ข่าว

แกนนำแดงป่วยโรคประหลาดจากน้ำเน่า

แกนนำแดงป่วยโรคประหลาดจากน้ำเน่า

15 ธ.ค. 2554

แกนนำแดงปทุมธานี นอนป่วยเป็นโรคประหลาด ถูกไวรัสที่มากับน้ำเน่าโจมตีเส้นประสาทปากเบี้ยว “อภิสิทธิ์” ยัน “ไจก้า” ยังไม่ปฏิเสธให้ความช่วยเหลือน้ำท่วม กรมพัฒนาฝีมือแรงงานช่วยเหลือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายหลังน้ำลด

             เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโก๊ะตี๋แกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี ที่ล่าสุดมีบทบาทนำมวลชนร่วมกับ พ.ต.ต.เสงียม สำราญรัตน์ เปิดประตูน้ำพระยาสุเรนท์จนมีคดีความกับผู้ว่าฯกทม. ได้ล้มป่วยโดยมีเพื่อนๆนำส่งโรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คารอส โดยมีอาการด้านซีกซ้ายมีอาการคล้ายเป็นอัมพฤกษ์ ปากเบี้ยว พร้อมทั้งปวดหัวอย่างแรง โดยแพทย์ได้ตรวจอาการเบื้องต้นพร้อมทั้งให้พักดูอาการที่ห้อง 404 ชั้น 4 โรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาลอส ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยมีเพื่อนๆคอยเฝ้าอาการอย่างใกล้ชิด

               ด้านนายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ช่วง 2-3 วันก่อนที่ตนจะล้มป่วยหนัก ตนได้มีอาการปวดหัวอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นอยู่ๆ บริเวณใบหน้าและร่างกายซีกซ้ายไม่มีความรู้สึก ปากล่างเบี้ยวไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อนจึงนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งตลอดเวลาสองเดือนกว่าที่ผ่านมา ตนเองได้ออกช่วยเหลือประชาชนภาพในจังหวัดปทุมธานี โดยเฉพาะอำเภอลำลูกกาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่กับน้ำเน่าเกือบทุกวัน ตลอดเวลาตนเองไม่ได้กลับบ้านเลย บางครั้งนอนทั้งที่ไม่ได้อาบน้ำ เสื้อผ้ายังเปียกน้ำคลำที่ท่วมอยู่ เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการเข้าไปแจกของช่วยเหลือประชาชน ปกติตนเองเป็นคนมีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว  อยู่ๆก็มาล้มป่วยไม่รู้ว่าสาเหตุอะไร แต่ทราบจากแพทย์เบื้องต้นว่าเชื้อไวรัสได้เข้าไปทำลาย เส้นประสาทเส้นที่ 7 ทำให้ร่างกายซีกซ้ายหมดความรู้สึกเหมือนคนเป็นโรคอัมพาต

               ส่วนนายแพทย์ วิชัย เตชะทัตตานนท์ แพทย์เจ้าของไข้โรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาลอส กล่าวว่า อาการของผู้ป่วยมีอาการ ปากเบี้ยว ตาปิดไม่สนิทมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลา เป็นอัมพาตชั่วคราวบริเวณซีกซ้ายของร่างกาย ซึ่งจากการตรวจพบว่าเป็นเชื้อไวรัสชื่อ เบอเพาซี่ ซึ่งเป็นเชื้ออไวรัสที่กระจายอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำเน่าที่อับชื้น ซึ่งส่งผลให้เชื้อไวรัสในอากาศเจริญเติบโตได้ดี โดยตัวเชื้อไวรัสดังกล่าวได้เข้าทำลายเส้นประสาทคู่ที่ 7 ทำให้คนไข้มีอาการดังกล่าว เชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายถ้าหากมีร่างกายอ่อนแอก็จะล้มป่วยได้ จึงฝากให้ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำเน่าหรือน้ำไม่สะอาดทำร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด จึงจะสามารถป้องกันเชื้อไวรัสนี้ได้ในระดับหนึ่ง

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีแต่กลุ่มเพื่อนๆมาดูแลแต่ไม่มี นักการเมืองหรือผู้หลักผู้ใหญ่มาเยี่ยมแต่อย่างไร
   


“อภิสิทธิ์”ยัน“ไจก้า”ยังไม่ปฏิเสธให้ความช่วยเหลือน้ำท่วม


               นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลัง นายคาซึฮิโร โยเนดะ ผู้บริหารระดับสูง องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) เข้าพบว่า ทางไจก้ายืนยันว่าจะทำงานสนับสนุนประเทศไทยเต็มที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำข้อเสนอต่างๆ และได้มีการสอบถามแลกเปลี่ยนทั้งในแง่การประเมินเหตุการณ์ที่ผ่านมาและการทำแผนต่อไปแต่จะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ซึ่งทางไจก้าสะท้อนว่าจริงๆแล้วธุรกิจญี่ปุ่นโดยพื้นฐานยังอยากอยู่ในประเทศไทยและคนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยก็ยังพอใจที่จะอยู่ในประเทศไทย แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วงคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทแม่ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะปัญหาการประกันภัยที่ยังเป็นปัญหาที่น่ากังวลที่ต้องมีความชัดเจนจากผู้ที่จะเข้ามรับประกันต่อ มิฉะนั้นธุรกิจจะประสบความลำบากในการประกันภัยในเหตุน้ำท่วม

               เมื่อถามว่ามีการสอบถามถึงกรณีที่ทางไจก้าไม่ให้เงินอุดหนุนในการสร้างคันกั้นน้ำให้นิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางไจก้า ยืนยันว่าจะเป็นความสับสนและแปลกใจกับข่าว​ที่ออกไป เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผนข้อเสนอแผนป้องกันนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งแปลกใจว่าทำไมถึงมีข่าวออกมาว่าจะให้เงินสนับสนุน 500 ล้านบาทและ ต่อมามีข่าวว่าจะไม่ให้เงินสนับสนุน ​ ซึ่งตนเองได้ชี้แจงว่าเป็นข้อมูลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะเกิดการสับสนทางข้อมูลการให้ความช่วยเหลือ​กับ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (เจบิก) ซึ่งไจก้าอยู่ระหว่างการทำแผน และรอดูท่าทีที่ชัดเจนในรายละเอียดของการสร้างเขื่อนกั้นน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรม

               เมื่อถามว่า การย้ายฐานการผลิตมาจากความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลหรือไม่ ​นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีหลายปัจจัยในการย้ายฐานการผลิต ซึ่งอาจจะเกิดก่อนเหตุการณ์น้ำท่วม เป็นการกระจายความเสี่ยง ซึ่งรัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่น​ ให้เห็นแนวทางการการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมก่อนเดือนม.ค.เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งปีน้ำก็จะเริ่มต้นมาใหม่แล้ว จะมาบอกว่าแค่กำลังดำเนินการทำแผนอยู่ไม่ได้ แต่ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้ชัดเจนอย่างเป็นระบบ


 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานช่วยซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด


               ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม มีขยะกองมหึมาผุดขึ้นภายหลังจากที่น้ำลดจนแห้งสนิท โดยปริมาณขยะที่มีมากถึง 5,000 ตัน ซึ่งทางเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม ต้องใช้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านกว่า 22 ชุมชน ออกมาช่วยกันเก็บซึ่งจะต้องใช้เวลานานกว่า 1 สัปดาห์กว่าที่จะกำจัดขยะทั้งหมดออกไปจากถนนได้หมด     ส่วนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ ตลอดเส้นทางสายพุทธมณฑล โดยมีสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจากจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม ชลบุรี ระยอง ประจวบฯเพชรบุรี สุราษฎร์ธานีและชุมพร นำเจ้าหน้าที่มาช่วยบริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ที่จมน้ำท่วมเสียหาย โดยชาวบ้านสามารถนำมาให้ช่างซ่อมแซมได้ฟรีโดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งตลอดวันก็มีชาวบ้านนำทั้งหมอข้าว กาน้ำร้อน พัดลม ทีวี ตู้เย็น และรถจักรยานยนต์ มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำที่นำมาซ่อมจำนวนกว่า 20 เครื่อง
 
               นอกจากนี้ทางจัดหางานจังหวัดนครปฐม ยังได้เปิดรับบริการสำหรับผู้ที่หางานทำ ผู้ที่ตกงาน ไม่มีงานทำ ผู้ที่ต้องการ การแนะแนวอาชีพ ให้มาขึ้นทะเบียน พร้อมทั้งรับสมัครผู้ที่สนใจจะรับการฝึกอาชีพ ซึ่งมีผู้สนใจมาสมัครแล้วกว่า 500 คน

               นายพษณุ ปาณวร ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า การออกบริการเคลื่อนที่ ได้มีการนำสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจากจังหวัดต่างๆเข้ามาร่วมช่วยกัน โดยตั้งเป็นจุดบริการตลอดเส้นทางพุทธมณฑลสาย 4 จำนวน 6 จุด โดยชาวบ้านที่นำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาซ่อมแซม ไม่มีการคิดเงินค่าใช้จ่าย ส่วนชิ้นไหนที่ซ่อมได้เราก็จะซ่อมเลย ส่วนชิ้นไหนที่ยังเหลืออยู่จะต้องมีการนำกลับไปซ่อมที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดราชบุรี เมื่อเสร็จแล้วจึงจะส่งกลับมาให้เจ้าของ อย่างเครื่องสูบน้ำที่ส่งมาให้ซ่อมจำนวนกว่า 30 ตัว จะต้องใช้เวลามาก อันนี้ต้องส่งไปซ่อมที่สถาบันแน่นอน การบริการเคลื่อนที่ครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ข้าวของเสียหาย ไม่ต้องไปเสียเงินซ่อมแซม จากภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งก็มีประชาชนมาใช้บริการมากพอสมควรดูเพิ่มเติม