ข้อสังเกตบางส่วนการก่อตัวของระบอบรักเจ้า
ข้อสังเกตบางส่วนการก่อตัวของระบอบรักเจ้า : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ในขณะที่หลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญในบรรยากาศทางการเมืองในช่วงหลายปีนี้ก็คือการก่อตัวของขบวนการล้มเจ้า
ถึงกับมีการสร้างผังล้มเจ้าขึ้นมาเผยแพร่ และกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมในการกระชับพื้นที่เมื่อปีที่แล้ว
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ ขบวนการรักเจ้า และระบอบรักเจ้าก็ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นระบบเช่นกัน
ต้องขยายความก่อนว่า ขบวนการรักเจ้าและระบอบรักเจ้าคืออะไร? สิ่งนี้แตกต่างจากความรักเจ้า
ความรักเจ้านั้นอาจจะมีอยู่แล้ว จะมีจากภายในหรือจะมีจากการที่เห็นพ้องต้องกันกับการนำเสนอเรื่องราวว่าทำไมเราควรรักเจ้า
เรื่องนี้มีมานานแล้ว แต่ถ้าอยากดูในรายละเอียดก็คงมีการศึกษากันอยู่ ในเชิงของการก่อตัวของอุดมการณ์ ตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
แต่เรื่องที่ใหม่อยู่สักหน่อย ก็คือ เรื่องของขบวนการรักเจ้า และระบอบรักเจ้า ซึ่งอาจจะอธิบายบางส่วนว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มากกว่าเรื่องราวเชิงอุดมการณ์และวัฒนธรรม มาสู่เรื่องของการเมืองและกระบวนการยุติธรรม
ขบวนการรักเจ้าผมหมายถึงการก่อตัวของชุดความคิดและปฏิบัติการที่เชื่อมโยงการกระทำทางการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผูกโยงกับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ในความหมายที่ว่า จำเป็นต้องมีหรือไม่มีการกระทำทางการเมืองบางอย่างเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนระบอบรักเจ้านี้ผมมุ่งเน้นไปในสองเรื่อง เรื่องแรกคือภาพใหญ่ของความเชื่อมโยงเหตุผลและการใช้ชีวิตของเรากับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งพูดง่ายๆ ว่าขบวนการรักเจ้าก็เชื่อมโยงและบางทีก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบรักเจ้าด้วย แต่ที่สำคัญก็คือกระบวนการกำหนดขอบเขตของการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ต่างหาก นั่นคือประเด็นที่สอง
ผมมุ่งไปที่การพยายามเข้าใจการดำเนินคดีหมิ่นที่ปรากฏในช่วงนี้ โดยเฉพาะในมุมที่หมายถึงการปักหมุด และกำหนดอาณาบริเวณที่สามารถพูดถึงทั้งพระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ผ่านการศึกษาคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าว
นึกถึงตอนที่มีการกำหนดศีลในศาสนานั่นแหละครับ เมื่อมีความผิดก็มีการกำหนดข้อห้าม ดังนั้นเราจะพอมองเห็นมากขึ้นว่ามีการพยายามกำหนดอะไรขึ้นมา อาทิ
หนึ่ง การกำหนดว่า แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นว่าผู้ต้องหานั้นกระทำ แต่ถ้าผู้ต้องหาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่กระทำ ก็ยากที่จะหลุดจากคำตัดสิน ตามกรณีของการส่งเอสเอ็มเอส
สอง การกำหนดว่าแม้จะไม่หมิ่นเอง แต่ถ้าปล่อยให้มีการหมิ่นอยู่ในเว็บไซต์ของตัวเองแล้วไม่ได้ลบ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ก็จะถูกดำเนินคดี
สาม ไม่ว่าการหมิ่นนั้นจะกระทำนอกประเทศไทย และผู้กระทำไม่ใช่เป็นคนไทย และไม่ได้ถือว่าผิดตามมาตรฐานของประเทศนั้น ก็ถือว่าผิด
ระบอบรักเจ้านี้จึงเป็นเรื่องใหม่ และถูกสร้างขึ้นทุกวันเช่นเดียวกัน แต่ระบอบนี้ย่อมมีประเด็นที่ท้าทายอยู่เช่นกัน ในแง่ที่ว่านอกเหนือจากการเน้นการปราบปรามและตัดสินคดีดังที่เป็นอยู่ คำถามก็คือ ถ้าความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีมีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนโครงสร้างกฎหมายอาจจะต้องไล่ตามเทคโนโลยี และถ้าความเชื่อมโยงกับโลกนั้นมีมากขึ้นจนต้องตัดสินคดีของคนที่ไม่ใช่คนในประเทศ และที่สำคัญถ้าสังคมมีข้อสงสัยและเปล่งเสียงไปในทิศทางที่ไม่ตรงกับเสียงที่ถูกส่งมาจากด้านเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะคงไว้ซึ่งความรักและพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร
เพราะการปราบปรามและการวางขอบเขตของความตัดสินนั้นอาจส่งผลให้เกิดความกลัว และความกลัวในบางกรณีนั้นอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับความจริง และไม่ใช่เรื่องเดียวกับความเข้าใจและความศรัทธา และไม่ได้ตั้งอยู่กับเงื่อนไขหลักว่าเราจะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดได้อย่างไร
โดยเฉพาะเมื่อสุดท้ายความกลัวอาจถูกเปลี่ยนเป็นความไม่กลัวนั่นแหละครับ



