ข่าว

'ประชา'ย้ำคุกหลักสี่ไม่ได้ทำไว้รอใคร

'ประชา'ย้ำคุกหลักสี่ไม่ได้ทำไว้รอใคร

20 ธ.ค. 2554

"ประชา" ย้ำคุกหลักสี่ไม่ได้ทำไว้รอใคร ยันอีก 1 สัปดาห์ย้ายเข้าอยู่ได้ ปัดไม่รู้เรื่องคดี "กี้ร์" ข่ายเป็นนักโทษทางการเมืองหรือไม่ ทำซื่อเพิ่งได้ยินข่าวถูกปรับพ้นครม.จากสื่อ ยุติธรรมเร่งคัดกรองนักโทษการเมือง ราชทัณฑ์คาดไม่ถึงเดือนต้องขอย้ายกลับ

               20ธ.ค.2554  พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีการนำเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ (โรงเรียนพลตำรวจบางเขน) กลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมืองว่า ไม่ได้ทำไว้เพื่อรอใคร แต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ยืนยันว่าไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งการนำเรือนจำหลักสี่กลับมาใช้ใหม่ เพราะปัญหานักโทษล้นคุก ที่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ แม้จะมีการปล่อยตัวนักโทษที่ได้รับการอภัยโทษไปแล้วในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 27,000 คน ขณะนี้จำนวนนักโทษก็ยังมากอยู่ดี

               "อีกประการคือเรามองว่านักโทษการเมืองไม่ใช่นักโทษอาชญากรรม จึงเห็นควรจะได้รับการแยกออกมาโดยอีก 1 สัปดาห์ จะมีการขนย้ายนักโทษการเมืองเข้าไปคุมขังในเรือนจำดังกล่าว และยืนยันว่าไม่มีการปรับปรุงหรือทำอะไรเป็นพิเศษกับเรือนจำ รวมทั้งไม่มีสิทธิพิเศษอะไรทั้งสิ้น ส่วนจำนวนในการเคลื่อนย้ายนั้นผมไม่ทราบ ต้องถามอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา รวมทั้งกรณีนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง จะเข้าข่ายเป็นนักโทษทางการเมืองหรือไม่ ต้องให้คณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นผู้พิจารณา โดยหลักเกณฑ์ในการพิจารณาต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิจารณา ซึ่งจะเน้นการพิจารณาด้วยความเป็นธรรม"รมว.ยุติธรรม กล่าว

               พล.ต.อ.ประชา กล่าวถึงการปรับครม.ที่มีรายชื่อเข้าข่ายถูกปรับออกว่า ตนเพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องนี้จากผู้สื่อข่าว และไม่ขอตอบคำถามในเรื่องการปรับครม.   


ยธ.เร่งคัดกรองนักโทษการเมืองย้ายเข้าคุกหลักสี่


               นายถิรชัย วุฒิธรรม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่จะได้รับการโอนย้ายมายังเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ว่า พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้แจ้งให้รับทราบว่าจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด โดยจะแต่งตั้งให้รองอธิบดีทั้ง 3 คน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนควบคุมร่วมเป็นกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามข้อเสนอของคอป. และพล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยการแยกขังผู้ต้องขังเด็ดขาดกับผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นนักโทษคดีการเมือง คดีอาญา หรือคดีความมั่นคง เพราะทั้งหมดถือเป็นคดีอาญาทั้งสิ้น ซึ่งเรือนจำชั่วคราวหลักสี่จะต้องถูกใช้อย่างเหมาะสม


               “ผมไม่เห็นด้วยที่จะนำนักโทษในคดีลหุโทษมาขังรวมกับคดีอุกฉกรรจ์ แทนที่จะเป็นการละลายพฤติกรรมก็จะเป็นการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะนักโทษที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกันอาจเข้าไปปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย ถ้ามองให้เกิดความเป็นธรรมก็เห็นด้วยที่จะแยกขัง ส่วนนักโทษกลุ่มแนวร่วมนปช.ที่ถูกดำเนินคดีในศาลต่างจังหวัดที่อาจต้องถูกย้ายมาฝากขังในเรือนจำชั่วคราวหลักสี่นั้น ยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการเพราะจะส่งผลกระทบต่อการเยี่ยมญาติที่ต้องลำบากในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม เท่าที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า นักโทษจะขอย้ายกลับเรือนจำปกติ เพราะไม่มีใครชอบอยู่ในห้องขังที่มีลักษณะเป็นอาคาร ส่วนใหญ่นักโทษจะชอบลงไปเดินในสนามเพื่อร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในเรือนจำ ” โฆษกกระทรวงยุติธรรมกล่าว


               แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติผู้ต้องขังได้ประชุมครั้งแรกเพื่อกำหนดแนวทางการคัดแยกผู้ต้องขังมาควบคุมในเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ โดยมีความเห็นตรงกันว่าจะต้องไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดหรือคดีที่ศาลตัดสินลงโทษจำคุกเป็นที่สุดแล้ว ส่วนคดีที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกแต่จำเลยอุทธรณ์ยังถือเป็นคดีที่ไม่สิ้นสุด จึงอยู่ในข่ายได้รับการโอนย้าย คาดว่าในการประชุมนัดที่ 2 จะเป็นการพิจารณาในรายละเอียดพฤติการณ์คดีของผู้ต้องขังแต่ละคน เพื่อคัดแยกผู้ต้องขังที่กระทำผิดด้วยความคับแค้นใจในทางการเมือง ซึ่งคดียิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหมและคดีวางเพลิงปล้นร้านสะดวกซื้อ จะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบตามสำนวนคดี


               แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า การโอนย้ายนักโทษที่กระทำผิดอาญาเพราะมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองมายังเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ เป็นแนวความคิดของนักวิชาการที่ไม่เคยติดคุก จึงมีความหวังดีที่จะย้ายผู้ต้องขังออกมาให้ได้รับความสะดวกสบาย แต่เชื่อว่าเมื่อผู้ต้องขังย้ายออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไม่เกิน 1 เดือน จะต้องขอย้ายกลับ เพราะต้องยอมรับว่านักโทษพอใจที่จะใช้ชีวิตในเรือนจำที่มีพื้นดินและสนามหญ้าให้เดินมากกว่า การใช้ชีวิตในห้องขังที่มีความสะดวกสบายกว่าตรงที่มีห้องน้ำในตัวและมีห้องขังที่กว้างขวางกว่าเรือนจำปกติ ในเรือนจำมีการลักลอบเล่นพนัน แม้จะมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้คุมจับได้แต่ก็เร้าใจไปอีกแบบ เบื่อ ๆ ก็ไปเตะฟุตบอล ต่อยมวย โยนเปตอง หรือร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ในเรือนจำ ที่สำคัญมีเพื่อนนักโทษจำนวนมากให้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ได้มีเพียงคู่คดีกลุ่มเดียวกันเท่านั้น มีเหตุวิวาททะเลาะกันก็ย้ายไปขังแดนอื่น แต่สำหรับเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ถ้าทะเลาะกันก็ต้องทนมองหน้ากันต่อไป


               “ความจริงในคุกคือคนมีเงินจะอยู่สบายกว่าคนจน ใช้เงินจ้างเพื่อนนักโทษมาคอยดูแลบริการซักเสื้อผ้าและจัดอาหารการกินให้ แต่ในเรือนจำฯหลักสี่ ทุกคนจะได้รับการดูแลตามสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน การคุมขังในเรือนจำหลักสี่หากเปรียบเทียบอาจคล้ายกับการติดอยู่บนคอนโดมิเนียมช่วงน้ำท่วม แม้จะสุขสบายแต่ทนอยู่ไม่ไหวเพราะเบื่อ หลายคนยอมออกไปลุยน้ำ ถึงจะลำบากแต่ก็เป็นรสชาติชีวิต จึงเชื่อว่าแนวคิดของนักวิชาการจะไม่เป็นที่ตอบรับของนักโทษ เพราะถูกใจคนคิดแต่ไม่ถูกใจคนอยู่ คุกลักษณะนี้เหมาะกับผู้ต้องขังคดีการเมืองในอดีตที่เป็นนักเขียน เพื่อใช้เวลาว่างไปกับการเขียนหนังสืออย่างมีสมาธิมากกว่าผู้ต้องขังทั่ว ๆ ไปที่ยังต้องการทำกิจกรรมอื่น ๆ ” แหล่งข่าวระบุ