
ศาลชี้ออกพาสปอร์ต'แม้ว'หน้าที่กต.
โฆษกศาลยุติธรรมชี้แจงคำสั่งศาลฎีกานักการเมืองห้าม "ทักษิณ" ออกนอกประเทศป้องกันหลบหนี แต่การถอนหรือออกพาสปอร์ตเป็นหน้าที่กต. "สุรพงษ์" มั่นใจเก้าอี้ รมต.ไม่หลุด ปชช.ร้อยละ 62.5ไม่เห็นด้วยที่จะปรับครม.ช่วงนี้
18ธ.ค.2554 ต่อกรณีนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงระบุพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้าข่ายติดบัญชีดำ การพิจารณาออกหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต โดยอ้างถึงหมายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเลขานุการแผนกคดีอาญา ที่มีถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2551 ที่รายละเอียดข้อหนึ่งว่า ห้ามจำเลย คือพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศ เว้นจะได้รับอนุญาตจากศาลนั้น
นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า การออกคำสั่งของศาลขณะนั้น เพื่อป้องกันจำเลยหลบหนี เมื่อศาลออกคำสั่งใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นจำเลยสัญชาติไทย หรือต่างประเทศ ในคดีอุกฉกรรจ์แล้ว จะต้องส่งหมายศาลแจ้งให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อการติดตามตัว ขณะที่หมายศาลจะมีอายุบังคับใช้เท่ากับอายุความในคดีนั้น ๆ เช่น หากคดีถึงที่สุดที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี คดีมีอายุความ 10 ปี ขณะที่หมายศาลที่ออกเป็นการออกคำสั่งในคดีจะไม่เกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทาง เว้นแต่การพิจารณาออกหนังสือเดินทาง ของกระทรวงการต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์กำหนดห้ามไว้ ซึ่งต้องไปตรวจสอบ ทั้งนี้ การจะเพิกถอน หรือออกหนังสือเดินทาง เป็นอำนาจความรับผิดชอบ ของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ใช่ศาล
"สุรพงษ์"มั่นใจเก้าอี้รมต.ไม่หลุด อ้างเหตุมีผลงานเข้าตา
นายสุพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ว่า ไม่หวั่นไหว เพราะว่ามีผลงานชัดเจน ที่ตนทำงานผ่านมาแล้ว 4 เดือนแศษ ทำงานเต็มที่หากเรายึดติดกับตำแหน่งจะจมไม่ลง
เมื่อถามว่า ให้คะแนนการทำงานของตนเองอย่างไร นายสุรพงษ์ นิ่งก่อนตอบว่า ไม่ขอให้คะแนนตัวเอง แต่คิดว่าตัวเองสอบผ่าน คิดว่าตอนนี้ตนเองทำงานได้ดี และจะพยายามทำดีต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้คะแนนเพิ่มขึ้น
ต่อข้อถามว่า คิดว่าผลงานเรื่องใดโดดเด่นที่สุด นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ภูมิใจในผลการเป็น “friend Myanmar” เป็นการกระชับมิตรภาพระหว่างไทย-พม่าให้แน่นแฟ้นขึ้น และสร้างความไว้วางใจให้กับพม่า จนทำให้พม่ายอมเปิดด่านที่แม่สอด จังหวัดตาก-เมียวดี ประเทศพม่า หลังจากปิดมา 1 ปีครึ่ง
เตรียมเดินทางไปขอบคุณพม่าเปิดด่านแม่สอด
นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า วันที่ 19-20 ธันวาคมนี้ จะเดินทางไปเยือนพม่า พร้อมนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 ซึ่งประเด็นหลักที่จะพูดคุยกับพม่ามีหลายเรื่อง เรื่องแรก ขอบคุณพม่า ที่เปิดด่านศุลกากรแม่สอด และปล่อยตัวนักโทษ ในวันที่ 5 ธันวาคม ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ส่วนเรื่องอื่น ๆ มีทั้งการสร้างเขื่อน ที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าให้ไทย ประเด็นยาเสพติดชายแดน นิคมอุตสาหกรรมตลอดแนวชายแดน ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี พูดคุยในระดับทวิภาคีกับผู้นำขพม่าแล้ว คราวนี้จะคุยต่อ รวมถึงด่านชายแดน ที่จะสามารถนำเครื่องมืออุปกรณ์ ไปก่อสร้างถนน ของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ท่าเรือทวาย
ปชช.ร้อยละ 62.5ไม่เห็นด้วยที่จะปรับครม.ช่วงนี้
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง การปรับครม. ความขัดแย้ง และปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,965 ตัวอย่าง จาก 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี กาญจนบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี น่าน พิษณุโลก เชียงใหม่ หนองคาย ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 12 - 17 ธันวาคม 2554 โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้นในการเข้าถึงผู้ตอบแบบสอบถามและความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 โดยผลสำรวจที่สำคัญค้นพบว่า
เมื่อถามถึงช่วงเวลานี้เหมาะสมหรือไม่ในการปรับคณะรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.5 ระบุยังไม่เหมาะสม เพราะ เร็วเกินไป เกรงจะเกิดความวุ่นวาย เร่งทำงานหนักสร้างผลงานดีกว่า ควรให้โอกาสพิสูจน์ผลงาน ปรับคณะรัฐมนตรีไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ยังไม่เห็นว่าใครจะมีฝีมือ ยังไม่ถึงเวลา และให้รอสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 37.5 เห็นว่า เหมาะสมแล้ว เพราะรัฐมนตรีบางคนไม่มีประสิทธิภาพ บางคนรวบอำนาจไว้คนเดียว บางคนทำงานไม่เป็น ไม่มีประสบการณ์ เป็นต้น
เมื่อถามถึง การคาดการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในหมู่ประชาชนในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ร้อยละ 47.3 คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 38.9 จะเท่าเดิม และร้อยละ 13.8 คาดว่าจะลดลง
เมื่อถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์รุนแรงบานปลายในช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.9 กังวล ในขณะที่ร้อยละ 47.1 ไม่กังวล
ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อถามถึง การคาดการณ์ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.8 คาดว่าจะมากขึ้น ร้อยละ 31.8 จะเท่าเดิม และร้อยละ 13.4 คาดว่าจะน้อยลง
นอกจากนี้ เกินครึ่งเช่นกัน หรือร้อยละ 54.2 คาดว่า ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและการเรียกเงินใต้โต๊ะในกลุ่มข้าราชการในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 32.4 จะเท่าเดิม และร้อยละ 13.4 คาดว่าจะน้อยลง
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.9 ระบุพบเห็นเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่ทุจริต คอรัปชั่นแล้วถูกลงโทษลงทัณฑ์ ตกระกำลำบากค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด มีเพียงร้อยละ 32.1 ที่ระบุเคยพบเห็นค่อนข้างมาก ถึงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ตรงกันข้ามส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.7 พบเห็นเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่นแล้วร่ำรวย เอาตัวรอด พ้นความผิดค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 28.3 ที่พบเห็นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
ที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลเนื่องจากมีสัดส่วนสูงมากหรือร้อยละ 83.7 ระบุถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะประกาศทำสงครามคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ในขณะที่ร้อยละ 16.3 ไม่คิดเช่นนั้น
ดร.นพดล ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเวลานี้ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจสวนทางกับความรู้สึกของบรรดานักการเมืองฝ่ายรัฐบาลบางคนที่อยากขึ้นมามีอำนาจเป็นรัฐมนตรี ดังนั้นข้อเสนอแนะคือ ถ้าจะปรับคณะรัฐมนตรีก็น่าจะปรับเอาคนที่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าไม่สุจริต เป็นตัวตั้งในการตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี เพราะประชาชนยังเห็นว่าการปรับคณะรัฐมนตรีไม่ได้ทำให้ประชาชนได้อะไรหรือไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมากกว่าเดิม
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ความกังวลของประชาชนต่อการสร้างสถานการณ์รุนแรงในช่วงปีใหม่ที่รัฐบาลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชนและการบูรณาการด้านการข่าวทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ ที่เห็นได้ชัดในกรณี การเก็บกู้วัตถุระเบิดได้อย่างปลอดภัยของหน่วยงานด้านความมั่นคงโดยไม่มีการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์ของประชาช ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วจะถือว่า “เป็นความสำเร็จ” ของการเชื่อมประสานการทำงานระหว่างภาคประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในประเทศไทยกลับมีการมองกันว่า “เป็นการจัดฉาก” แสดงว่า หน่วยงานของรัฐต้องทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่องเพื่อสร้างความวางใจในหมู่ประชาชนและสังคมระดับกว้างให้มากยิ่งขึ้น ทางออกคือ การปรากฎตัวของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงทั้ง ภาคประชาชน ทหาร ตำรวจ รถสายตรวจที่เปิดไฟไซเรนพร้อมปฏิบัติการอย่างรวดเร็วฉับไว หรือ Stand by ในจุดล่อแหลม จุดเสี่ยง และการข่าวในระบบโซเชียลเน็ตเวิร์คลดอาชญากรรมสร้างความอบอุ่นใจในหมู่ประชาชน
“ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีสัญญาณที่ดีในการแก้ไขได้อย่างจริงจังต่อเนื่อง ดังนั้น ข้อเสนอแนะคือ ฝ่ายการเมืองอาจช่วยกันแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมบางประการเพื่อแก้ไขปัญหาการรีดไถ ส่งส่วย ภาษีใต้ดิน นำขึ้นมาเข้าสู่ระบบกระบวนการที่ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คนที่ทำผิดกฎจราจร ก็ต้องเสียค่าปรับที่ศาล มีใบเสร็จรับเงินระบุชัดเจนว่า ต้องจ่ายให้ชุมชนท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่เพื่อสุขภาวะของคนในชุมชนเท่าไหร่ ต้องจ่ายให้ห้องสมุดประชาชนเพื่อการศึกษาของคนในชุมชนท้องที่เกิดเหตุเท่าไหร่ ต้องจ่ายให้ตำรวจเท่าไหร่ ต้องจ่ายให้รัฐบาลกลางในการพัฒนาประเทศเท่าไหร่ และต้องจ่ายเป็นค่างานธุรการของศาล เป็นต้น นั่นคือการทำทุกอย่างให้เห็นอย่างโปร่งใสน่าจะช่วยลดทอนความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชน และควบคุมพฤติกรรมการทำผิดของคนไปได้บ้าง มิฉะนั้น อาจมีคำถามว่าถูกรีดไถหรือโดนปรับแล้วเงินเอาไปทำอะไรเอาไปให้ใคร นอกจากนี้ น่าจะนำเอาเรื่องเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาแจกแจงให้สาธารณชนสามารถแกะรอยไปได้ว่าเงินถึงมือผู้ประสบภัยที่ไหนบ้างผ่านเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น การทำทุกอย่างให้โปร่งใสน่าจะช่วยลดปัจจัยสำคัญที่จะถูกอ้างมาเป็นเงื่อนไขใช้อำนาจพิเศษเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ไปอีกหนึ่งองค์ประกอบ” ดร.นพดล กล่าว
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.4 เป็นชาย ร้อยละ 52.6 เป็นหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 4.7 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 23.8 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 20.5 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 23.0 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 28.0 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 64.8 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 30.4 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 4.8 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.2 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 9.5 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 10.9 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.0 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 7.2 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 2.8 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ



