
เล็งดึงเงินสร้างรง.ยาสูบโปะคลังวงเงินกว่า6.8พันล้านบาท-เหตุก่อสร้างปีนี้ไม่ทัน
สคร.เล็งดึงเงินค่าก่อสร้างโรงงานยาสูบ 6.8 พันล้านบาทเข้าคลังก่อน หลังพบก่อสร้างไม่ทันในปี 52 ผู้บริหารยาสูบรับเริ่มลงมือในปีหน้าจริง แต่หากให้กันเงินกำไรใหม่อาจไม่ทันลงทุน ระบุต้องออกเป็นมติครม.ก่อน
นายอารีพงษ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร). กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) มอบหมายให้หารือกับรัฐวิสาหกิจที่มีกระแสเงินสดเหลือจากการลงทุนนำส่งเงินเข้าคลังมากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ภาษีที่หายไปในปี 2552 ว่า สคร.คงต้องหารือกับผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจก่อนว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินดังกล่าวหรือไม่ โดยเฉพาะเงินสดส่วนที่เหลือจากการดำเนินงานปกติ การจ่ายเงินเดือนโบนัส ซึ่งส่วนใหญ่ฝากไว้ในบัญชี เบื้องต้นจะหารือกับผู้บริหารโรงงานยาสูบก่อน เพราะมีเงินส่วนที่กันไว้จากการนำส่งรายได้ปกติ เพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานหลายพันล้านบาท หากโครงการก่อสร้างชะลอออกไปก็ควรนำเงินส่วนนี้มาส่งเข้าคลังในปีนี้ก่อน
อย่างไรก็ตาม เท่าที่พิจารณาเห็นว่ารัฐวิสาหกิจรายอื่นๆ อาจจะไม่มีกระแสเงินสดเหลือพอที่จะดึงเข้าคลังเพิ่ม นอกจากกรณีเงินจากการขายหวยบนดินก่อนหน้านี้จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทที่นำฝากธนาคารไว้ ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่ามีช่องทางที่จะดึงมาเป็นรายได้ของแผ่นดินได้โดยไม่ต้องออกกฎหมาย น่าจะดำเนินการได้ทันในปีงบประมาณ 2552 นี้
“เฉพาะเงินลงทุนของโรงงานยาสูบที่ดึงมาหลายพันล้านบาท น่าจะครอบคลุมเงินนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจปีนี้ที่คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย 5-6 พันล้านบาท และหากรวมกับเงินของสำนักงานสลากกินแบ่งอีก 1.7 หมื่นล้านบาท ก็จะกลายเป็นเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9.3 หมื่นล้านบาท” นายอารีพงษ์ กล่าว
นายประจวบ ตันตินนท์ ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้หารือกับ สคร.ที่จะขอดึงเงินในส่วนของค่าก่อสร้างโรงงานใหม่ประมาณ 6,000 ล้านบาทเข้าเป็นรายได้คลังในปีงบ 2552 ซึ่งถือเป็นเรื่องระดับนโยบายและขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐมนตรี โดยโรงงานยาสูบพร้อมจะดำเนินการ แต่หากจะให้ยาสูบกันเงินกำไรในปีถัดๆ ไปมาใช้ก่อสร้างต้องแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเดิมก่อนที่ห้ามกันเงินเพิ่มเติม
ด้านนายอำนาจ เพิ่มชาติ รองผู้อำนวยการยาสูบด้านใบยา กล่าวว่า เงินค่าก่อสร้างโงงานที่กันไว้ 6,800 ล้านบาทนั้น หากจะดึงเข้าเป็นรายได้คลังและให้ยาสูบกันเงินจากกำไรในปีถัดไปนั้น ต้องออกเป็นมติครม.ก่อน เพราะก่อนหน้านี้มติครม.ห้ามยาสูบกันเงินกำไรเพิ่มเติม โดยวงเงินก่อสร้างโรงงานและค่าเครื่องจักรต่างๆ อีกประมาณ 9,000 ล้านบาทนั้น ยาสูบต้องหาจากแหล่งเงินอื่นๆ และหากจะนำเข้าเป็นรายได้รัฐหมดคงไม่ทันกับกระบวนการก่อสร้างโรงงานที่คาดว่าจะเริ่มได้ต้นปี 2553 เพราะต้องใช้เงินจากปี 2554
“ขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกสถานที่ใช้ก่อสร้างโรงงานใหม่ และจะมีการเจรจาต่อรองราคาคาดได้ข้อสรุปภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จากนั้นจะคัดเลือกแบบหาผู้รับเหมา ซึ่งต้องใช้เวลาจึงไม่ทันปีงบ 2552" นายอำนาจ กล่าว



