
จัดถก'รับมืออย่างไรกับภัยน้ำท่วม'
มหาดไทยโวงบเยียวยา 2 หมื่นล้านรุดหน้าแบ่งจ่ายเยียวยา 5 พันร่วม 1.3 หมื่นล้าน ศาลปกครองจัดถก " รับมืออย่างไรกับภัยน้ำท่วม" นักวิชาการประสานเสียงรัฐบาลวางมาตรการจัดการน้ำอนาคตชัดเจน - รู้จักใช้ พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยควบคู่
21ธ.ค.54 ที่กระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการจ่ายเงินฟื้นฟูให้ผู้ประสบภัย 5,000 บาท ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องการให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินจ่ายเงินฟื้นฟูเยียวยาให้เร็วที่สุดภายหลังจากน้ำลด เนื่องจากขณะนี้ไม่มีอุปสรรคอะไรแล้ว เหลือแค่ขั้นตอนระเบียบราชการเท่านั้น โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กำชับเป็นพิเศษว่า อย่าให้เกิดความไม่โปร่งใสในการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ที่ประสบภัย และต้องระมัดให้มากเป็นพิเศษ
นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงรายละเอียดของกรอบวงเงินงบประมาณฟื้นฟู เยียวยา จากสถานการณ์อุทกภัย ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 2 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือครัวเรือนผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมผู้ประสบภัย 2.9 ล้านราย ใน 64 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร
ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกประมาณ 7 พันล้านบาทนั้น เป็นงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับใช้ฟื้นฟูและซ่อมแซมศาสนสถาน สถานที่ราชการ ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง รวมถึงแหล่งน้ำและระบบชลประทาน ส่วนการดูแลด้านจิตใจ และคุณภาพชีวิตนั้น ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นเงิน 1.7 พันล้านบาท สำหรับฟื้นฟูสุขภาพ ด้านอาชีพ และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแต่ละส่วนราชการที่ดำเนินการในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้เสนอโครงการมาแล้ว และอยู่ระหว่างการส่งรายละเอียดไปยังสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณต่อไป
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงโครงการที่แต่ละจังหวัดเป็นผู้เสนอมานั้น ในเบื้องต้นสำนักงบประมาณได้จัดสรรให้ 292 ล้านบาท สำหรับโครงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของโครงการระหว่างจังหวัดเอง และหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณที่มีประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ลงไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยจริงๆ และให้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อส่งไปยังสำนักงบประมาณภายในสัปดาห์นี้
ขณะที่ นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวถึงการฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังน้ำลดว่า ขณะนี้ได้เสนอของบประมาณ เพื่อนำมาใช้ฟื้นฟูจำนวน 6,000 ล้านบาททั้งในส่วนของงานด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเกษตรของจังหวัด โดยขณะนี้ได้รับการเบิกจ่ายงบประมาณมาแล้ว 2,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่นำไปใช้ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย รายละ 5,000 บาท ส่วนงบประมาณที่เหลือที่ทางจังหวัดยังไม่ได้รับก็ได้มีการจัดเตรียมแผนและวางโครงการต่างๆ ไว้รองรับ ซึ่งในส่วนนี้ มีแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันโบราณสถานและเกาะเมือง โดยจะมีการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำโดยรอบด้วยการสร้างเป็นเขื่อนป้องกัน ระยะทาง 20 กิโลเมตร และในส่วนพื้นที่การเกษตรที่ถูกน้ำท่วมกว่า 3 แสนไร่ ขณะนี้ระดับน้ำลดลงจนเกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ทำการเกษตรได้แล้วประมาณ 2 แสนไร่ ส่วนที่เหลือคาดว่าจะเร่งสูบน้ำออกนอกพื้นที่ได้ภายในวันที่ 15 มกราคมปีหน้า
ศาลปกครองจัดถก"รับมืออย่างไรกับภัยน้ำท่วม"
สำนักงานศาลปกครอง ร่วมกับ มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ จัดเสวนาประชาชน เรื่อง " รับมืออย่างไรกับภัยน้ำท่วม" ซึ่งมีนายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยรังสิต , นายรุธิร์ พนมยงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์ และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นายนพนันท์ ตาปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา
เผย 10 ข้างหน้าอาจตั้งนั่งเรือในอุโมงค์รถใต้ดิน
โดยนายเสรี ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ฯ ม. รังสิต กล่าวว่า น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากสังคมยังไม่ได้มีการปรับตัวหรือหน่วยง่านที่เกี่ยวข้องไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจริง ตนเชื่อว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา จากประสบการณ์ของตนคิดว่าเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น มาจาก คนไทยไม่ค่อยได้รับรู้ข้อมูลและให้ความสนใจเกี่ยวกับข้อมูลสภาวะโลกร้อนทั้งที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี ได้มีการทำรายงานเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนออกมาหลายฉบับต่อเนื่องตลอด 16 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันกำลังจะออกฉบับที่ 4 ซึ่งมีการระบุมาตลอดว่าในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยมีความล่อแหลมมากที่จะได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้มีการแปลและมีการสื่อสารจากฝ่ายรัฐไปยังประชาชน เพื่อให้ตระหนักถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น อีกทั้งการทำงานของรับบาลที่ผ่านมาค่อนข้างนิ่ง คูคลองต่างๆไม่มีศักยภาพในการระบายน้ำ ผังเมืองก็ไร้ระเบียบ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในที่เข้ามาเสริมและองค์กรต่างประเทศรายงานว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะล่อแหลมคือการที่มีฝนตกหนัก ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แผ่นดินทรุดตัว พื้นที่สีเขียวหายไป ก่อนหน้านี้ทางธนาคารโลกได้ร่วมกับไจก้าทำการศึกษาโดยมองภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในอีก 200 ปีข้างหน้าในกรณีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ก็กลับพบว่าสภาวะโลกร้อนได้ทำให้สิ่งที่คาดการณ์ว่าจะเกิดใน 200 ปี ข้างหน้าอาจเกิดเร็วขึ้นภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ หากเป็นเช่นนั้นเราก็อาจจะได้นั่งเรือในอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน
อัดบริหารความเสี่ยงไม่ดี
" การบริหารจัดการน้ำของภาครัฐครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราขาดระบบการสนับสนุนการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น โดยในต่างประเทศจะมีแผนรับมือในแต่ละสถานการณ์ไว้เป็นการเฉพาะ แต่ของไทยกลับใช้วิธีการขอเวลาประเมินก่อนจึงจะตัดสินใจว่าจะใช้มาตรการอย่างไร ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้งเราไม่มีระบบประเมินว่าน้ำจะมาเท่าไหร่ และถ้ามาแล้วจะเอาน้ำไว้ที่ไหน แต่กลับเกิดปรากฎการณ์ว่าทั้งภาครัฐและประชาชนทุกคนรังเกลียดน้ำ มีการสร้างกำแพงกั้นน้ำจนทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น ส่งผลให้ประตูน้ำแตกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เห็นว่ารับไม่ได้ตระหนักต่อความเสี่ยงระยะยาว และไม่มีมาตรการเพียงพอในการต่อสู้รับมือกับน้ำ ไม่สามารถประเมินความรุนแรงของน้ำได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ 4-5 ชาติ ระบุตรงกันว่าการบริหารความเสี่ยงของไทยไม่ดี" นายเสรี ระบุ
นายเสรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุดได้แก่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่ตนร่วมอยู่ด้วยเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเลียนแบบประเทศญี่ปุ่น แต่ของญี่ปุ่นนั้นมีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเป็นกรรมการและบริหารงานโดยอิสระ ส่วนไทยกลับมีแต่นักการเมืองที่ประชุมแต่ละครั้งแย่งกันพูดเหมือนหาเสียง อย่างไรก็ดีตนมีข้อเสนอแนะว่าการแก้ไขปัญหาน้ำ ภาครัฐควรมีมาตรการออกมาให้ชัดหากเกิดน้ำท่วมเราจะให้น้ำอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ไปทำให้นิคมอุตสาหกรรมหรือประชาชนรู้สึกว่าจะต้องถมดินให้สูง เพราะถ้าทำเช่นนั้นแล้วเกิดน้ำมาจริงก็จะเป็นอันตรายอย่างมาก เวลานี้ถามกันมากว่าปีหน้าน้ำจะท่วมอีกหรือไม่ จากข้อมูลพายุ 100 ปี ที่ศูนย์พายุไต้ฝุ่นของประเทศญี่ปุ่นเก็บข้อมูลมาระบุว่าหลังเหตุการณ์ลานินญ่าปี ค.ศ.2010 พายุจะเพิ่มขึ้นซึ่งขณะนี้ก็พบว่าเป็นจริงตามนั้น โดยเราเจอพายุแล้ว 38 ลูก และปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นปีหน้าจะท่วมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพายุเข้าที่ไหน หากมีการบริหารจัดการที่ดีก็อาจจะท่วมไม่รุนแรง
ด้านนายรุธิร์ อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์ ฯ ม.เกษตร ฯ กล่าวว่า แผนรับมืออุทกภัยในด้านโลจิสติกส์ ของไทยมีแต่ไม่สามารถขับเคลื่อนผลักดันได้จึงทำให้กลายเป็นจุดอ่อน ซึ่งตามข้อเท็จจริงการจะเปิดปิดประตูระบายน้ำ จะต้องมีแบบจำลองว่าหากเปิดหรือปิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน ที่ผ่านมาเรื่องระบบการขนส่งของไทยให้ความสำคัญกับทางบกมากจนลืมว่าเรายังมีช่องทางการขนส่งอื่นที่สามารถดำเนินการได้ เช่น ช่วงน้ำจะท่วมพระราม 2 รัฐบาลก็ไปเร่งกู้ถนนสาย 340 (กาญจนาภิเษก-บางบัวทอง) เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องการขนส่งลงสู่ภาคใต้ แต่ความจริงแล้วภาคอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งจากทางบกเป็นทางน้ำโดยใช้ท่าเรือฝั่งอ่าวไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบังเป็นหลักในการกระจายสินค้า หรือกรณีการให้ข้อมูลกับภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมรัฐก็ไม่ได้มีการสร้างความเชื่อมั่นและสื่อสารข้อมูลออกไปว่าน้ำจะเข้ามาถึงจุดที่ตั้งของผู้ประกอบการเมื่อไหร่ และมีปริมาณเมื่อใด หากมีการสื่อข้อมูลออกไปจะทำให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลที่จะใช้ในการวางแผนเรื่องการขนส่งและการผลิต
โวยรัฐปล่อย 7 นิคมจมน้ำท้าทายนักลงทุน แต่ยังเชื่อไม่ย้ายฐานการผลิต
"การที่รัฐปล่อยให้ 7 นิคมอุตสาหกรรมจมน้ำ ถือเป็นเรื่องท้าทายการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติว่าจะยังคงลงทุนในไทยต่อไปหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวยังเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะไม่ย้ายฐานการผลิต โดยจะลงทุนในไทยอยู่ แต่จะไม่ลงทุนทั้งหมด โดยจะมีการกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเรา" นายรุจธีร์ ระบุ
ขณะที่ นายนพนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง ฯ จุฬา ฯ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำทุกคนควรกลับมาคิดว่าเราไม่ควรที่จะสู้กับน้ำ แต่ต้องหาวิธีอยู่คู่กับน้ำใหม่ เพราะประวัติศาสตร์เราไม่เคยต้านน้ำ แต่เราปล่อยและใช้วิธีการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งตนอยากให้ภาครัฐมีการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ มีการพูดคุยของกทม.และจังหวัดปริมณฑล เพราะถ้าป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเฉพาะกทม.ก็จะปฏิเสธไมได้ว่าจังหวัดโดยรอบกทม.จะเป็นผู้ได้รับน้ำแทนคนกทม. ซึ่งจะทำให้กลายเป็นปัญหากระทบกระทั่งของมวลชนขึ้นมา หรือการระบายน้ำควรจะมีการสร้างคลองต่อเชื่อมกันระหว่างคลองที่อยู่ในความรับผิดชอบของกทม.กับคลองที่อยู่ในพื้นที่จ.ใกล้เคียง เช่น คลองทวีวัฒนา ไม่ได้เป็นคลองหลักในการระบายน้ำลงสู่ทะเล แต่ถ้ามีการประสานกันระหว่าง กทม.กับชุมชน ใน จ.นครปฐม ที่จะเจาะเชื่อมทางระบายน้ำลงสู่คลองย่อย ของจ.นครปฐม ก็จะทำให้การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่ออกทะเลรวดเร็วมากขึ้น แต่ทั้งหมดต้องมีการหารือทำความตกลงกันระหว่างมวลชนของทั้ง 2 จังหวัด ขณะนี้ กทม.กำลังยก ร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการเสนอคณะกรรมการผังเมือง ซึ่งได้มีการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับแผนการป้องระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม เช่นมีข้อกำหนดว่าจะต้องมีพื้นที่ซึมน้ำของภาคเอกชน เพื่อลดปัญหาน้ำที่จะเข้ามาสู่การระบาย หรือมีมาตรการจูงใจให้กับภาคเอกชนที่ต้องการสร้างอาคารสูง ว่าหากก่อสร้างอาคารแบบประหยัดพลังงานมีการสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำฝนภายในอาคารก็จะได้รับสิทธิการสร้างอาคารมากขึ้น
" ที่มีการมองว่าอนาคตกทม.จะจมน้ำนั้นควรจะมีการย้ายเมืองหลวง ผมคิดว่าไม่คุ้ม เพราะประเทศไทยกับน้ำเป็นของคู่กัน ขนาด จ.เชียงใหม่ นครราชสีมา น้ำยังท่วม เพราะฉะนั้นอยู่ที่ไหนน้ำก็ท่วม จึงควรแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ และทำให้กทม.มีพื้นที่ว่างมากขึ้น เพื่อรับและระบายน้ำ" นายนพนันท์ ระบุ
ด้านนายกิตติศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ประเทศไทยมีการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการน้ำต่อเนื่องมาตลอด 40 ปี เพราฉะนั้นน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ภัยอันตรายที่คาดหมายไม่ได้ ซึ่งตนอยากให้สังคมได้ย้อนคิดว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นวิปริตธรรมชาติ หรือการขาดความรู้ หรือเป็นภัยที่เกิดจากความประมาท ความเห็นแก่ตัว ความไม่รับผิดชอบ
เผยรัฐแก้มีกฎหมายแก้ปัญหากว่า 20 ฉบับ แต่ไม่ใช้
"ในเชิงกฎหมายมีไม่น้อยกว่า 20 ฉบับที่รัฐสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมากลับไม่มีการใช้ ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะไม่รู้หรือไม่กล้าใช้ เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจรัฐเข้าไปบริหารจัดการกรณีเกิดภัยพิบัติแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เช่น หากเห็นว่าชุมชนใดขวางทางไหลของน้ำรัฐสามารถใช้ พ.ร.บ.นี้สั่งให้มีการรื้อถอนชุมชนได้ทันที แล้วเยียวยาโดยการจ่ายค่าชดเชยให้ แต่รัฐก็ไม่นำกฎหมายนี้มาใช้ และทำให้ประชาชนรู้จักกฎหมายนี้เฉพาะแต่การรองรับการจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนเท่านั้น เท่าที่ทราบการที่รัฐไม่กล้าใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวในการแก้ไขปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะเกรงว่าอาจถูกฟ้องร้อง" นายกิตติศักดิ์ กล่าวและว่า การตรากฎหมายนี้ไม่ได้ตราไว้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตราใด หรือเช่นกรณีที่คนที่อยู่ในพื้นที่ต่ำไม่ยอมที่จะรับน้ำก็มีหลักกฎหมายทั่วไปที่ระบุแนวปฏิบัติในทำนองว่า เอกชนที่มีที่ดินต่ำก็มีหน้าที่รับน้ำ ส่วนเอกชนที่มีที่ดินสูงก็มีหน้าที่ปล่อยน้ำ หากใครมีหน้าที่แล้วไม่ดำเนินการตามหน้าที่ก็ต้องมีความผิด แต่สังคมเราก็ยังรู้เรื่องนี้น้อย หรืออย่างกรณีที่รัฐพยายามกั้นน้ำไม่ให้กระทบกทม. ก็จะทำให้พื้นที่ด้านข้างเกิดสภาพน้ำท่วมขัง ในหลักกฎหมายทั่วไปในต่างประเทศจะถือว่ารับผลักภาระให้ผู้นั้น ทำให้บุคคลนั้นเกิดสภาพเหมือนถูกเวรคืนที่ดิน ซึ่งรัฐจะต้องจ่ายค่าชดเชย คดีลักษณะนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะเป็นหลักของการแบ่งเบาภาระความเสี่ยงด้านสาธารณภัย
กทม.เตรียมแผน3ระยะป้องกันน้ำท่วมกรุงปีหน้า
นายสุทธิชัย วีระกุลสุนทร ประธานสภากรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2554 โดยมีการพิจารณาญัตติขอให้กรุงเทพมหานครวางแผนฟื้นฟูกรุงเทพมหานคร กำหนดมาตรการเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และกำหนดแนวทางป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สมาชิกสภากรุงเทพมหานครหลายคนร่วมกันอภิปรายถึงการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร ที่นำโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า คณะผู้บริหารสำนักและคณะผู้บริหารเขตไม่ใส่ใจกับการแก้ปัญหาน้ำเท่าที่ควร อีกทั้งระบบการทำงานของกรุงเทพมหานครมีความล่าช้า มีระเบียบกฎเกณฑ์มาก ด้านการประสานงานกับรัฐบาลและหน่วยงานจิตอาสาไม่ชัดเจน ขาดการบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ
ด้านนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในปีต่อไป ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีข้อคิดเห็นเสนอศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) และนายกรัฐมนตรีต้องทำงานแบบบูรณาการกับจังหวัดข้างเคียง ด้านการระบายน้ำ ให้มีการกำหนดการเปิดปิดประตูระบายน้ำร่วมกัน ทั้งนี้กรุงเทพมหานครจะจัดทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แบบบูรณาการร่วมกับจังหวัดใกล้เคียงครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง



