
ส.พืชสวนฯแนะช่วยเกษตรกรน้ำท่วม
บทความพิเศษ 'การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบความเสียหายจากมหาอุทกภัย' โดย 'อนันต์ ดาโลดม' นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2554 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เกือบทุกจังหวัดของประเทศไทยต่างก็ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรจากอุทกภัย แต่จังหวัดที่ประสบปัญหาด้านการเกษตรมากที่สุดจากมหาอุทกภัย ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2554 – ปัจจุบัน รวม 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และอีก 10 จังหวัด ที่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันตก คือ จังหวัดชัยนาท จังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครปฐม จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนี้ก็ยังคงมีปัญหาอยู่
จากรายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินจำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยถึง 1,282,262 ครอบครัว พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหายประมาณ 12.59 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็น
-พื้นที่นาข้าว 9.98 ล้านไร่
-พืชไร่ 1.87 ล้านไร่
-พืชสวนและอื่นๆ 0.74 ล้านไร่
ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่การเกษตรทางด้านพืชที่เสียหายมากที่สุดจากภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัยมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เกษตรกรที่ได้รับภัยพิบัติในครั้งนี้ กล่าวได้ว่า อยู่ในสภาพที่หมดเนื้อหมดตัว ซึ่งบางรายอาจจะเลิกอาชีพการเกษตรไปเลย หากรัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือเยียวยาในการชดเชยความเสียหายของพืชผลหรือการจัดหาเงินทุนเพื่อฟื้นฟูที่ที่เสียหายได้อย่างเพียงพอ โดยจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือเป็นพิเศษ
จากมติคณะรัฐมนตรีที่ได้กำหนดความช่วยเหลือของรัฐบาลให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืช โดยแบ่งเป็นกลุ่มพืช คือ
1. ข้าว ไร่ละ 2,222 บาท (ประมาณ 55% ของต้นทุนการผลิต)
2. พืชไร่ ไร่ละ 3,150 บาท ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยเหลือ เรื่อง อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ (ประมาณ 55% ของต้นทุนการผลิต)
3. พืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 5,098 บาท (น่าจะต้องมีการทบทวนใหม่)
- กรณีพืชสวนและอื่นๆ สามารถฟื้นฟูได้ ไร่ละ 2,549 บาท
- กรณีพื้นที่การเกษตรถูกดินทับถมเสียหาย ไร่ละ 7,000 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่
จากการวิเคราะห์ของสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำไปประกอบการพิจารณา ดังนี้
1. ข้าว สำหรับการช่วยเหลือให้แก่ชาวนาที่ได้รับความเสียหาย ไร่ละ 2,222 บาท นั้น ถ้าพิจารณาถึงผลตอบแทนที่ชาวนาจะได้รับหากสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ โดยเฉพาะผลผลิตข้าวของชาวนาที่ปลูกข้าวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ไร่ละ 700 กก./ไร่ ซึ่งหากนำไปจำนำ ข้าวที่มีความชื้นไม่เกิน 15% จะได้เกวียนละ 15,000 บาท แต่สำหรับข้าวของเกษตรกรส่วนมากจะมีความชื้นเกิน 20% ดังนั้นราคาที่ได้จากโรงสีจะอยู่ที่เกวียนละ 13,000 – 13,500 บาท ซึ่งหมายความว่า หากชาวนาสามารถเกี่ยวข้าวและเข้าสู่กระบวนการรับจำนำได้ ชาวนาจะมีรายได้ไร่ละประมาณ 10,000 บาท (13,000/700x100 = 9,100) ซึ่งการชดเชยไร่ละ 2,222 บาท จะเป็นมูลค่าประมาณ 23% ของรายได้ที่ชาวนาควรจะได้รับ
นอกจากนั้น ในพื้นที่ที่ชาวนาสามารถทำนาปรังได้ กรมการข้าว จะช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อปลูกชดเชยพื้นที่เสียหาย รายละไม่เกิน 10 ไร่ ๆ ละ 10 กก. ซึ่งความจริงแล้ว ชาวนาในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและในลุ่มเจ้าพระยาจะปลูกข้าวโดยวิธีหว่านน้ำตม ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 25 กก./ไร่ ดังนั้นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวจะช่วยเหลือชาวนา รายละ 10 ไร่ ๆ ละ 10 กก. รวมพันธุ์ข้าว 100 กก. จะสามารถปลูกข้าวทำนาหว่านน้ำตมได้เพียง 4 ไร่เท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอ และชาวนาก็ไม่มีพันธุ์ข้าวของตัวเอง เพราะพื้นที่นาข้าวเสียหายหมด (ปกติชาวนาจะกันข้าวเปลือกส่วนหนึ่ง จากผลผลิตที่ผลิตได้เองไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาลต่อไป แต่เมื่อไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ จะทำให้ชาวนาไม่มีพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกในฤดูกาลต่อไป จึงจำเป็นต้องซื้อพันธุ์ข้าวจากแหล่งพันธุ์ข้าวของเอกชน ซึ่งมีราคาแพงและมีปัญหาเรื่องคุณภาพ)
2. พืชไร่ อัตราการช่วยเหลือไร่ละ 3,150 บาท ซึ่งพืชไร่ที่เสียหายจะอยู่ในกลุ่มใหญ่ 3 ชนิด คือ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งรายได้ต่อไร่จะอยู่ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 10,000 บาท ดังนั้นการช่วยเหลือไร่ละ 3,150 บาท หรือประมาณ 31% ของรายได้เกษตรกรควรจะได้รับ
แต่กลุ่มที่มีปัญหามากที่สุด คือ กลุ่มพืชสวน ซึ่งรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือไร่ละ 5,098 บาท ที่ว่ากลุ่มพืชสวนมีปัญหามากที่สุด เพราะว่าพืชสวนแบ่งออกเป็นหลายประเภท คือ
1. ไม้ผล เช่น ทุเรียน ส้มโอ มังคุด ลิ้นจี ลำไย เงาะ พุทรา ลองกอง กระท้อน แก้วมังกร กล้วย เป็นต้น
2. ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กล้วยไม้ ชวนชม ลีลาวดี อะโกนีมา หน้าวัว ไม้ดอกอายุสั้น และไม้ประดับอื่นๆ
3. ผัก เช่น ผักกาด ผักบุ้ง คะน้า แตงกวา มะเขือ กะหล่ำปลี บร็อกโคลี่ ฟักทอง ฟักเขียว และอื่นๆ
4. พืชสมุนไพร
5. ไม้ยืนต้นอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ชา กาแฟ โกโก้ มะพร้าว มะคาเดเมีย ฯลฯ
ดังนั้น จากความหลากหลายของกลุ่มพืชสวน การที่รัฐบาลจะชดเชยความเสียหายให้ไร่ละ 5,098 บาท สำหรับพืชสวนทุกชนิดย่อมจะเป็นปัญหาสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร เพราะเงินชดเชยนั้น นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับการลงทุน ระยะเวลา และผลตอบแทนที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชสวนเหล่านี้ได้รับ ยกเว้นพืชผัก เพราะเป็นพืชล้มลุก อายุสั้น สามารถฟื้นฟูได้ทันทีหลังน้ำลด
เราได้เห็นภาพของสวนผลไม้ โดยเฉพาะสวนส้มโอของเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ภาพของสวนส้มโอที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกส้มโอพันธุ์ทองดี ภาพของสวนทุเรียนก้านยาวของจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเกือบ 3,000 ไร่ ถูกน้ำท่วมตายเกือบหมด หรือเหลือเพียง 43 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมตามของไม้ผลเหล่านี้ จะไม่สามารถฟื้นฟูได้เช่นเดียวกับสวนผลไม้อื่นๆ ดังนั้น สวนส้มโอ สวนทุเรียน จึงเป็นเพียงตัวอย่างแทนผลไม้อื่นๆ ที่กว่าจะเติบโตให้ผลผลิตได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 – 5 ปี ลงทุนไร่ละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท และเมื่อให้ผลตอบแทนแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายผลผลิต ไร่ละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท
สำหรับไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะกล้วยไม้ของสวนกล้วยไม้จากจังหวัดนครสวรรค์ อยุธยา นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ซึ่งได้รับความเสียหายรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 ไร่ รวมทั้งสวนชวนชมของเกษตรกรจังหวัดชัยนาท อ่างทอง อยุธยา โดยเฉพาะนนทบุรี รวมทั้งสวนลีลาวดี อะโกนีมา และไม้ประดับอื่นๆ ซึ่งพื้นที่อาจจะไม่มากนัก แต่การลงทุนของการปลูกกล้วยไม้ ชวนชม และไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ มีมูลค่าไร่ละตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป และมีรายได้มากกว่า 100,000 บาท/ 1 ไร่/ 1 ปี ความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ของวงการกล้วยไม้ ชวนชม และไม้ดอกไม้ประดับของเมืองไทย เพราะในเขตลุ่มเจ้าพระยา และพื้นที่ภาคตะวันตก ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกล้วยไม้ ชวนชม ไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย
ดังนั้น การช่วยเหลือที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือด้านพืชสวน ไร่ละ 5,098 บาท รวมกันไปหมดนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการทบทวน โดยต้องแยกออกมาเป็นกลุ่มๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มชาวสวนผลไม้ ชาวสวนกล้วยไม้ ชวนชม และไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ ให้มีมาตรการเหมือนการช่วยเหลือเรื่องข้าว คือ
1. ให้ความช่วยเหลือเพื่อชดเชยความเสียหาย ร้อยละ 55 ของการลงทุนของพืชแต่ละชนิด
2. ช่วยเหลือในการจัดหาพันธุ์พืชมาทดแทนพันธุ์พืชที่ได้รับความเสียหาย
3. นอกจากนั้นเพื่อให้เกษตรกรเหล่านี้ สามารถที่จะดำรงอยู่ในอาชีพการเกษตรต่อไปได้ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการทางด้านสินเชื่อมาช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่ง เช่น
ก. การพักชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมตามแต่ละชนิดของพืช จนกว่าพืชที่ปลูกใหม่จะให้ผลผลิตออกมาเป็นรายได้ จนสามารถชำระหนี้ได้
ข. จัดหาวงเงินกู้ใหม่ให้แก่เกษตรกร เพื่อใช้ในการฟื้นฟูปลูกพืชทดแทนพืชที่เสียหาย โดยไม่มีดอกเบี้ย หรือมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีระยะเวลาปลดหนี้ (Grace Period) ตามอายุของพืช
ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส. แทนเกษตรกร จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยของ ธ.ก.ส. กับส่วนลดที่ให้แก่เกษตรกร
รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมอย่างมากมาย และรวดเร็ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัย โดยการอนุมัติให้มีการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ทดแทนรถยนต์ที่ไม่สามารถผลิตได้จากภาวะน้ำท่วม โดยทันทีและไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ซึ่งมีข่าวว่ารัฐบาลต้องเสียภาษีส่วนนี้ไปถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งมาตรการอื่นๆ ที่ออกมาอย่างรวดเร็ว จากการนำเสนอของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ แต่สำหรับเกษตรกรจำนวนมากกว่าล้านครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ที่ยากจน น้ำท่วมแช่ขัง ทำลายทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่นา/ไร่/สวน จนหมดสิ้น เป็นระยะเวลายาวนาน และเป็นกลุ่มคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่กลับเป็นผู้ซึ่งได้รับความช่วยเหลือน้อยที่สุด และอาจจะช้าที่สุดก็ว่าได้
ข้อคิดเห็นของสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เป็นเพียงเสียงสะท้อนของเกษตรกรผู้ได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัยที่ส่งผ่านมาให้สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย นำเสนอต่อสื่อมวลชนและรัฐบาล เพราะเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีเครื่องมือหรือกลไกใดๆ ที่จะส่งผ่านไปให้รัฐบาลได้ทราบถึงความต้องการและความคิดเห็นของพวกเขาต่อการช่วยเหลือของรัฐ
หวังว่าข้อคิดเห็นเหล่านี้จะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลบ้างไม่มากก็น้อย และนอกจากการช่วยเหลือเกษตรกรของกลุ่มพืชสวนที่ต้องทบทวนแล้ว สิ่งที่ประชาชนเป็นกังวลและเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกร และประชาชนที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน ทั้งบ้านที่ถูกน้ำท่วมขัง รถยนต์ พืชสวนไร่นาของเกษตรกร รวมทั้งผู้ที่ต้องสูญเสียชีวิตจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ ซึ่งการทุจริตคอร์รัปชั่น หาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนแสนสาหัสของประชาชนทุกภาคส่วน จะเป็นสิ่งที่คนไทยจะไม่สามารถให้อภัยได้เลย
ขอให้นักการเมือง ข้าราชการ และแม้แต่ภาคเอกชนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ประสบกับมหาอุทกภัยครั้งนี้ จงช่วยกันปกป้องอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเด็ดขาด
..................
(หมายเหตุ : บทความพิเศษ 'การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบความเสียหายจากมหาอุทกภัย' โดย 'อนันต์ ดาโลดม' นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย)



