอง ก็พร้อมจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อที่จะได้ลงสมัครแข่งขันในการเลือกตั้งซ่อมในต้นปีหน้า รวมทั้งการเจรจาหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการร่วมกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองทัพไทใหญ่แห่งรัฐฉาน (SSA) ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึก ด้วย
ยิ่งกว่านั้น พักหลังความเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเริ่มมากขึ้น รวมถึงการประกาศจุดยืนของ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอันที่จะหวนกลับเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง
ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า ในตลอดระยะเวลา 8 ปี ภายใต้การบริหารของ George W. Bush นั้น สหรัฐได้ไปจมปลักที่ตะวันออกกลาง อันทำให้มหาอำนาจตะวันออก อย่าง จีน สามารถที่จะสร้างเสริมบทบาทและอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกล่าวได้ว่า ทิ้งห่างสหรัฐไปหลายช่วงตัวในเวลานี้
ด้วยเหตุนี้ การที่สหรัฐจะสามารถกลับมาทวงคืนสถานภาพของตนได้อย่างมีประสิทธิผลนั้น ก็จะต้องมีการเลือกพันธมิตรที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีนมากที่สุด ซึ่งในที่นี้ก็คือ "เวียดนาม" ที่ไม่เพียงจะขัดแย้งกับจีนในประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปีเท่านั้น หากแต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังขัดแย้งกับจีนในเรื่องที่ว่าด้วยการอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ Spratly และ Paracel ในทะเลจีนใต้อีกต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกอบกับการที่สหรัฐยังได้ประกาศท่าทีอย่างชัดเจนในการคัดค้านแผนการก่อสร้างเขื่อนทุกโครงการบนแนวแม่น้ำโขงด้วยนั้น จึงเชื่อได้เลยว่า การพัฒนาในลุ่มน้ำโขงในระยะเวลา 10 ปีต่อไปนี้ ย่อมเลี่ยงไม่พ้นความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสองเป็นแน่ และนั่นก็หมายความว่า อีก 5 ประเทศในลุ่มน้ำโขง ก็ย่อมจะหนีไม่พ้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน



