
'มาร์ค'เลือกนายกฯตรงหวั่นจะหลงอำนาจ
'อภิสิทธิ์'หวั่นเลือกนายกฯตรง กลัวคนได้รับเลือกจะหลงอำนาจ
20 ธ.ค.54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงผลการจัดสัมมนาเรื่อง ภารกิจภาคพลเมืองหลังเลือกตั้งและการปฏิรูปการเลือกตั้งของประเทศไทยโดยองค์กรกลาง มีข้อเสนอว่า น่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงนั้น ว่า ในเรื่องนี้เคยมีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาหลังจากเกิดเหตุการณ์ฯ ที่มี อ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ก็เสนอคล้าย ๆ อย่างนี้ แต่การจะเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงนั้นจะมีผลกระทบต่อการจัดความสำคัญระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คงต้องดูข้อเสนอที่เป็นทั้งระบบมากกว่า แล้วก็จะต้องดูว่า เหตุผลที่หยิบยกขึ้นมานั้นเป็นอย่างไร
“ข้อดีก็คือว่าอาจจะลดอิทธิพลของการซื้อเสียง การที่คนไปเลือกตั้งก็พะวงอยู่ในเรื่องพื้นที่ ท้องถิ่น ก็เห็นภาพใหญ่กันไปเลยคือเลือกผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่ว่าผมก็กังวลนิดนึงว่า ถ้าเกิดผู้ที่เลือกตั้งโดยตรงเข้ามาไม่หลงอำนาจก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดหลงอำนาจขึ้นมาก็ยุ่งเหมือนกัน เพราะขนาดที่ผ่านมาหรือปัจจุบันก็ยังเริ่มได้ยินเลยว่า 19 ล้านนะ 15 ล้านนะ แล้วจะตรวจสอบกันลำบากหรือเปล่า 15 ล้าน 19 ล้าน ก็จะมาทำได้ทุกอย่างผิดกฎหมายก็ได้ อะไรก็ได้ยุ่งกันไปใหญ่ ต้องระวังครับ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
"อภิสิทธิ์"แนะรบ.เร่งตั้งคนประสานนักลงทุนตป.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพบปะกับตัวแทนหอการค้าต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายประเด็นนั้น ว่า คนกลุ่มนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีการเชื่อมต่อเพื่อทำธุรกิจกับประเทศของเขาอยู่ตลอดเวลา ตนคิดว่าเนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ไม่มีครม.เศรษฐกิจ และไม่มีกรอ. แต่รัฐบาลในอดีต มีผู้แทนการค้า คือ นายเกียรติ สิทธีอมร ซึ่งเป็นผู้ประสานงานกับหอการค้าต่างประเทศที่ชัดเจน ในขณะที่รัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้มีการมอบหมายบุคคล หรือวางจุดที่จะทำให้คนเหล่านี้เชื่อมต่อกับรัฐบาลได้ ตนเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จำเป็นต้องมี ซึ่งอาจแต่งตั้งให้ รองนายกฯ กิติรัตน์ ณ ระนอง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มิเช่นนั้นจะเป็นปัญหากับธุรกิจในต่างประเทศเพื่อตัดสินใจขยายฐานการลงทุนในประเทศไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จากการหารือคนกลุ่มนี้ต้องการจะเห็นการสื่อสารที่มีความชัดเจนในแง่มุมของรัฐบาลว่า การประเมินเหตุการณ์ที่ผ่านมามีต้นเหตุเป็นอย่างไร อะไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และยังอยากเห็นภาพรวมของการบริหารจัดการระบบน้ำ ที่ไกลกว่าการแจ้งว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะจุด
“การที่มีการพูดว่าจะสร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งพูดกันหลายรอบ ตรงนั้นก็คงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เขาก็กังวลว่าถ้ามองในกรอบแค่ว่าจะป้องกันนิคมอุตสาหกรรม แล้วการเข้าออกจะทำได้หรือไม่ และบรรดาชิ้นส่วนผลผลิตที่ออกมาจะขนส่งอย่างไร ความสัมพันธ์กับชุมชนเป็นอย่างไร หากชุมชนจมน้ำกันหมด แต่มีกำแพงมากั้นเฉพาะนิคมอุตสาหกรรม จึงคิดว่าอยากเห็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเป็นคำตอบมากกว่าที่จะพูดเป็นจุด ๆ ไป ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงข้อเสนอของ อ.ปราโมทย์ ไม้กลัด ที่เคยระบุว่าควรมีการศึกษาวิจัยหาข้อเท็จจริงในการจัดการน้ำระยะยาว แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล ว่า ถึงแม้ว่าคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น ซึ่งนำโดยดร.วีระพงษ์ และอีกหลายชุดก็กำลังทยอยเสนอข้อเสนอออกมา แต่ตนคิดว่าอยากให้การรายงานต่อสาธารณชนเป็นระยะ ๆ บ้าง และไม่ว่าจะบริหารจัดการกันอย่างไร ก็หนีไม่พ้นการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม แผนอะไรต่าง ๆ ที่จะทำนั้น ควรจะให้ประชาชนได้มีความเข้าใจและมีความเข้าใจที่ตรงกัน แล้วรู้เรื่องเสียก่อน มิเช่นนั้นหากเสนอแผนอะไรขึ้นมา เสนอมาแล้วสมมติว่าประชาชนบางกลุ่มเกิดการต่อต้านก็จะยุ่ง เราก็จะเห็นหลายโครงการพอไม่ไปทำความเข้าใจกับประชาชนตั้งแต่ต้นแล้ว ก็จะเป็นปัญหา
จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับตัวแทนหอการค้าต่างประเทศ นายอภิสิทธิ์เสนอว่าผู้ที่จะให้ความเชื่อมั่นกับตัวแทนกลุ่มนี้ในเรื่องทิศทางภาพใหญ่ต่าง ๆ หัวหน้ารัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ที่ให้ความมั่นใจได้ดีที่สุดโดยตำแหน่ง เพราะการจะให้ตัวแทนที่เป็นรัฐมนตรี หรือ ผู้แทนการค้าไปบอกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ก็ยังทำให้มีความกังวลอยู่
จี้รัฐบาลชัดเจนหากอยากให้เงินถึงมือปชช.ใน 3 วัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายวรวิทย์ จำปารัตน์ ผอ.สำนักงบประมาณชี้แจงต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณฟื้นฟูน้ำท่วมจำนวน 2 หมื่นล้านบาทแรก ที่ต้องดำเนินการตามระเบียบของทางราชการนั้นว่า ขอย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการที่จะให้เงินถึงมือประชาชนภายใน 3 วัน ก็ต้องมีความชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าหน่วยงานจะเบิกจ่าย และนำเงินไปจ่ายได้ แต่เรื่องนี้ตนก็มีความแปลกใจเพราะการบริหารไม่ได้มีความวุ่นวายหรือซับซ้อน
ส่วนการนำเงินไปใช้ฟื้นฟูบูรณะก่อสร้างนั้นเห็นว่า เรื่องนี้คงไม่ใช่มีขั้นตอนในการเปิดประมูลก่อน แต่จากรายงานข่าว มีการกวดขันกับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งตนไม่ทราบว่าเป็นการแสดงเพื่อให้คน มีความรู้สึกว่ากำลังเร่งรัดหรือไม่ แต่ตามสามัญสำนึก ที่หากเป็นการจ่ายเงินสดให้กับประชาชนนั้น หน่วยงานของรัฐ หรือธนาคารของรัฐก็สำรองจ่ายก่อนได้ และหากเป็นเรื่องของการซ่อมแซมบูรณะถนน ก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติที่ต้องมีสัญญาว่าจ้างกับภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นหน้าที่รัฐบาลในการที่จะดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด โดยอยู่ที่การเอาใจใส่และการติดตามของคนทำงานมากกว่า
ทั้งนี้ในอดีตที่มีการเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นระบบที่รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยประมูลและเสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction)นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นระเบียบที่ใช้มาระยะหนึ่งและมีการปรับปรุงตลอดภายใต้ระเบียบต่าง ๆ แต่การที่มีผู้เห็นว่าระเบียบราชการทำให้จ่ายเงินช้า ไม่ต้องทำตามระเบียบก็ได้นั้น ตนห็นว่าเป็นอันตราย เนื่องจากจะกระทบต่อความโปร่งใส ความถูกต้องและเจ้าหน้าที่ก็จะมีปัญหา ในการปฏิบัติงานจะมีการระบุว่าตรงไหนเป็นอำนาจของใครเพื่อเซ็นอนุมัติ หากมีปัญหาขึ้นมาคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ
“ถ้าทำงานเป็น เอาเงินให้ประชาชน สมมติเงิน 5,000 สามวันทำได้ครับ ขอให้มีรายชื่อจากหน่วยงานพร้อมจ่ายชาวบ้านที่ไหน ก็ดำเนินการเลย รัฐมนตรีคลังดูแลให้ธนาคารรัฐจัดหน่วยเคลื่อนที่ไปจ่ายเลย ทำได้ 3 วันครับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ระบุงบฟื้นฟูน้ำท่วมล่าช้าไม่ใช่มาจากเรื่องงบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชี้แจงของผอ.สำนักงบประมาณ นายวรวิทย์ จำปารัตน์ ต่อการประชุมครม.ชุดเล็ก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยเป็นการชี้แจงเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณฟื้นฟูน้ำท่วมจำนวน 2 หมื่นล้านบาทแรก ปรากฎว่าต้องดำเนินการตามระเบียบของทางราชการนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เห็นว่า ตามเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการให้เงินนั้นถึงมือประชาชนภายใน 3 วันนั้น คงต้องมีความชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าหน่วยงานจะเบิกจ่าย และนำเงินไปจ่ายได้ ซึ่งเรื่องนี้ตนก็มีความแปลกใจ เพราะการบริหารเรื่องนี้ไม่ได้มีความวุ่นวายซับซ้อน เช่นหากเป็นเงินเยียวยา โดยปกติจะมีการจ่ายผ่านธนาคารอย่างธนาคารออมสิน หรืออาจจะให้มีการสำรองจ่ายล่วงหน้าไปก่อน แต่ต้องมีความชัดเจนว่าวงเงินนั้นมีการอนุมัติไปเท่าใด สำหรับกรณีการนำเงินไปใช้ฟื้นฟูบูรณะก่อสร้างนั้น คงไม่ใช่เพราะเรื่องนี้มีขั้นตอนในการเปิดประมูลก่อน กลายเป็นว่าตามรายงานข่าววานนี้ คงไปไล่บี้หน่วยงานต่าง ๆ ตนไม่ทราบว่าเป็นการแสดงเพื่อให้คนมีความรู้สึกว่ากำลังเร่งรัดหรือไม่ ความจริงแล้วตามสามัญสำนึก หากเป็นการจ่ายเงินสดให้กับประชาชน หน่วยงานของรัฐ หรือธนาคารของรัฐก็สำรองจ่ายก่อนได้ ส่วนหากเป็นเรื่องของการซ่อมแซมบูรณะถนน ก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติที่ต้องมีสัญญาว่าจ้างกับภาคเอกชน
“เป็นหน้าที่รัฐบาลในการที่จะดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด ซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว อยู่ที่การเอาใจใส่และการติดตามของคนทำงานมากกว่า ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
จากการที่ในอดีตมีการเร่งรัดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นระบบที่รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงมีการพูดถึงการประมูล และเสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction) นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นระเบียบซึ่งใช้มาระยะหนึ่งและมีการปรับปรุงเรื่อย ๆ ภายใต้ระเบียบต่าง ๆ นั้นก็มีเหตุผลในการปรับปรุง อย่างสมัยตน ก็มีการทบทวนวางแนวทางระบบ E-Auction ว่าบางกรณีมีความเหมาะสม หรือไม่อย่างไร แต่การจะบอกว่าระเบียบราชการทำให้จ่ายเงินช้า ไม่ต้องทำตามระเบียบก็ได้นั้น ตนคิดว่าเป็นอันตราย เพราะว่ามันจะกลายเป็นการกระทบต่อความโปร่งใส ความถูกต้องและเจ้าหน้าที่ก็จะมีปัญหาเพราะในการปฏิบัติงานจะมีการระบุว่าตรงไหนเป็นอำนาจของใครเพื่อเซ็นอนุมัติ หากมีปัญหาขึ้นมาคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ
“ ถ้าทำงานเป็น เอาเงินให้ประชาชน สมมติเงิน 5,000 นี่ 3 วันทำได้ ขอให้มีรายชื่อจากหน่วยงานพร้อมจ่ายชาวบ้านที่ไหน ก็ดำเนินการเลย รัฐมนตรีคลังดูแลให้ธนาคารรัฐจัดหน่วยเคลื่อนที่ไปจ่ายเลย ทำได้ 3 วัน ” นายอภิสิทธิ์กล่าว



