
น้ำเน่า หนี้ไม่เน่า
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : น้ำเน่า หนี้ไม่เน่า โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ณ วันนี้เข้าใจว่า พื้นที่ของประเทศไทยได้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดไปเกือบจะทั้งหมดแล้ว เพราะล่าสุดระดับน้ำได้ทยอยลดลงเรื่อยๆ จนผู้คนกลับมาใช้ชีวิตที่เป็นปกติได้มากขึ้น ถึงแม้จะยังคงไม่เท่าเดิม เว้นก็แต่ในพื้นที่บางส่วนที่ว่ากันว่าเป็นส่วนน้อยที่ยังคงต้องเผชิญกับน้ำเน่าเสียต่อไป
มีพี่ที่เคยร่วมงานกันเมื่อหลายปีมาแล้ว เขียนข้อความไว้ในเฟซบุ๊คว่า "ความสุขที่แท้จริงคือ ปกติสุข" ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นปกติ ตราบนั้นเราก็ยังไม่พบความสุขที่แท้จริง ตราบใดที่บ้านที่เคยอยู่อาศัยยังไม่กลับมาในสภาพเดิม แม้ความสุขที่ได้จากการกลับบ้านจะเกิดขึ้นแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ "ปกติสุข" ตรงนี้น่าสนใจนะคะ เพราะดิฉันเองก็เป็นทั้งผู้ประสบภัยและผู้อพยพ เวลาผ่านไปเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่รูปแบบชีวิตที่เป็น "ปกติ" แบบที่เคยเป็น เคยอยู่ เคยกิน ก็ยังคงไม่เหมือนเดิม
ถึงแม้วันนี้น้ำรอบๆ บ้าน รวมถึงถนนหนทางที่เคยใช้สัญจรจะแห้งเหือด ไร้วี่แววของน้ำที่เคยมาเยี่ยมมาเยือนสูงขนาด 1-1.5 เมตรแล้วก็ตาม แต่สภาพโดยรวมที่พบเห็น กลับยังไม่เรียกว่าปกติ เพราะสองข้างถนนยังเต็มไปด้วยขยะกองพะเนิน ยามค่ำคืนถนนที่เคยสว่างไสวกลับมืดสนิท หมู่บ้านริมทางที่เคยคึกคัก กลับเงียบงัน หดหู่ เวลาผ่านไป สถานการณ์ดีขึ้น แต่ชีวิตที่เป็นปกติก็ยังคงไม่กลับมา
หากจะมองโลกในแง่ที่สวยงามขึ้นมาอีกนิด ก็คงเป็นช่วงเวลาที่ใช้ปลอบใจตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง และนี่คือชีวิตที่ต้องรู้จักการปรับตัว ซึ่งเป็นข้อดีที่สุดข้อหนึ่งของมนุษย์
นอกจากสภาพกายใจของใครหลายคนที่ยังไม่กลับเข้าสู่ปกติแล้ว สภาพการเงินของหลายคนก็อาจจะถูกน้ำเซาะจนคลอนแคลนตามไปด้วย เพราะตัวเลขเบื้องต้นที่กระทรวงแรงงานสรุปมาก่อนหน้านี้ บ่งชัดว่า มีแรงงานจำนวนหลายแสนคนต้องตกอยู่ในภาวะ "ว่างงาน" ด้วยเหตุที่โรงงานถูกน้ำท่วมและมองไม่เห็นหนทางว่าจะปรับปรุงฟื้นฟู กลับมาเดินเครื่องผลิตได้เมื่อไหร่ ทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเลิกจ้างแรงงานเหล่านี้ในเบื้องต้น ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า หากกลับมาผลิตได้จริง แรงงานจะกลับสู่ระบบได้ทั้งหมด
เมื่อรายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายยังอยู่ เพราะชีวิตต้องกิน ต้องใช้ ที่อยู่อาศัยก็ต้องซ่อมแซม ไม่นับรวมหนี้สินที่ก่อไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากน้ำลด ภาพของปัญหาเหล่านี้จะชัดเจนมากขึ้นและมากขึ้น มาถึงตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปที่การจัดการดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ ตั้งแต่ต้น วนไปที่เดิมในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สิน การเก็บออม การรู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ ที่สุดท้ายแล้ว จำเป็นต้องทำ
แต่เรื่องเฉพาะหน้าในขณะนี้ คือ เรื่องของ "รายจ่าย" ที่รออยู่ โดยเฉพาะรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ซึ่งหมายถึง "หนี้สิน" ต่างๆ เป็นสำคัญ เนื่องเพราะรายจ่ายหรือหนี้ที่มาพร้อมดอกเบี้ยพวกนี้ไม่ได้ถูก "ละเว้น" แตกต่างจากรายจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ทั้งการประปานครหลวง การประปาภูมิภาค รวมถึงการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาคยืดเวลาในการจ่ายค่าน้ำค่าไฟออกไปให้อย่างน้อย 3 เดือน ขณะที่หนี้ค่าผ่อนรถ หนี้ค่าผ่อนบ้าน รวมทั้งหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ยังเดินหน้าต่อไป หากผิดนัดก็หมายถึงภาระดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่ต้องบอกว่า "สปีดเร็วกว่านรก" จริงๆ
สำหรับคนที่ไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมก็มีความสามารถในการชำระหนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องการจัดส่งเอกสาร ขณะที่ตัวเราเองก็ลืมๆ ไปว่าครบดีลต้องชำระเงินหรือยัง โดยเฉพาะรายการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลต่างๆ หนทางที่ดีที่สุดก็คือ โทรศัพท์ไปเช็กยอดที่ต้องชำระจากสถาบันการเงินเจ้าของบัตร เช็กทั้งจำนวนเงินที่ต้องชำระและกำหนดวันที่ต้องชำระ ซึ่งแต่ละสถาบันการเงินมีคอลเซ็นเตอร์ที่จะให้บริการกับท่านอยู่แล้ว
ส่วนกรณีของใครที่เกินกำหนดชำระมาแล้ว เพราะมัวแต่ชะล่าใจรอใบแจ้งหนี้ ขอบอกว่า หนี้ก้อนดังกล่าวได้ถูกคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น หากรู้ตัวว่าเป็นหนี้ที่เกินกำหนดก็ให้เช็กกับสถาบันการเงินอีกครั้งว่า ยอดที่ต้องชำระจนถึงวันนี้ (รวมดอกเบี้ยแล้ว) เป็นเท่าไหร่ และเวลาชำระก็จ่ายเกินไปสักเล็กน้อย เพราะเศษสตางค์เพียงแค่ 1 สตางค์หรือ 10 สตางค์ที่ค้างไว้ จะกลายเป็นหนี้ผิดนัดชำระที่ถูกคิดดอกเบี้ยอัตราสูงเป็นพิเศษไปตลอดอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
ในส่วนของคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม จนเสียงาน เสียรายได้ และไม่มีความสามารถในการชำระหนี้จริงๆ สิ่งที่ทำได้และควรทำอย่างเร่งด่วนก็คือ ติดต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อหาวิธีช่วยเหลือ ผ่อนหนักให้เป็นเบา อย่าทำเฉยๆ หรือหลบลี้หนีหน้า เพราะถ้าทำแบบนั้น สถาบันการเงินเจ้าของหนี้ก็ไม่มีวันรู้ได้เลยว่า เรามีความจำเป็นอะไร ซึ่งเชื่อว่าในภาวะเช่นนี้ ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้น่าจะมีทางออกร่วมกันได้ไม่ยาก
ส่วนคนที่ต้องการวงเงินเพิ่ม เพื่อใช้ซ่อมแซมบ้านหรือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ล่าสุดแบงก์ชาติก็ไฟเขียวให้สถาบันการเงินผ่อนปรนให้แก่ลูกค้าที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งเรื่องของวงเงิน และเรื่องของการผ่อนชำระขั้นต่ำ ซึ่งจะมีผลไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555
"เกริก วณิกกุล" รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินของแบงก์ชาติ บอกว่า ปัจจุบันสินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต กำหนดวงเงินสูงสุดไว้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ ซึ่งหลังจากผ่อนผันหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ผู้ให้บริการสินเชื่อจะอนุมัติในวงเงินเท่าใด ก็อยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละแห่ง แต่ต้องดูแลตัวเองในเรื่องของหนี้เสียด้วย
แบงก์ไฟเขียววงเงินเป็นหนี้เพิ่มเพื่อให้การดำรงชีวิตกลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติแล้ว แต่สิ่งที่พึงระวังหลังจากนี้ ก็คือ เรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ที่ต้องจัดระบบต่างๆ ให้ดี เพราะผจญกับน้ำเน่าก็พออยู่แล้ว แต่ต้องเผชิญกับหนี้เน่าอีกเลย
------------------------------------------------------
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : น้ำเน่า หนี้ไม่เน่า โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



