ข่าว

ชี้จำคุกมือยิง'อาร์พีจี'สะท้อน'แดง'

ชี้จำคุกมือยิง'อาร์พีจี'สะท้อน'แดง'

14 ธ.ค. 2554

"อภิสิทธิ์” ย้ำ “ศาล” สั่งจำคุกมือยิง “อาร์พีจี” ทำให้เห็นข้อเท็จจริงเหตุการณ์ “แดง” ชุมนุม ค้านดึงเข้ากลุ่มคดีการเมือง แจง “นิยามคดีการเมือง” หวั่น “อีแอบ” ฉวยโอกาสอ้างอุดมการณ์ก่อปัญหากันมั่ว ซัด“รบ.”อย่ากำกวมไม่อยากทำตามข้อเสนอป.ป.ช.พูดให้ชัด

               14ธ.ค.2554นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทางเคเบิลทีวี ถึงกรณีที่ศาลพิพากษาตัดสินมือยิงจรวดอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหมให้จำคุก 38 ปี ว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.  ตนได้ไปขึ้นศาลในคดีหมิ่นประมาท และบังเอิญได้ร่วมนั่งฟังการพิพากษาในคดีนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งยืนยันเหตุการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2553 ซึ่งในคำพิพากษาจะเห็นว่าศาลรับฟัง พยาน ที่ให้ปากคำ และหลักฐานว่าบุคคลเหล่านี้ได้ทำอะไรลงไป ซึ่งตนหวังว่ายังมีอีกหลายคดีที่จะทำให้ความผิดต่างๆ ปรากฎชัดเจนออกมา ให้เห็นภาพรวมเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2553

               ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวอีกว่า เพราะมีความพยายามจากบางฝ่าย ที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า เป็นการล้อมปราบประชาชนของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ความรุนแรงเกิดขึ้นจากการกระทำของบางกลุ่ม และมีสื่อบางฉบับอ้างว่าเป็นปัญหาของคนที่มีอำนาจในขณะนั้น สั่งการทั้งที่เหตุการณ์ชุมนุมยุติลงแล้ว โดยยกกรณีเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งข้อเท็จจริง คือ เมื่อมีการยุติการชุมนุมทางศอฉ.ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ยุติการเคลื่อนไหว และได้หารือว่าจะส่งประชาชนที่ชุมนุมอยู่กลับบ้านอย่างไร แต่ก็ยังเกิดความวุ่นวายขึ้นในอีกหลายพื้นที่ ทั้งวางเพลิง ลักทรัพย์ ซึ่งคนเหล่านี้สุดท้ายก็ถูกศาลลงโทษไปแล้ว ทั้งนี้ หากมีการรวบรวมข้อเท็จจริงจากคดีต่างๆ ที่พิพากษาไปแล้วจะเห็นความชัดเจนขึ้นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่

               หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนคดียิงกระทรวงกลาโหมจะถูกดึงไปเป็นคดีการเมืองหรือไม่นั้น ตนยืนยันว่าหากมีการเคลื่อนไหวชุมนุมในเรื่องของการเมือง แต่บังเอิญติดอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ตนยอมรับได้ แต่กรณีนี้ที่มีการเตรียมอาวุธสงครามไปยิง ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าตั้งใจไปยิงกระทรวงกลาโหมหรือวัดพระแก้ว เพราะดูจากทิศทางและกายภาพการยิง มีความเป็นไปได้ว่าจะยิงวัดพระแก้ว กรณีเช่นนี้ตนอยากให้คอป.ออกมาชี้แจงให้เห็นว่าจะนับกรณีนี้เป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ เพราะถ้าเริ่มต้นยอมรับว่ามีคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ควรจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไป ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่เช่นนั้นบรรทัดฐาน และความสับสนกับเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาตามมา

               “ผมแปลกใจที่รัฐบาลไม่เคยมีการหยิบยกปัญหา ความเหลื่อมล้ำของประชาชนมาพิจารณา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยอ้างว่าเป็นปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้ง โดยเฉพาะข้อเสนอ 6 มาตรการที่นำไปสู่ความปรองดองไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องนี้ มีแต่อ้างถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเรื่องของประชาชนเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการหยิบเรื่องนี้มาอ้างกันมาก และปัญหาความเหลื่อมล้ำคือจุดที่นำไปสู่ความขัดแย้งมากที่สุด โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่ม ซึ่งมีความพยายามสร้างปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาแล้วแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นฝ่าย ดังนั้น จากนี้ไปจะมีความพยายามสร้างกลุ่ม เพื่อสร้างเงื่อนไขในการใช้ปลุกระดม โดยอ้างเรื่องอุดมการณ์ ซึ่งจะเป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งที่มากขึ้นในอนาคต ดังนั้น หากมีการดึงความผิดเหล่านี้มาเป็นความผิดทางการเมืองก็จะเป็นการเชื้อเชิญให้แต่ละกลุ่มที่เคลื่อนไหว โดยอ้างอุดมการณ์มาทำผิดอีกเป็นจำนวนมาก” นายอภิสิทธิ์กล่าว

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นใจที่จะนิยมความหมายของความผิดทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องยากแม้คอป.จะมีการพูดถึงความผิดในบางมาตรา เช่น คดีเกี่ยวกับความผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ความผิดทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งตนเห็นด้วย แต่กับมาตรา 112 ตนเห็นด้วยเพียงครึ่งเดียวหากมีการทำผิดในแง่วิชาการนั้น ยังพอเข้าข่ายความผิดทางการเมือง แต่กรณีหมิ่นประมาทพระบรมเดชานุภาพ ในลักษณะเอาความเท็จมาให้ร้าย หรืออาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือแม้แต่บุคคลธรรมดาแล้วมาบอกว่ากรณีนี้เป็นความผิดทางการเมืองไม่ได้

               ส่วนกรณีที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ ออกมาพูดเชิงกดดันให้ไทยยกเลิกมาตรา 112 นั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า เราต้องทำความเข้าใจ เพราะกฎหมายแต่ละประเทศ บังคับใช้ล้วนมีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน ในช่วงที่ตนเป็นนายกฯ ก็มีการเดินสายบอกกับต่างชาติอธิบายจนทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น แต่ข้อสังเกตบางอย่างเราก็ต้องรับฟัง เช่น การลงโทษในบางกรณีที่ดูจะรุนแรงไป ซึ่งเป็นความเห็นหลากหลาย เพราะบางประเทศก็ไม่เห็นด้วย กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ และบางครั้งก็เป็นเรื่องของปัญหาการบังคับใช้ ยกตัวอย่างกรณีประเทศสหรัฐอเมริกาที่ต่างชาติถูกตรวจกระเป๋า โดยมีการพูดเล่นกับเจ้าหน้าที่ที่ตรวจว่าข้างในมีระเบิดกลับถูกจำคุกถึง 6 เดือน เพราะสหรัฐฯ ไม่ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องขำ ซึ่งตนอยากถามว่าเป็นการลงโทษที่เกินเหตุหรือไม่ และบางประเทศก็มีโทษประหารชีวิต ขณะที่บางประเทศมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังนั้น ต้องค่อยๆ มาปรับแนวทางในเรื่องที่เป็นหลักสากลกับสิทธิมนุษยชนว่าคืออะไร แต่ที่มาที่ไปและหลักกฎหมายของแต่ละประเทศ คืออะไร

               “หากม.112 จะเป็นการจำกัดเสรีภาพ ผมก็อยากถามว่าแล้วกฎหมายหมิ่นประมาทเป็นการจำกัดเสรีภาพด้วยหรือไม่ เพราะในหลายประเทศก็มีการจำกัดเรื่องธง ศาสนา แต่เขามีกฏหมายเพื่อความสงบของบ้านเมืองเพราะบางเรื่องมีความละเอียดอ่อนเกินไป และอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ส่วนจะจำกัดแค่ไหนอย่างไรเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ เพราะในหลวงก็เคยมีกระแสพระราชดำรัสในปี 48 ก็รับสั่งเรื่องนี้ แต่ก็มีการหยิบเรื่องนี้มาขยายผลางการเมืองจึงต้องจับตาดูให้ดี เหมือนเรื่องความผิดทางการเมือง ดังนั้นเรื่องนี้ควรเริ่มต้นจากมีคณะกรรมการมาช่วยวางแนวทางที่เหมาะสม และหากเห็นว่าปัญหาเกิดจากกฏหมายขาดความชัดเจน หรือขาดเงื่อนไขถึงค่อยพิจารณากัน”



ซัด“รบ.”อย่ากำกวมไม่อยากทำตามข้อเสนอป.ป.ช.

 
               นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า จะยุบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และวันที่ 13 ธ.ค. การประชุมคณะรัฐมนตรีก็ไม่รับข้อเสนอของป.ป.ช. ที่ให้หน่วยงานของรัฐต้องสามารถชี้แจงรายละเอียดที่มาของราคากลาง ว่า ตนไม่ทราบว่า จะเอาอำนาจอะไรมายุบ เพราะป.ป.ช.เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอของป.ป.ช.ที่เสนอว่า ต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐต้องสามารถชี้แจงรายละเอียดที่มาของราคากลางได้ จริงๆแล้วรัฐบาลชุดที่แล้วได้เริ่มดำเนินการเพราะเรามองเห็นว่า ต้นเหตุการณ์ทุจริตเกิดจากปัญหาเรื่องราคากลาง ซึ่งตนคิดว่าเป็นมาตรการที่น่าสนับสนุน ตนไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอนี้ อีกทั้งเมื่ออ่านคำแถลงการณ์ยกเลิกโครงการไทยเข้มแข็ง ตนก็ยิ่งแปลกใจ เพราะอยู่ดีๆก็มาพูดถึงความโปร่งใสไม่โปร่งใส เพราะผู้ที่จะมาบริหารโครงการนี้ก็คือรัฐบาล

               “รัฐบาลไม่อยากทำโครงการนี้ก็ควรพูดมาตรงๆ อย่ามาพูดกำกวมว่า เป็นโครงการที่จะไม่โปร่งใสได้อย่างไร เพราะยังไม่ได้เริ่มต้นโครงการนี้เลยและเป็นเพียงข้อเสนอ ที่จะของบประมาณและก็มีระบบการตรวจสอบที่รัดกุมกว่างบประมาณ 120,000 ล้านที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ และที่แปลกคือ เงินกู้หรืองบกลางรัฐบาลชุดที่แล้วพร้อมให้สภาผู้แทนฯตรวจสอบรายละเอียดของโครงการก่อนอนุมัติ แต่รัฐบาลนี้เลี่ยงมาโดยตลอดจนถึงวันนี้ก็เลี่ยง และตนเชื่อด้วยว่าที่อนุมัติงบประมาณเพียง 20,000 ล้าน ก็เพราะว่าถ้าอนุมัติมากกว่านี้กรรมาธิการงบประมาณ สภาผู้แทนฯก็จะเข้ามาตรวจสอบ ”  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่า  ถ้ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น จะต้องทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องราคากลางก็เป็นหัวใจหลักที่เป็นจุดที่หลายฝ่ายมองตรงกันแล้วว่า จะสามารถป้องการทุจริตคอรัปชั่นได้  ซึ่งรัฐบาลก็ควรรับข้อเสนอนี้ ส่วนที่รัฐบาลมองว่าจะทำให้ป.ป.ช.มีอำนาจมากเกินไปนั้นตนมองว่า ไม่เกี่ยว เพราะเป็นอำนาจของรัฐบาลที่จะรับหรือไม่รับ แต่ถ้าไม่รับเพราะไม่ชอบหน้าคนเสนอก็ไม่ใช่หลักการบริหารที่ถูกต้อง

               เมื่อถามว่า การพูดถึงการบยุบป.ป.ช.เพราะรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการร่างใหม่ตั้งใจที่จะไม่ให้มีป.ป.ช.แล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์  กล่าวว่า ก็อยากให้ย้อนกลับไปดูว่า ที่มาของปัญหาหลายเรื่องทางเมืองคือ ฝ่ายบริหารไม่ยอมรับการตรวจสอบ อย่าไปทำผิดซ้ำอีกเลย