ข่าว

เกาหลีเหนือจัดพิธีศพ'คิมจองอิล'28ธ.ค.

เกาหลีเหนือจัดพิธีศพ'คิมจองอิล'28ธ.ค.

20 ธ.ค. 2554

ชาวเกาหลีเหนือยังคงเศร้าโศกต่อการจากไปของผู้นำสูงสุด คิม จอง-อิล และแห่ร่วมไว้อาลัยตามสถานที่สำคัญในประเทศ ขณะที่พิธีศพจะจัดขึ้น 28 ธ.ค.นี้

          20 ธ.ค.54 เช้าวันนี้ท้องถนนในกรุงเปียงยางดูเงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญร้องไห้ฟูมฟายของชาวเกาหลีเหนือที่ต้องสูญเสีย นายคิม จอง-อิล ผู้นำที่ถึงแก่อสัญกรรมกระทันหันบนรถไฟเมื่อวันเสาร์ ประชาชนแห่ไปยังเขามันซู เพื่อวางดอกไม้ที่หน้ารูปปั้นของนายคิม อิล-ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและบิดาของนายคิม จอง-อิล เพื่อไว้อาลัยแก่คิม จอง-อิล นอกจากนี้อีกจำนวนมากไปยังเขาแป๊กตู บ้านเกิดของคิม จอง-อิล เพื่อแสดงความเคารพและวางดอกไม้ที่หน้าภาพขนาดใหญ่ของคิม จอง-อิล และบิดาของเขา ขณะที่ร้านค้าในกรุงเปียงยางปิดประตูเงียบ แต่หน่วยราชการยังเปิดทำการตามปกติ

          รัฐบาลประกาศว่าศพของนายคิม จอง-อิล จะจัดไว้ที่อนุสรณ์สถานคิมซูซันในกรุงเปียงยาง และจะจัดพิธีศพในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ โดยกำหนดให้มีการไว้อาลัยทั่วประเทศนาน 11 วัน และงดจัดงานบันเทิงใดๆทั้งหมดในช่วงไว้อาลัย และไม่อนุญาตให้ผู้แทนต่างชาติเข้าประเทศเพื่อร่วมไว้อาลัยแต่อย่างใด การอสัญกรรมอย่างกระทันหันของเขามีขึ้น ในขณะที่เกาหลีเหนือเตรียมจัดงานรำลึกอย่างยิ่งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันเกิดของนายคิม อิล-ซุงในปีหน้า

          ข่าวการอสัญกรรมของผู้นำเกาหลีเหนือทำให้ทั้งเกาหลีใต้และทั่วโลกต่างจับตาสถานการณ์ชายแดนระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ แต่ดูเหมือนว่าบรรยากาศยังปรกติดี เจ้าหน้าที่กองเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ บอกว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ซ้อมรบฤดูหนาวประจำปีกลับเข้ากรมกองเมื่อคืน ไม่กี่ชั่วโมงหลังทราบข่าวอสัญกรรม และไม่พบการเคลื่อนไหวใดๆจากฝั่งเกาหลีเหนือที่ส่งสัญญาณเป็นการยั่วยุใดๆ

          ส่วนกรณีที่สถานีโทรทัศน์ YTN ของเกาหลีใต้รายงานว่า ทหารเกาหลีเหนือซ้อมยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลูกหนึ่งนอกชายฝั่งทิศตะวันออกเมื่อวาน เจ้าหน้าที่ทหารเกาหลีใต้ 2 นายบอกว่ายังไม่อาจยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่หากเป็นจริง ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการซ้อมรบตามปกติและคงไม่เกี่ยวข้องกับการอสัญกรรม

          ขณะที่นายคิม กวาน-จิน รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ และนายลีออง พาเนตต้า รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐ สนทนาทางโทรศัพท์กันเช้ามืดวันนี้และเห็นพ้องว่าจะยังคงร่วมมือกันทางทหารอย่างแข็งแกร่งและจับตาสถานการณ์ในเกาหลีเหนือในช่วงสูญญากาศนี้อย่างใกล้ชิด

          ประธานาธิบดี ลี มยอง-บัก ของเกาหลีใต้จะประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงบ่ายวันนี้เพื่อหาทางเพิ่มความร่วมมือกับนานาชาติในการดำเนินนโยบายอย่างไรต่อการอสัญกรรมของผู้นำเกาหลีเหนือ และหนึ่งในประเด็นละเอียดอ่อน คือ ควรจะส่งสารร่วมไว้อาลัยแก่นายคิมหรือไม่ เพื่อแสดงมิตรไมตรีต่อเกาหลีเหนือ แต่หากทำเช่นนี้อาจได้รับคำโจมตีจากกลุ่มหัวอนุรักษ์ในประเทศ ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเม.ย.ปีหน้า
และการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน ธ.ค.ปีหน้า

          นอกจากนี้รัฐสภาจะเปิดการประชุมร่วมคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ทั้งฝ่ายต่างประเทศ การค้า การรวมชาติ กลาโหม และข่าวกรอง เพื่อหารือแนวทางบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการอสัญกรรมของคิม จอง-อิล ท่ามกลางความวิตกว่าอาจมีการแย่งชิงอำนาจกันภายใน แม้ว่านายคิม จอง-อึน บุตรชายวัย 27 ปีของผู้นำเกาหลีหนือผู้ล่วงลับจะได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจปกครองประเทศก็ตาม

 

สื่อฯตั้งข้อสงสัยสาเหตุการถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำเกาหลีเหนือ

 

          เว็บไซท์หนังสือพิมพ์จุงอัง อิลโบ ของเกาหลีใต้ รายงานแสดงความสงสัยต่อข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยระบุว่า สถานีโทรทัศน์ของเกาหลีเหนือได้รายงานว่า นายคิมถึงแก่อสัญกรรมด้วยการกล้ามเนื้อหัวใจตายจากโรคหัวใจขาดเลือด(cardiac infarction) หลังเกิดภาวะช็อคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ (cardiogenic shock) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุมาจากเกิดอาการเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ และเขาสิ้นใจบนรถไฟขณะอยู่ระหว่างการเดินทางตรวจพื้นที่ชั้นนอก

          แต่ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมอย่างกระทันหันของนายคิม ได้เกิดขึ้นในช่วงที่เขาดูมีสุขภาพดีขึ้นที่เห็นได้จากภาพถ่ายและวิดีโอ ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง ที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะถูกลอบสังหารหรือไม่ก็อุบัติเหตุ โดยชี้ว่า เหมือนเหตุการณ์ซ้ำรอยเมื่อปี 2537 ที่ประธานาธิบดีคิม อิล ซุง บิดาของเขา ไม่ได้เสียชีวิตที่บ้านพักหรือที่ทำงาน

          นักวิเคราะห์บางคน ลงความเห็นว่า ทั้งนายคิมและบิดาของเขา ถึงแก่อสัญกรรมในช่วงที่เกาหลีเหนือเผชิญแรงกดดันอย่างเข้มข้นจากโลกภายนอก เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

          สุขภาพของนายคิมย่ำแย่มาโดยตลอด เขาเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เมื่อปี 2551ซึ่งแพทย์บอกว่า เขาอาจรับสืบทอดโรคหัวใจแบบเดียวกับบิดา ซึ่งเมื่อปี 2537 บิดาของเขาถึงแก่อสัญกรม เพราะอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและหัวใจขาดเลือด

          ศาสตราจารย์ ฮอง ซุน-ชอน จากศูนย์ระบบหัวใจและหลอดเลือดของโคเรีย ยูนิเวอร์ซิตี้ อานัม ฮอสปิทัล ให้ความเห็นว่า นายคิมมีพฤติกรรมชอบรับประทานเนื้อสัตว์ เครียดบ่อย สูบบุหรี่และดื่มจัด อีกทั้งครอบครัวยังมีประวัติป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งทำให้เขาได้รับมรดกตกทอดมาด้วย ซึ่งโรคนี้มีส่วนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างกระทันหัน

          แต่ในช่วงการเดินทางเยือนรัสเซียและจีน เมื่อต้นปี นายคิมดูมีสุขภาพดีขึ้น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจจะมีการปกปิดสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับการถึงแก่อสัญกรรมของเขา นักวิเคราะห์หลายคน มองว่า การระบุสาเหตุการถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม ไม่ต่างจากสมัยบิดาของเขาเมื่อ 17 ปีก่อน ที่ถูกระบุว่า เขาถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ปี 2537 หลังจากเริ่มป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือด เพราะทำงานหนักเกินไป และสิ้นใจที่บ้านพักฤดูร้อน

          นักวิเคราะห์ระบุด้วยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันใกล้เคียงกับเมื่อปี 2537 ที่ประธานาธิบดีคิมอิล ซุง ถึงแก่อสัญกรรมตอนที่ประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือกำลังวิกฤติถึงขีดสุดซึ่งเกาหลีเหนือกับสหรัฐ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาที่นครเจนีวา และหลังประธานาธิบดีคิมถึงแก่อสัญกรรม ได้มีการเจรจาเรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์ที่ใช้พลูโตเนียม เพื่อแลกกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

          นายคิม จองอิล ถึงแก่อสัญกรรมในช่วงที่เกาหลีเหนือกำลังเจรจากับสหรัฐ เกี่ยวกับการรื้อฟื้นการเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกาหลีเหนือได้เสนอจะระงับโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือกับสหรัฐก็เพิ่งจะวางแผนจัดการเจรจารอบที่ 3 ที่กรุงปักกิ่ง และมีแนวโน้มว่าจะชะงักงันอีกเช่นเคย

 

ผู้เชี่ยวชาญหวั่นผู้นำคนใหม่รักษาอำนาจทางการเมือง-ทหารไม่ได้

          เว็บไซท์หนังสือพิมพ์โคเรียไทม์ส ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ตอนที่เกาหลีเหนือประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า นายคิม จอง-อึน บุตรชายคนสุดท้องของนายคิม จอง-อิล ผู้ล่วงลับ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา ได้ก่อให้เกิดความวิตกอย่างใหญ่หลวง เกี่ยวกับอนาคตของประเทศที่มีนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองแห่งนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่า นายคิม ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจขาดเลือด ในวัย 69 ปี ได้ปลูกฝังแนวคิดลัทธิทหารให้กับบุตรชายวัยเพียง 20 ต้นๆ ตั้งแต่เขาเริ่มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อปี 2551

          แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้ความเห็นเรื่องความไม่แน่นอนที่รออยู่ แต่สำหรับโลกภายนอกแล้ว ยังคงได้แต่จับตาดูว่า ผู้นำหนุ่มและบุคคลวงในที่แวดล้อมเขา จะรักษาอำนาจเอาไว้ได้หรือไม่ ซึ่งขั้นตอนการสืบทอดอำนาจได้ถูกเตรียมการเอาไว้แล้ว นับตั้งแต่เขาได้รั้งตำแหน่งระดับสูงทั้งทางการเมืองและการทหาร เมื่อเดือนกันยายน ปี 2553 และนับจากนั้น เขาได้ติดตามบิดาไปตรวจเยี่ยมทั้งค่ายทหารและเขตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ทักษะทางการทูตไปด้วย

          นายคิม จอง-อึน แตกต่างจากบิดาของเขา ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นทายาททางการเมืองตั้งแต่ปี2523 แต่เพิ่งจะได้ครองอำนาจตอนที่บิดาถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2537 แต่เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในเวลาไม่นานนัก ก่อนจะได้ครองอำนาจเต็มตัว

          ฮาห์ม ไช-บอง ผู้อำนวยการสถาบันนโนยบายศึกษาอาซาน ในกรุงโซล ให้ความเห็นว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปขึ้นอยู่กับว่าแผนการสืบทอดอำนาจไปได้ไกลแค่ไหน และนายคิม จอง-อึนจะรักษาฐานอำนาจเอาไว้ได้มากน้อยเพียงใด

          นักวิเคราะห์หลายคน ได้วาดภาพเหตุการณ์ร้ายแรงเอาไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่นายคิม จอง-อึน ไม่สามารถสั่งสมบารมี ทั้งในวงการเมืองและการทหารเอาไว้มากพอตั้งแต่ก่อนที่บิดาของเขาจะถึงแก่อสัญกรรม ที่อาจนำมาซึ่งการก่อรัฐประหารโดยกองทัพ , การจลาจล , การสังหารหมู่ผู้อพยพ และเมื่อเกาหลีเหนือปราศจากเสถียรภาพ เจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือระดับกลาง ที่กลัวว่าพวกเขายืนอยู่ผิดข้างในช่วงที่มีการแย่งชิงอำนาจ ก็อาจจะแปรพักตร์ไปยังจีน เกาหลีใต้ หรือไม่ก็สหรัฐ

          แม้แต่นายคิม จอง-นัม บุตรชายคนโตของนายคิม จอง-อิล ก็ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการอ่อนด้อยประสบการณ์ของน้องชายคนเล็ก นายจอง-นัม ได้หลุดโผจากการสืบทอดอำนาจต่อจากบิดาซึ่งตัวเขามีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ทั้งในมาเก๊าและที่อื่น ๆ ส่วนนายคิม ฮัน-ซอล บุตรชายของเขาได้ให้ความเห็นในเว็บไซท์สังคมออนไลน์ว่า อยากให้ประชาธิปไตยเบ่งบานในบ้านเกิด

          ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า นายคิม จอง-อึน ไม่สามารถควบคุมลุงและญาติ ๆ ของตัวเองได้ อันเป็นสัญญาณแห่งปัญหาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเกาหลีเหนือ ส่วนปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อเสถียรภาพของเกาหลีเหนือว่าจะอยู่หรือไป ก็คือ พันธมิตรรายใหญ่อย่างจีน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องทำอย่างดีที่สุด เพื่อความมั่นใจว่าเกาหลีเหนือจะคงอยู่ จะมีใครเข้าไปแทรกแซงภายในเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นในเกาหลีเหนือ ก็น่าจะมีแต่จีนเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนคนนอกก็ได้รอดูต่อไป

          ไม่ใช่แค่โลกภายนอกเท่านั้น ที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำคนใหม่ แม้แต่คนเกาหลีเหนือเองก็ยังรู้จักเขาน้อยมาก ทางรัฐบาลเกาหลีเหนือเพิ่งจะเริ่มเอ่ยถึงเขาต่อสาธารณชน ในฐานะนายพลและมีความพยายามสร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลให้กับเขา แบบเดียวกับที่ทำกับบิดาและปู่ของเขา

          ผู้เชี่ยวชาญพากันจับตาไปที่บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดนายคิม จอง-อึน ที่เชื่อว่าเป็นผู้ที่ผลักดันเขาขึ้นสู่อำนาจ ที่รวมทั้งนางคิม คยอง-ฮุย น้องสาวคนเดียวของนายคิม และนายชาง ซอง-แต็ก สามีของเธอ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำหมายเลข 2 อย่างไม่เป็นทางการ

          นายคิม จอง-อึน ถูกระบุว่า นอกจากจะรับสืบทอดอำนาจในการปกครองประเทศต่อจากบิดายังต้องสืบทอดความเป็นผู้นำที่ไร้ความปราณีด้วย เขาได้รับการศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์ และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และชื่นชอบกีฬาบาสเก็ตบอล

 

สื่อเผยผู้นำเกาหลีเหนือปรากฎตัวครั้งสุดท้ายที่ซูเปอร์ฯในกรุงเปียงยาง

          เว็บไซท์หนังสือพิมพ์โชซอน อิลโบ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า นายคิม จองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือปรากฎตัวต่อสาธารณชนครั้งสุดท้าย ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหมายเลข 1 ในกรุงเปียงยาง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งสำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือ ได้รายงานข่าวนี้เมื่อวันเสาร์ พร้อมกับภาพประกอบหลายภาพ โดยเชื่อว่า เป็นการคั่นเวลาระหว่างตัดสินใจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการประกาศข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของเขา

          การเดินทางครั้งสุดท้ายของนายคิม คืด บนถนนกวางบ็อค ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้ง โดยมีนายชอน อิล ชอน เพื่อนสมัยเรียนไฮสกูล และปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานพิเศษในพรรคกรรมกร ที่มีรหัสว่า รูม 39 เป็นคนพาชมซูเปอร์มาร์เก็ต เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของเกาหลีใต้ ระบุว่า นายชอนน่าจะเป็นคนที่คอยจัดการให้ผลกำไรของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ ถูกส่งเข้ากระเป๋าของนายคิม

          นอกจากนี้ ยังมีภาพของนายรี ชอล ประธานคณะกรรมาธิการด้านติดต่อการลงทุนกับจีนรวมอยู่ด้วย เขาเคยทำหน้าที่เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำนครเจนีวา นานถึง 30 ปีและได้ชื่อว่าเป็นคนสนิทที่คอยดูแลเรื่องเงินสินบนของนายคิม

          กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ระบุว่า การที่นายรีอยู่ในภาพด้วย แสดงว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ ถูกสร้างโดยการร่วมทุนกับจีน และเชื่อว่า นายคิมสั่งให้สร้างขึ้นหลังจากเขาไปเที่ยวย่านช็อปปิ้งในเมืองหยางโจวของจีน เมื่อเดือนพฤษภาคม

          อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ไปยังเกาหลีใต้ ระบุว่า นายคิมต้องเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากการไปเยือนจีน ที่รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปของจีนด้วย แต่ปัญหาก็คือ เขาไม่เคยคิดที่จะปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่มักจะเน้นไปที่เรื่องมั่งคั่ง และความปลอดภัยของตนเอง ในบรรดาสินค้านำเข้าจากจีนที่เป็นของส่วนตัวของเขา มีรถนั่งไฟฟ้ารวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการจีนได้จัดให้เขาใช้ตอนที่ไปเยือนบริษัทผลิตหัวรถจักรและรถไฟในเมืองต้าเหลียน นายคิมยังใช้รถนั่งไฟฟ้าในการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า รถนั่งไฟฟ้ากลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนายคิม เนื่องจากเขามีปัญหาด้านการเดิน นับตั้งแต่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อปี 2551