
'ปชป.'จวก'สุรพงษ์'ไม่ส่งตัวแทนร่วมสำรวจพระวิหาร
'ปชป.'อัด 10 ชั่วโคตร'สุรพงษ์'ก็ทดแทนเสียแผ่นดิน 4.6 ตร.กม. หลังไม่ส่งตัวแทนร่วม ICC สำรวจปราสาทพระวิหาร เมื่อ - จี้จนท.แฉข้อมูลขอพาสปอร์ตใช้เอกสารใหม่หรือเก่า
21 ธ.ค.54 นายชวนนท์ อินทร์โกมาลสุตย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เป็นที่น่าเสียใจที่มี นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ออกมาโกหกบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริงรายวัน เอาตัวรอดไม่ตอบคำถาม ใส่ร้ายป้ายสี เบี่ยงเบนประเด็นทำให้ประชาชนสับสนเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงรายวัน จากกรณีที่พรรคเคยทวงถามการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ทราบเรื่องการทำหนังสือเดินทางจากกรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตน์ จนถึงขณะนี้ทั้งคู่ก็ไม่กล้าตอบคำถามนี้ ซึ่งหากทั้งสองคนพูดจริง ก็แสดงว่า เอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศ ระบุมีการขอมาในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นเอกสารเท็จ ซึ่งพรรคจะได้ดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ แต่ถ้ากลับกันก็ขอให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศออกมายืนยันว่า เอกสารเป็นของจริง ก็แสดงว่าบุคคลทั้งสองได้โกหกประชาชน ในเรื่องการยื่นเรื่องขอหนังสือเดินทาง ซึ่งพรรคก็จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไปกับผู้เกี่ยวข้องไม่ให้ใครโกหกประชาชนอีก
“ให้เจ้าหน้าที่ออกมายืนยันว่าเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณจริงหรือไม่ หากจริงทั้งสองคนก็โกหก หากไม่จริงพรรคก็จะมีการเรียกร้องหรืออาจจะมีการให้ กมธ.สภา ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ลายพิมพ์นิ้วมือ รูปภาพ ในการขอหนังสือเดินทาง โดยอาจใช้เอกสารเก่า เพราะไม่มีการขอหนังสือเดินทางมาจริงก็จะถือว่าผิดระเบียบ เข้าข่ายเป็นเอกสาร ข้อมูลเท็จเพราะการทำพาสปอร์ตทุกครั้งต้องใช้เอกสาร ลายนิ้วมือปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้กรรมาธิการการต่างประเทศ ของพรรค กำลังประสานทำข้อมูลเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง” นายชวนนท์กล่าว
สำหรับกรณีที่ นายสุรพงษ์ ระบุเหตุผลอ้างระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ในการออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้ระเบียบข้อ 23 ซึ่งนายสุรพงษ์ได้ยกเลิกไปแล้ว ก็ถือว่า เป็นการคืนสิทธิให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นการแสดงภูมิปัญญาของ นายสุรพงษ์ ที่พูดออกมาโดยไม่ได้ศึกษางานที่ตัวเองทำอยู่ เพราะระเบียบข้อ 21 มีไว้ระงับยับยั้งการออกหนังสือเดินทาง ไม่ใช่การเพิกถอน
ดังนั้น การยกเลิกหนังสือเดินทางตามข้อ 23 ของ นายกษิต เป็นเรื่องถูกต้องและการจะคืนหรือออกหนังสือเดินทางใหม่ให้กับบุคคลใดก็แล้วแต่ ก็ต้องอ้างระเบียบตัวอื่น ไม่ใช่ข้อ 23 จึงไม่เข้าใจว่า นายสุรพงษ์ พยายามเบี่ยงเบนประเด็น โดยการโกหก สร้างความสับสนและยังพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นในเรื่องอื่น
“ที่ออกมาระบุว่าบางคนเรียนหนังสือแล้วถูกรีทาย ผมมีลูก 2 คนก็ได้แต่พร่ำสอนลูกว่าเรียนหนังสือจะดีหรือไม่ดี เรียนเก่งไม่เก่งไม่เป็นไร แต่ขออย่างเดียว อย่าทรทรยศประเทศชาติโดยการขายแผ่นดิน ที่บรรพชนต่อสู้มา โดยเฉพาะถ้าเรียนดรีแล้วได้ทุนเล่าเรียนหลวง ก็อย่าตั้งหน้าตั้งตาขายชาติ ขายแผ่นดินแม่ ขอเท่านี้ก็พอ” นายชวนนท์ กล่าว
ส่วนที่นายสุรพงษ์ ระบุว่า ได้ทำตามมติศาลโลก จึงไม่ส่งตัวแทนฝ่ายไทยไปร่วมคณะกรรมการแผนบริหารจัดการรอบปราสาทพระวิหาร(คณะไอซีซี)ที่ไปตรวจสอบความเสียหายของปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นการแสดงภูมิปัญญญาและไม่รู้หน้าที่ของผู้ที่จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะจากคำสั่งของมติศาลโลกที่นายสุรพงษ์ อ้างนั้น จากการตรวจสอบไม่มีข้อห้าม ข้อใดใน 4 ข้อที่ระบุห้ามฝ่ายไทยไม่ให้ส่งตัวแทนขึ้นไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดย ข้อ 1. ให้สองฝ่ายถอนกำลังทหารออกพื้นที่กำหนดและไม่ให้กิจกรรมใดของทหารในพื้นที่ดังกล่าว ของทั้ง 2 ฝ่าย, ข้อ2 ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องไม่ขัดขวางการขึ้นนปราสาทพระวิหาร หรือการส่งเสบียงของให้กับประชาชน, ข้อ3 ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาภายใต้กรอบอาเซียน โดยเฉพาะพื้นที่ปลอดทหาร และ ข้อ4 ไม่ให้มีกิจกรรมใดกระตุ้น หรือก่อปัญหา ให้เกิดความรุนแรงเพิ่มเติ่ม ซึ่งมีความชัดเจนว่าทั้ง 4 ข้อไม่ได้มีการห้ามให้ไทยส่งตัวขึ้นไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย
“การที่ นายสุรพงษ์ ออกมาพูดเช่นนี้ก็แสดงว่าเรายินยอมให้ฝ่ายกัมพูชา พาคณะสังเกตการณ์ขึ้นไปสำรวจพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร โดยไม่มีตัวแทนฝ่ายไทยร่วม มิหนำซ้ำเป็นการเปิดทางให้ใช้แผ่นดินไทยเป็นทางผ่านขึ้นไปด้วย โดยไม่มีการยื่นหนังสือประท้วงแต่อย่างใด นอกจากเป็นการทำผิดมติ ครม. ที่ระบุชัดเจนว่า หากคณะกรมการไอซีซี จะขึ้นไปสำรวจ ต้องมีตัวแทนฝ่ายไทยร่วมด้วย เพราะมติครม.รัฐบาลชุดที่แล้ว ได้ล็อคตรงนี้ไว้ เพื่อกันฝ่ายกัมพูชาจะอ้างสิทธิเพื่อนำไปต่อสู้ในศาลโลก ในการนำปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่นายสุรพงษ์กลับเปิดช่อง ละทิ้งการทำหน้าของตัวเอง โดยไม่มีการส่งตัวแทนไทย เข้าไปอ้างสิทธิ ในพื้นที่โดยรอบ ในการประท้วงการใช้แผ่นดินไทยเป็นทางผ่านขึ้นไปปราสาทพระวิหาร แต่กลับอ้างมั่วถึงคำสั่งศาลโลก อยากถามว่าใช้สติปัญญาดีพอแล้วใช่หรือไม่ ในการปกป้องแผ่นดินไทยและผลประโยชน์ของชาติ เขาสู้กันจะเป็นจะตายจนถึงศาลโลก แต่นายสุรพงษ์กลับอ้างคำสั่งศาลโลกมาเป็นตัวทำลายกระบวนการต่อสู้ของฝ่ายไทย” นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้กัมพูชายังไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวศาลโลก เช่นการถอนทหาร ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจา 2 ฝ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจะดำเนินการอะไรก็ตามกัมพูชาไม่มีสิทธิละเมิดสิทธิและอธิปไตยของไทยและประเทศไทยก็มีสิทธิเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ แต่เหตุใดนายสุพรงษ์ใช้ดุลพินิจของตัวเอง ทำลายประเทศไทย ถือเป็นการแสดงท่าทีที่จะถูกตั้งคำถามได้ว่ามีเจตนาที่จะเอาใจกัมพูชา เพื่อผลประโยชน์ของใครหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การที่กัมพูชาอ้างสิทธิโดยทำหนังสือเชิญคนไทยให้เดินทางเข้ามาในแผ่นดินไทย พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร ต้องถามว่าใช้สิทธิอะไร ซึ่งหากกระทรวงการต่างประเทศยอมรับหนังสือเชิญดังกล่าว ก็เท่ากับว่าไทยยอมรับว่า แผ่นดินโดยรอบปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะยอมรับหนังสือเชิญ ดังนั้นการแสดงท่าทีที่ไม่ชัดเจนเช่นนี้จะทำให้เพลี้ยงพล้ำ ก็ไม่รู้ว่าจะผิดพลาดซ้ำซากไปอีกมากแค่ไหน ยืนยันว่านายสุรพงษ์ไม่มีคุณสมบัติใดที่จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกต่อไป และขอให้นายสุรพงษ์ไปขอร้องผู้ที่มีบุญคุณกับตัวเองให้เอาออกจากตำแหน่งนี้ไปอยู่ที่กระทรวงอื่น เพราะคนที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ต้องมีศีกดิ์ศรี มีภารกิจมากเกินกว่าที่นายสุรพงษ์ จะนั่งในตำแหน่งนี้อีกแม้แต่วันเดียว อีกทั้ง 10 ชั่วโคตรของนายสุรพงษ์ก็ไม่สามารถทดแทนการสูญเสียการต่อสู้กรณีปราสาทพระวิหารได้ ซึ่งนายสุรพงษ์จับงานแค่ 2 เรื่องคือปราสาทพระวิหารกับพื้นที่หลักหมุดที่ 71-72 ในจ.ตราด ก็สุ่มเสี่ยงเสียดินแดนทั้ง 2 จุด
'ชวนนท์'สับ'สุรพงษ์'ไม่ประท้วง'เขมร'หลังยิงฮ.ไทยเสี่ยงเสียดินแดน
นายชวนนท์ โกมาลสุตย์ กล่าวกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ทำหนังสือประท้วงกัมพูชา หลังทหารกัมพูชา ยิงเฮลิคอร์ปเตอร์ ของกองทัพเรือไทย โดยนายสุรพงษ์อ้างว่ากัมพูชาขอโทษแล้ว จึงต้องสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ ว่าเป็นการแสดงถึงสติปัญญานายสุรพงษ์ เรื่องการประท้วงไม่ใช่เรื่องสร้างบรรยากาศ แต่การประท้วงเป็นกระบวนการทางการต่างประเทศที่ถูกต้องผบ.ทหารเกาะกง กัมพูชา ได้ทำหนังสือปฏิเสธการยอมรับผิดมาแล้วกรณีที่ยิงเฮลิคอร์ปเตอร์ โดยเป็นการเจรจาของหน่วยเหนือเท่านั้น ซี่งเห็นว่าเป็นความอ่อนด้อยของรมว.การต่างประเทศ ที่ทำงานมาในการจับ 2 เรื่องก็สุ่มเสี่ยงเสียดินแดน 2 จุดคือ ปราสาทพระวิหารและหลักหมุดที่ 71-72 จ.ตราด
ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนพม่าของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เขาเป็นผู้เดินทางไปเปิดการเจรจา ประเด็นดังกล่าวตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและสำคัญมากคือคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการประจานรัฐบาลชุดนี้ได้ดีที่สุด และที่ผ่านมา มีการพูดว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นหุ่นเชิด พ.ต.ท.ทักษิณ กลัวต่างประเทศ ไม่เชื่อ เลยทำอย่างที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปไหนก็เลยไปเปิดทางให้ก่อน พร้อมประกาศว่าตนเป็นคนปูทาง ตนเป็นตัวจริงของประเทศ ซึ่งตนขอถามว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ ทำอย่างที่กล่าวไป จะไม่เป็นการทารุณน้องสาวเกินไปหรือ อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ได้พูดจริง เพราะเวลาที่รัฐบาลจะเดินทางไปต่างประเทศหรือไปประชุมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นการเดินทางที่มีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าไม่ก่อนแล้ว ไม่ต้องมีใครไปกรุยทาง เพราะเป็นการประชุมระดับภูมิภาค ไม่ใช่การประชุมระดับทวิภาคี ที่ต้องไปพูดหรือเปิดทางให้ใครได้ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดโดยคิดว่าคนอื่นตามไม่ทัน คิดว่าคนอื่นไม่มีความรู้ด้านการต่างประเทศ เอาเท่ห์เข้าว่า
ที่สำคัญคิดว่าประเด็นที่หลายคนจับตาดูคือเรื่องการเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปยังประเทศนั้น ๆ ก่อนที่คุณยิ่งลักษณ์จะเดินทางไป อาจจะไม่ใช่การกรุยทาง ทำให้การเจรจาบนผลประโยชน์ของชาติสะดวกขึ้น มีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นการเจรจาบนผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจ ส่วนตัวที่ต้องการเข้าไปหาผลประโยชน์ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นธุรกิจพลังงาน ไม่แน่ใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีเจตนาเช่นนี้หรือไม่ รวมทั้งเรื่องท่าเรือทวายของพม่า ที่เป็นนโยบายที่รัฐบาลที่แล้วให้การสนับสนุน เพราะเป็นโครงการที่จะเป็นประตูของอาเซียน



