เรื่องที่มากกว่าการปรับครม.
เรื่องที่มากกว่าการปรับครม. : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
ช่วงนี้กระแสเรื่องการปรับ ครม.นั้นมาแรงเป็นพิเศษ ก็เลยขอโหนกระแสพูดเรื่องนี้ไปกับเขาด้วยครับ
เรื่องที่หนึ่งก็คือ จะว่าไปแล้วก็มีเรื่องที่ตื่นเต้นแบบไม่น่าจะตื่นเต้นอยู่ นั่นก็คือ ข่าวของโพลล์สองสำนักที่ถูกมองว่าขัดกันเอง นั่นก็คือ โพลล์สำนึกหนึ่งบอกว่าต้องปรับ เพราะไม่มีผลงาน อีกสำนักหนึ่งกลับบอกว่า ให้รอไปอีกระยะหนึ่งก่อนเพราะยังไม่มีผลงาน
ลืมสังเกตไปว่าทั้งสองโพลล์นั้นความจริงเห็นตรงกันว่า เพราะรัฐบาลยังไม่มีผลงานนั่นเอง
ประเด็นในเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า คนที่ให้ความเห็นนั้นยืนอยู่ตรงไหนในเรื่องของการสนับสนุนรัฐบาล
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การส่งสัญญาณให้ปรับ ครม.นั้นเป็นเรื่องเดียวกับการล้มรัฐบาลนะครับ เพราะบางทีคนที่อยากให้ปรับก็อาจจะไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาลครับ
เรื่องที่สองนั้นก็คือ จะว่าไปแล้ว การปรับ ครม.นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร อย่าไปตกอกตกใจมาก เพราะถ้าดูสถิติแล้ว การเมืองในระบอบประชาธิปไตยในยุคที่ผ่านมานั้นก็มีความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด
กรณีชวนสอง อายุรัฐบาล 3 ปี ปรับ ครม. 5 ครั้ง เฉลี่ยก็คือ 7.2 เดือน
ทักษิณหนึ่ง อายุรัฐบาล 4 ปี ปรับ ครม. 9 ครั้ง เฉลี่ย 5.33 เดือน
ทักษิณสอง อายุรัฐบาล 2.1 ปี ปรับ ครม. 2 ครั้ง เฉลี่ย 6.5 เดือน
หรือกรณีอภิสิทธิ์อายุรัฐบาล 2.8 ปี ปรับ ครม. 6 ครั้ง เฉลี่ย 5.33 เดือน
ว่ากันว่า ขนาดยุคสมัครนั้นแม้จะอยู่ไม่นาน ก็ปรับไป 2 ครั้ง
นั่นหมายความว่า การปรับ ครม.ในยุคการเมืองประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประมาณ 5-7 เดือนต่อครั้งอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วยซ้ำ
เรื่องที่สามนั้นก็คือ การปรับ ครม.นั้น ถ้าไม่สนใจในเรื่องของการเมืองรายวันอย่างเดียว สิ่งที่ควรพิจารณาในหลักวิชานั้นมีอะไรบ้าง
กล่าวโดยสรุป เรื่องที่เราควรเข้าใจก็คือ เราจะต้องพิจารณาก่อนว่า การพูดถึง ครม.นั้นจริงๆ แล้วเราพูดถึงส่วนบนสุดของอำนาจการบริหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจสามฝ่าย (นิติบัญญัติและตุลาการ คือด้านที่เหลือ)
ที่สำคัญระบบ ครม.นั้นเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการการเมืองในระบอบรัฐสภา ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจว่า ครม.กับ ระบบรัฐสภานั้นจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร และคานอำนาจซึ่งกันและกันอย่างไร
สิ่งที่เราต้องย้อนกลับไปดูก็คือ ดุลอำนาจเหล่านี้ของบ้านเราไม่มีแล้ว เพราะด้านหนึ่งรัฐสภานั้นถูกครอบงำด้วยวินัยพรรค และ ครม.นั้นก็มาจากส่วนยอดของพรรค และที่สำคัญอีกก็คือ เราหันไปใช้ระบบองค์กรอิสระในการจัดการ ครม.มากกว่าใช้ระบบที่ถ่วงดุลอำนาจกัน
ประการต่อมา เราคงต้องดูว่า ครม.นั้นมีการทำงานอย่างไร ซึ่งทำให้เราต้องเข้าใจทั้งเรื่องของการทำงานร่วมกันและตัดสินใจร่วมกันกับการทำงานโดดๆ ของแต่ละคน
นี่คือประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม เพราะว่าวันนี้เราจะมีวิธีการตรวจสอบและประเมินการทำงานของ ครม.อย่างไร ที่ไม่ใช่การตรวจสอบด้วยเกมสภาของฝ่ายค้าน ตรวจสอบด้วยโพลล์มากกว่าการประเมินจริง และตรวจสอบด้วยการแย่งชิงอำนาจกันเองในทำนองสมบัติผลัดกันชมในหมู่ผู้นำของพรรค
รีบๆ มาคิดกันครับ ก่อนจะถูกท่วมทับโดยข่าวปรับ ครม. โพลล์ปรับ ครม. และภาวะการดิ้นเฮือกสุดท้ายของ ครม.ด้วยการประชาสัมพันธ์กันตลอดเวลา...เฮ้อ



